ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

firenam

การสร้างไฟฟ้าพลังน้ำของชนเผ่า

          หากคนใช้ชีวิตในแบบที่จีรังยั่งยืนกว่านี้จะพบว่าเพื่อนเป็นส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งที่แท้จริง อยู่ในรูปของการหมุนเวียนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไฟน้ำเป็นปรัชญาของสังคมพอประมาณที่ทำให้ “บ้าน” มีเพื่อนไว้คอยห่วงใยดูแลช่วยเหลือกัน ทั้งยังช่วยรักษาความหลากหลายของชาติพันธุ์ (Ethnic Diversity) เอาไว้ เพื่อนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตเติบโตขึ้น และในกรณีของไฟน้ำ เพื่อนบ้านทำให้ทรัพยากรธรรมชาติใกล้ตัวถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กระทั่งหมู่บ้านของชนเผ่าที่อยู่บนภูเขาสูงมีชีวิตชีวาขึ้นมา (Livable Village)

          ยุคตื่นพลังงาน (Energy Rush) เปลี่ยนรัฐที่โดดเดี่ยวตนเองให้กลายเป็นว่าที่มหาอำนาจใหม่ของอาเซียนในชื่อที่รู้จักกันว่า “เดอะนิวเมียนมาร์” ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันและพลังน้ำทำให้การดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้กฎอัยการศึกกว่า ๕๐ ปีที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อยาวนานที่สุดในโลกถึง ๑๕ ปี กำลังจะกลายเป็นเพียงความหลัง การลงทุนในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้านที่บริโภคพลังงานมากที่สุดของโลกอย่างจีนกำลังสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลและช่วยถ่วงดุลอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและอินเดียเอาไว้

          เบื้องหลังประตูที่ถูกปิดตายจากสังคมโลกภายนอกมานานกว่า ๖๐ ปีนั้น ประชากรกว่า ๒ ใน ๓ ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนผู้ที่มีไฟฟ้าไว้ใช้ก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ไฟฟ้าดับรายวันหรือดับวันละหลายครั้ง คนทั่วโลกมองว่า เมียนมาร์ขาดโครงสร้างพื้นฐานและโรงไฟฟ้า แต่ชาวไทใหญ่ที่เชียงตุงเห็นว่า เป็นการจงใจที่แฝงนัยแห่งอำนาจและการควบคุม ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองจาก “ฉาง” หรือ “โลงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (Village Hydros)” (รูปที่ ๑) ในแง่หนึ่งจึงเป็นการแสวงหาความหลุดพ้นโดยใช้ความเพียร อีกมุมหนึ่งคือการประกาศอิสรภาพของรัฐฉานที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดใดๆ

 

f1

รูปที่ ๑ ฉางเพื่อผลิตไฟน้ำ

          เชียงตุงคืออาณาจักรขนาดใหญ่ของป่าพรหมจรรย์บนภูเขาสูง หมู่บ้านเล็กๆ มากมายซ่อนตัวอยู่ริมลำธารภูเขาข้างทางของถนนสายหลักสู่เชียงตุง สายน้ำไหลผ่านแอ่งที่เกิดจากแก่ง (Riffle-Pool Sequence) ในลำธารภูเขาอันคดเคี้ยวของเชียงตุงคือความมหัศจรรย์ที่ทำให้เมียนมาร์ได้เปรียบประเทศอื่น เพราะเต็มไปด้วยพลังงานมากมายและหินแม่น้ำขนาดใหญ่ ป่าที่อุดมสมบูรณ์ทำให้เชียงตุงมีน้ำสะอาดจำนวนมหาศาลไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี น้ำทำให้หมู่บ้านวันซันเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อีกครั้ง

อ่างน้ำ (Pool)

          หมู่บ้านวันซันเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กของชนเผ่าอาข่าที่นับถือศาสนาคริสต์ ขนาดเล็กประมาณ ๒๓ หลังคาเรือนมีประชากรประมาณ ๑๐๐ คนอาศัยน้ำจากลำธารยางข่างที่ไหลมาจากยอดดอยเหมย ลำธารภูเขาคือทรัพยากรที่มีไม่จำกัด ลำธารมีทั้งแก่ง อ่างน้ำ หินและพลังงานมากมาย น้ำในลำธารนำมาใช้ในการบริโภคและผลิตไฟน้ำไว้ใช้ในครัวเรือน

          น้ำจะหมุนมอเตอร์เพื่อปั่นไฟฟ้าแล้วส่งตามสายไปให้ตู้เย็น ไฟส่องสว่าง หรือใช้ดูโทรทัศน์เพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่จะใช้พร้อมกันไม่ได้ เพราะกำลังการผลิตมีจำกัด เพียง ๑,๕๐๐ วัตต์ (๑.๕ KW) จึงใช้ได้กับเครื่องไฟฟ้าเพียงไม่กี่ชนิด มอเตอร์ปั่นไฟขนาดเล็กนั้นซื้อมาจากประเทศจีน ราคาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ จ๊าด (๔,๕๐๐ บาท) มีอายุการใช้งานประมาณ ๑ – ๓ ปี

          การดึงพลังงานมาใช้ต้องอาศัยศิลปะในการเบี่ยงทางน้ำและยกน้ำจากลำธาร โดยหมั่นประกอบความเพียร เพราะการปรับแอ่งน้ำเพื่อให้มีน้ำไหลไปเข้าฉางปั่นไฟเป็นงานที่หนักและต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ทางน้ำประดิษฐ์และการปรับแต่งอ่างน้ำ (Pool) ช่วยแบ่งปัน (ทานสํวิภาโค) พลังงานที่มากับน้ำในลำธารให้กับทุกบ้าน

          การเบี่ยงน้ำจากลำธารสู่แอ่งน้ำเป็นรูปตัววี (V Shape) เป็นภูมิปัญญาของชาวเชียงตุง ทางน้ำเข้าที่มีขนาดกว้างและทางน้ำออกที่เล็กและแคบจะช่วยเพิ่มแรงดันน้ำ ชาวอาข่าเรียนรู้ที่จะใช้การเรียงหิน การปูพื้นด้วยทราย การใช้ฟางข้าว และการวางฉางปั่นไฟในทิศทางที่เหมาะสมเพื่อช่วยเบี่ยงน้ำ วิธีการนี้เรียกว่า “เม่ หม่า หงี่ แน่ เหน่หญ่า” หรือการทำพื้นที่ให้ไม่เสมอกันเพื่อเพิ่มแรงดันน้ำ ทำให้น้ำไหลเร็วขึ้นเพื่อปั่นมอเตอร์อยู่ต่ำกว่าลงไป ๓ – ๔ ฟุตที่ด้านล่าง นอกจากฟางข้าวแล้ว ชาวบ้านยังใช้ประโยชน์จากซังข้าวโพดโดยนำมาวางระหว่างหินเพื่อกั้นน้ำในการเบี่ยงน้ำให้เข้าอ่างไปที่ฉาง ฉางทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency)

f2

รูปที่ ๒ การยกน้ำด้วยหินและฟางข้าว เพื่อปรับแต่งอ่างน้ำ

          การยกน้ำใช้หินลำธารที่มีขนาดต่างๆ มาเรียงซ้อนกัน หินที่ถูกนำมาใช้มากคือ “ฮะโหลยอ” เป็นหินขนาดกลางเพื่ออุดรูรั่วของน้ำและ “ฮะโหลโลมะ” หรือหินขนาดใหญ่เพื่อยกระดับน้ำในอ่างให้สูงขึ้น ชั้นล่างสุดต้องใช้หินที่มีขนาดใหญ่พอๆ กันเรียงเป็นฐาน แล้วนำเศษฟางข้าวที่เหลือจากการทำนามาวางบนหินเหล่านั้นก่อนที่จะวางทับด้วยหินที่มีขนาดเล็กกว่าลงไป การก่อกำแพงหินขึ้นไป ๒ – ๓ ชั้นจะช่วยยกน้ำให้สูงขึ้น (ดูรูปที่ ๒)

          หินบางก้อนหนักเกือบสิบกิโลกรัม การยกหินเรียงในนิเวศน้ำไหลที่เย็นเฉียบในหน้าหนาวไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นความรู้ที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเอง (สนฺทิฏฺฐิโก) เป็นการเรียนรู้ที่จะสร้างที่พึ่งของตน (นาถกรโณ) โดยอาศัย “สิปปะ” หรือความรอบรู้ศิลปะในมงคลสูตรที่เกิดจากการหมั่นสังเกตความเร็วของกระแสน้ำ และระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องมีความรู้เรื่องการควบคุมน้ำที่เป็นองค์ความรู้สำคัญของวิศวกรรมแม่น้ำแบบพื้นบ้านของชาวไทใหญ่ ต้องรู้จักใช้เท้าเพื่อทำความรู้จักกับกรวดและพลวัตของโลกใต้น้ำ และรู้จักใช้มือจัดวางหินโดยรักษาระดับน้ำให้สอดคล้องสัมพันธ์กับฉางกว่า ๑๑ โลงของเพื่อนบ้านที่อยู่รายรอบ ฉางจึงช่วยสร้างสันติภาพในการดำรงชีวิตให้อยู่ใน “สีละ” หรือมรรยาทของสังคม

          ผู้ที่มาวางมอเตอร์ก่อนจะได้รับสิทธิ์ในการเลือกทำเลก่อน ผู้ที่มาทีหลังจะต้องตรวจดูจนแน่ใจว่าในพื้นที่นั้นมีน้ำพอและมีความแรงของน้ำพอที่จะวางมอเตอร์ใหม่ ถ้าแรงน้ำไม่พอหรือพื้นที่เต็ม ผู้ที่มาทีหลังจะต้องไปเลือกหาทำเลการวางมอเตอร์ปั่นไฟฟ้าที่อื่นที่ไกลกว่าเดิม หรือต้องสร้างอ่างน้ำขึ้นมาใหม่ ทุกคนให้ความเคารพกติกาที่วางไว้

          การออกแบบอ่างเก็บน้ำนั้นจะต้องเลือกช่วงที่ลำน้ำกว้างและลึกพอที่จะสร้างได้ จากนั้นขนหินแม่น้ำไปกั้นทำฝายชะลอน้ำเพื่อเบี่ยงน้ำ การออกแบบอ่างน้ำในแง่หนึ่งจึงเป็นการออกแบบหมู่บ้านให้มีชีวิตชีวาขึ้นมา โดยเป็นหมู่บ้านที่คอยห่วงใยดูแลกัน มีการออกแบบที่ดี ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และมีวิสัยทัศน์ในการดำรงชีวิต

ฉาง

          ฉางคือโลงผลิตไฟฟ้าจากลำธารภูเขา เป็นกลไกที่มีชีวิตในระแวกบ้าน (Neighbourhood-scaled Livable Machine) ทำให้คนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ในระยะทางที่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง ๓ นาที ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองทำให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของและต้องการมีส่วนร่วม การไปฉางจึงเป็นการไปดูแลและไปพักผ่อนเพื่อชื่นชมสิ่งที่ผู้คนภูมิใจจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

          การที่แทบทุกครอบครัวจะมีเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำไว้ประจำบ้านแสดงถึงความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านและระหว่างหมู่บ้านใกล้เคียงแม้ในพื้นที่ที่มีการผสมของชาติพันธุ์ (Ethnic Mix) อย่างเชียงตุง เพราะการผลิตไฟต้องใช้น้ำจำนวนมากจากลำธารยางข่า น้ำในลำธารเป็นของสาธารณะที่ไหลผ่านหลายหมู่บ้าน โดยหมู่บ้านอาข่าที่นับถือศาสนาคริสต์นั้นอยู่ต้นน้ำ ติดกันเป็นหมู่บ้านของชาวไทเขิน และด้านล่างลงไปทางปลายน้ำเป็นหมู่บ้านของชาวไทใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ

          ไฟน้ำนอกจากจะช่วยรักษาความหลากหลายของชาติพันธุ์ (Ethnic Diversity) เอาไว้ได้แล้ว ยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้ด้วยเช่นกัน ที่นี่มีวัดของศาสนาพุทธอยู่ติดกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์โดยมีแค่รั้วไม้กัน แต่ละหมู่บ้านไม่เคยทะเลาะกันเพราะทุกคนเห็นว่า ธรรมชาติไม่มีศาสนา ไม่ได้เป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง น้ำและพลังงานก็ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกศาสนาจึงสามารถใช้ธรรมชาติร่วมกันได้ และเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของทุกศาสนา

          ในช่วงฤดูที่เชียงตุงแล้งที่สุดระหว่างเดือนเมษายนถึงกลางเดือนมิถุนายน น้ำในลำน้ำยางข่าจะลดลง ไม่พอปั่นไฟ ผู้ที่มาที่หลังต้องยกฉางขึ้นไปเก็บไว้ที่บ้าน เพื่อให้มีน้ำไหลไปยังฉางของผู้ที่มาติดตั้งรายแรกๆ การเก็บฉางขึ้นไว้แสดงถึงเคารพในสิทธิ์การเข้าถึงไฟน้ำ ครอบครัวที่ไม่มีไฟจะหันไปใช้พลังงานดั้งเดิมคือเทียนขี้ผึ้ง ในฤดูฝนที่มีน้ำมากก็จะต้องมาเก็บมอเตอร์ขึ้นไปไว้บนบ้านเช่นกัน เพื่อไม่ให้มวลน้ำที่ไหลหลากมาทำมอเตอร์ให้พังเสียหาย

          ฉางทำจากไม้โดยนำมาต่อเป็นโลงขนาด ๕๐ x ๒๕๐ เซนติเมตร เป็นการลดทอนขนาดและรูปแบบให้การผลิตไฟฟ้าอยู่ในขนาดความเป็นมนุษย์ (Human Scale) โลงไฟฟ้าต้องวางไว้ให้สูงกว่าลำธารถึง ๑๕๐ เซนติเมตรเพื่อให้มีแรงดันพอที่จะหมุนมอเตอร์ ในฉางวางท่อพีวีซี ยาว ๘๐ เซนติเมตรโดยฝั่งไว้ที่พื้นน้ำด้านล่าง น้ำที่ไหลมาเข้าทางด้านหน้าของฉางจะไหลไปลงที่ท่อพีวีซี ท่อจะดูดน้ำลงไปเกิดเป็นระบบน้ำวนที่ช่วยหมุนใบพัดของมอเตอร์ปั่นไฟที่ด้านล่าง เพื่อผลิตไฟน้ำ ก่อนจะไหลออกไปลงลำธารที่อยู่ด้านล่างถัดไป ฉางจึงเป็นระบบการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษและเป็นเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่ำ (Low Impact Technology)

          การผลิตไฟน้ำจึงต้องหมั่นดูแลสมดุลน้ำอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาระดับน้ำในฉางให้สูง ๑ ฟุต วิธีการดูแลต้องใช้การบังคับน้ำ ช่วงที่แอ่งน้ำลดระดับ ต้องนำหินแม่น้ำมาทำฝายแม้วชั่วคราวเพื่อทดน้ำให้สูงขึ้น เมื่อน้ำขึ้นในช่วงเย็นก็ต้องรื้อฝายออกแล้วยกหินไปวางไว้ที่พื้นน้ำหน้าฉางเพื่อกั้นไม่ให้ระดับน้ำในฉางสูงเกินไป

          ขนาดของมอเตอร์ที่หมู่บ้านวันซันใช้มีขนาด ๒ กิโลวัตต์ สำหรับการดูโทรทัศน์และเปิดไฟส่องสว่าง ๖ ดวง ถ้าจะใช้ตู้เย็นต้องใช้มอเตอร์ขนาด ๓ กิโลวัตต์ แต่ไม่มีคนใช้กัน ขนาดของมอเตอร์ปั่นไฟแสดงถึงลักษณะของสังคมพอประมาณ (Moderation Society) ของชาวอาข่า

          มอเตอร์ปั่นไฟน้ำนั้นจะต้องปั่นตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่มีน้ำแรง มอเตอร์จะทำงานหนักทำให้อายุการใช้งานสั้นลง อายุของมอเตอร์ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ต้องคอยดูแลทำความสะอาดด้วยการหยอดน้ำมันมะพร้าวที่มอเตอร์สัปดาห์ละ ๒ – ๓ ครั้ง เพื่อยืดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังต้องหมั่นมาคอยดูแลรักษามอเตอร์และระบบฉางทุกวัน เป็นหน้าที่ที่ทุกคนในทุกครอบครัวต้องช่วยกัน ผู้ที่ดูแลต้องมีความรู้ความเข้าใจระบบการทำงานของฉางและสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นได้

          การเอาใจใส่ดูแลฉางทำให้คนในชุมชนกลายเป็นคนที่ตื่นตัวกับการเรียนรู้ใหม่ๆ (Active Residents) โดยมีความเพียรเป็นเครื่องตื่น และทำให้ฉางข้างลำธารภูเขากลายเป็นพื้นที่ที่คนมาพบปะกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทักษะและวิธีการในการดูแล การปรับแต่งอ่างน้ำประดิษฐ์และการสร้างฝายย้ายฝายหน้าฉางเพื่อทดน้ำ จนถึงการแบ่งปันเครื่องใช้ไม้สอยและการให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า (Mentoring) เครือข่ายเพื่อนบ้าน (Neighbornets) ที่เกิดขึ้นเป็นทรัพยากรที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่ทำให้คนเรียนรู้จริยธรรมรายวัน (Everyday Ethic)

 

f3

รูปที่ ๓ การซ่อมฉาง

          หม้อไฟที่ติดไว้ตามบ้านจะแสดงการทำงานของฉางว่าสามารถจ่ายไฟได้เป็นปกติหรือไม่ โดยดูคู่กับหลอดไฟ ชาวบ้านจะเปิดไฟไว้หนึ่งดวงเสมอ ถ้าไฟยังสว่างแสดงว่ามอเตอร์ปั่นไฟทำงานได้ปกติ แต่ถ้าไฟหรี่หรือดับลงแสดงว่า มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นที่มอเตอร์ปั่นไฟ ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการที่มีเศษไม้ เศษขยะพวกถุงพลาสติก ขวด M 150 ที่นักท่องเที่ยวทิ้งลงลำน้ำ อาจเป็นปลาหรืองูเข้าไปปิดทางน้ำ หรือเข้าไปติดในมอเตอร์ ผู้ที่พบปัญหาต้องรีบไปตรวจสอบที่มอเตอร์ทันที

          บางครั้งเพื่อนบ้านที่มาตรวจดูฉางของตนพบปัญหา ก็จะไปบอกบ้านที่เป็นเจ้าของฉางที่มีปัญหาหรือญาติพี่น้องของบ้านนั้นให้รีบมาแก้ไข (รูปที่ ๓ วิธีการซ่อมแซมฉางโดยการเปลี่ยนลวดทองแดง) การช่วยกันดูแลฉางเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน โดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์

          ถ้ามอเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งได้รับความเสียหายจะทำให้มอเตอร์ปั่นไฟที่อยู่รอบๆ เสียหายไปด้วย มอเตอร์ที่เสียนั้นส่วนใหญ่ใบพัดที่ใช้ปั่นไฟจะค้างทำให้น้ำไหลผ่านมอเตอร์ไม่สะดวก เกิดเป็นคลื่นไปกระแทกมอเตอร์ของฉางอันอื่นๆ ทำให้ฉางทั้งระบบล่ม

          นอกจากการดูแลรักษาฉางแล้วยังต้องช่วยกันรักษาลำน้ำยางข่าให้บริสุทธิ์ไว้เสมอ ถ้าลำน้ำยางข่าไม่บริสุทธิ์ ก็จะมีเศษขยะต่างๆ ไปติดที่ฉาง ทำให้ไม่สามารถปั่นไฟฟ้าได้ ชาวบ้านจึงปลูกจิตสำนักรักและห่วงธรรมชาติให้กับเยาวชน โดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การทำฉางไฟ การดูแลความสะอาดลำธาร ปลูกจิตสำนึกให้รักป่าตั้งแต่เด็กๆ โดยเห็นว่า การดูแลรักษาป่านั้นเป็นหน้าที่ของทุกคนในหมู่บ้าน ต้องช่วยกันอนุรักษ์และเพิ่มพื้นป่า หรือคงพื้นที่ป่าไว้ไม่ให้ลดลง เพื่อให้ป่าไม้ที่เป็นต้นกำเนิดของทุกชีวิตคงความสมบูรณ์และเอื้อประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป การช่วยกันรักษาระบบนิเวศโดยไม่ทำลายธรรมชาติยังช่วยสร้างฐานการผลิตไฟน้ำของเมืองที่มีขนาดใหญ่อยู่ในตัวเมืองเชียงตุง

          ไฟน้ำทำให้หมู่บ้านมีชีวิตชีวา ที่หมายถึงการรับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอก เทคโนโลยีใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆ จากรายการโทรทัศน์ของประเทศไทยและประเทศจีน คนส่วนใหญ่ชอบดูรายการจากไทย ผู้นำหาข่าวสารใหม่ๆ ไปบอกเล่าให้ลูกบ้านได้ฟัง การตื่นตัวกับความรู้ใหม่ๆ ทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครอง ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์แห่งความทันสมัยและภาวะผู้นำที่ดี แม้จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเพียงไม่กี่ชนิดแค่หลอดไฟฟ้าส่องสว่างไม่เกิน ๖ ดวงและโทรทัศน์ก็เพียงพอที่จะทำให้การอยู่ในโลกไร้พรมแดนมีความสุขขึ้น

          ชาวอาข่าเห็นว่า เพราะกรรมกำหนดมาแค่นี้ เลยต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็ภูมิใจที่สามารถผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ภายในครัวเรือนได้เอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่ต้องพึ่งรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามาดูแลก็ยินดีรับ

          ลุงอาทุอาศัยอยู่กับภรรยาโดยมีชีวิตที่เรียบง่าย และพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ลุงอาทุเห็นว่า ไฟฟ้าไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องการและขาดไม่ได้ เป็นเพียงสิ่งที่มาเพิ่มเติม ถ้ามีไฟฟ้าแล้วมีหนี้ แสงสว่างที่ได้มาก็ไม่ต่างจากความมืดที่มีอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง ถ้าไม่มีหนี้แต่มีแสงสว่างอยู่ที่จิตใจดีกว่า เพราะธรรมชาติได้สร้างพระจันทร์ไว้ให้ในตอนกลางคืน และสร้างพระอาทิตย์ให้ในตอนกลางวัน เพื่อบอกว่าถึงเวลาที่ออกมาหากินแล้ว ชีวิตลุงอาทุก็ไม่ต่างจากนกที่อยู่ในป่าใหญ่ เมื่อถึงเวลาก็ออกไปหากิน ลุงอาทุจึงไม่เคยคิดอิจฉาใครแม้จะไม่มีไฟน้ำไว้ใช้

  อ่านทั้งหมด 686 คน

BACK