ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

bal

         ไม่มีสังคมหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) แห่งไหนจะเติบโตได้ไวเท่ากัมพูชาอีกแล้ว ขณะที่ระบบการเงิน การศึกษา การศาสนาและสาธารณูปโภคต่างๆ ล่มสลาย มิจฉาทิฐิหรือทัศนะสุดโต่งที่ผิดพลาดจากความเป็นจริงทำให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นเรื่องที่ต้องเก็บงำและไม่ถูกพูดถึงในพื้นที่สาธารณะอีกเลย สังคมกัมพูชายังอยู่ในความหวาดผวาจากมิจฉาทิฐิที่เกิดขึ้น ปรากฏการณ์ดอลลาร์ไลเซชั่น (Dollarization) ที่คนส่วนใหญ่ปฏิเสธการใช้เงินขะแมร์เรียล (Riel) ในการทำธุรกรรมหลักโดยหันไปใช้เงินดอลลาร์สหรัฐแทนสะท้อนถึงความกลัวได้ดี กัมพูชาจึงไม่อิสรภาพในการควบคุมเศรษฐกิจของประเทศตนเอง

         ภายใต้ความหวาดกลัวนั้นยังมีนางอัปสรากว่า ๑,๖๐๐ นางที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) และเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของชาวกัมพูชาร่ายรำ “กุสลา ธมฺมา” ธรรมะที่เป็นกุศลให้ผลเป็นความสุขเกษม หรือ “เขมะระ” ตามชื่อของประเทศ ด้วยท่วงท่าลีลาที่แตกต่างกันไปใน “อังกอร์วัด” มหานครโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนกัมพูชาปีละกว่า ๔ ล้านคน เพียงแค่การเก็บค่าบัตรเข้าชมอังกอร์วัดในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยววันละ ๓๐ ล้านบาทก็สร้างรายได้เข้าประเทศปีละเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท กระตุ้นภาคบริการทั้งธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างให้เติบโตขึ้น กระทั่งเสียมเรียบกลายเป็นหนึ่งใน “เมืองที่ดีที่สุดของโลกแห่งปี พ.ศ. ๒๕๕๗”

         ธรรมะที่เป็นกุศลหรือความชาญฉลาดที่นางอัปสราซ่อนไว้คือ การใช้เกษียรสมุทรหรือโตนเลสาบทรัพย์สินขนาดใหญ่ที่กลายเป็นทรัพย์สินร่วมของประชาคมโลก (Global commons) โดยยูเนสโกได้ประกาศให้โตนเลสาบเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล (UNESCO Biosphere) เพราะขนาดที่ใหญ่ถึง ๗ เท่าของกรุงเทพ สามารถขยายตัวได้ถึง ๖ เท่าในหน้าน้ำหลาก ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นถึง ๒๐ เมตรเข้าคลุมผืนป่าและไร่นาทำให้เกิดแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ขนาดใหญ่ของปลา นก งูและจระเข้

         โตนเลสาบเกิดจากทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน เป็นทะเลสาบน้ำนิ่ง ไม่เคยมีภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงเกิดขึ้น การที่มีน้ำท่วมนานถึง ๗ – ๙ เดือนทำให้เรือบ้านต้องย้ายไปตามน้ำที่ขึ้นลง ผู้ที่มาอาศัยที่โตนเลสาบจึงไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน กลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้สัญชาติและคนชายขอบชาวกัมพูชาพากันมาอาศัยอยู่ในเรือแม้จะต้องย้ายไปตามน้ำที่จะเปลี่ยนระดับทุกๆ ๒ เดือน

b1

รูปที่ ๑ เรือบ้าน

         เมื่อโตนเลสาบเป็นทรัพย์สินเปิดกว้าง (Open access) จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ชาวกัมพูชา โดยใช้แรงงานผู้อพยพชาวเวียดนาม (ชาวจาม) ที่อพยพเข้ามาในช่วงสงครามเวียดนามช่วยจับปลา ในฤดูที่มีน้ำมาก จะมีปลามากในโตนเลสาบ สามารถจับได้อย่างเสรี ถ้าน้ำลด ปลาจะมีน้อยลง และปลาจะพากันไปอยู่ที่ทะเลโลซึ่งเป็นพื้นที่ที่กันไว้สำหรับการอนุรักษ์พันธุ์ปลา ชาวจามต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้คนลักลอบจับปลาใน “ทะเลโล” หรือ บึงแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในหน้าแล้งกลางทะเลสาบ เพราะเป็นแหล่งรวมปลาหลากสายพันธุ์ทำให้ปลาสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้

         ดังนั้นในช่วงปลายฤดูหนาวต้นฤดูร้อนที่ปลาวางไข่ หรือช่วงที่น้ำในโตนเลสาบลดลง ชาวประมงก็จะไม่จับปลา การลักลอบจับปลาจะถูกลงโทษ วิธีการลงโทษคือการเผาเครื่องมือจับปลา คนที่นี่จึงเรียนรู้ที่จะอยู่ให้สอดคล้องและไม่ฝืนกฎธรรมชาติและกฎหมาย

         การอยู่กับน้ำทำให้ชาวโตนเลสาบมีทักษะในการสังเกตธรรมชาติ รู้จักวิถีน้ำ โดยเฉพาะชาวจามที่มีความสามารถในการทำประมง เพราะได้รับการถ่ายทอดทักษะมาจากบรรพบุรุษ จึงมีความชำนาญในการอยู่กับน้ำมากกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ คนจามสามารถดำน้ำเก็บฟืนได้เก่ง มีเทคนิคในการกลั้นหายใจ สามารถกระโดดลงไปใต้น้ำ และสังเกตน้ำนิ่งที่มีปลาชุกชุม ฟืนที่โตนเลสาบเป็นทรัพยากรที่มีค่า หายากและมีราคาแพง เนื่องจากต้องตัดต้นไม่ที่ตายแล้วเท่านั้น การตัดต้นไม้ที่ยังไม่ยืนต้นตายเป็นเรื่องผิดกฎหมายของกัมพูชา ต้นไม้ที่ตายส่วนใหญ่จะจมอยู่ใต้น้ำ ช่อจะไม่มีใบเขียว เหลือแต่กิ่ง สามารถดำลงไปตัดได้ เมื่อได้ฟืนมาก็จะนำมาตัดเป็นท่อนๆ แล้วตากแดดไว้บนหลังคาเรือ

         คนไร้สัญชาติชาวจามที่หนีภัยจากสงครามเวียดนามมาอาศัยอยู่นั้นยังไม่ได้รับสัญชาติ จึงทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ในการรับบริการพื้นฐานทางสังคม โดยเฉพาะกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่ดินในการอยู่อาศัย ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพบนบกได้ แผ่นดินจึงเป็นเหมือนโลกคนละใบสำหรับชาวจาม

         แบลเป็นการศึกษาถึงชาติพันธุ์สภาวะ เรื่องราวการข้ามพรมแดน “แบล” หรือกระชังปลาเป็นทรัพย์สินที่มีค่า ท้องเรือต่อเป็น “แบล” หรือกระชังปลา ใช้เลี้ยงปลาตัวเล็กๆ ที่จับมาเพื่อรอขายในช่วงที่ได้ราคาดี ระหว่างเรือที่อยู่อาศัย กับแบล ชาวประมงจะให้ความสำคัญกับแบลมากกว่า แบลมีขนาด      ๓ x ๑๒ เมตร สูงประมาณ ๒.๓๐ เมตร สามารถใช้เลี้ยงปลาได้ ๑๐๐ – ๒๐๐ กิโลกรัม

 b2

รูปที่ ๒ แบลที่โตนเลสาบ

         สาเหตุที่ต้องสร้าง “แบล” แยกไว้ต่างหากจากตัวบ้านเพราะรัฐบาลอนุญาตให้เอกชนเข้ามาร่วมทำประมงกับท้องถิ่นได้ บริษัทเอกชนมีเครื่องมือที่ทันสมัยในการจับปลา สามารถจับปลาได้มากกว่าชาวประมงในท้องถิ่น ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เพราะไม่มีการคัดแยกปลาที่จับมาได้เหมือนประมงพื้นบ้าน   ชาวประมงพื้นบ้านแบ่งปลาออกเป็น ๓ ขนาด ได้แก่ ๑) ลูกปลา จะไม่จับขึ้นมา ๒) ปลาขนาดกลาง และปลาแม่พันธุ์ที่จะเก็บมาขยายพันธุ์ในแบล และ ๓) ปลาขนาดใหญ่จะจับแล้วขายให้พ่อค้าปลาทันที สำหรับปลาที่ไม่ได้ขนาด ชาวประมงพื้นบ้านจะแกะออกจากแหและโยนกลับลงไปในทะเลสาบเพื่อให้ไปแพร่พันธุ์ต่อไป ถ้าเป็นเรือจากบริษัทเอกชนจะนำปลาที่จับได้ไปคัดแยกบนฝั่งซึ่งทำให้ปลาเล็กปลาน้อยตาย ไม่สามารถแพร่พันธุ์ต่อไปได้

         การจับปลาจะออกไปจับในเวลากลางคืนโดยสังเกตบริเวณที่เงียบและน้ำนิ่งไม่มีคนรบกวน จะมีปลาอยู่มาก เพราะปลาจะจับกลุ่มกันนอน ชาวประมงจะวางเบ็ดสายและตาข่ายเพื่อจับปลา โดยวางไว้ตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าจะกลับมากู้เบ็ดและตาข่าย

         ปลาเล็กปลาน้อยที่ติดมากับตาข่ายและเคย (กุ้งตัวเล็ก) ที่จับมาได้จะนำไปเป็นอาหารเลี้ยงปลาในกระชัง การให้อาหารจะให้ปลาเล็กปลาน้อยอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ควบคู่ไปกับการให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเดือนละ ๒ ครั้งเพื่อเติมสารอาหารให้ปลา ปลาเล็กปลาน้อยช่วยลดต้นทุนในการซื้ออาหารเม็ด

         การเลี้ยงปลาในแบลยังต้องหมุนเวียนน้ำในกระชังกับน้ำในโตนเลสาบ ช่วงที่น้ำเพิ่มสูงขึ้นต้องขยายลูกกรงกระชังให้มีระยะห่างมากขึ้น โดยเอาไม้บางอันที่กั้นแบลออก เพื่อให้น้ำใหม่ถ่ายเทเข้าไปได้ ปลาในแบลมีแต่ปลาตัวใหญ่ แม้จะขยายช่องให้ห่างขึ้นก็ไม่สามารถลอดออกมาได้ ในช่วงที่น้ำลดต้องขยับเรือออกไปยังบริเวณที่มีน้ำลึกกว่า เพื่อให้น้ำใหม่จากโตนเลสาบดันน้ำเก่าออกไป การถ่ายเทน้ำจะทำให้ปลาในกระชังโตเร็วขึ้นกว่าให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปอย่างเดียว ปลาได้รับสารอาหารจากน้ำพวกแพลงตอนและสาหร่ายเล็กๆ

         แบลจะช่วยเก็บปลาไว้ขายในช่วงที่ได้ราคาดี โดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง ที่คอยกดราคาอยู่เสมอ แม้จะไม่มีรายได้จากขายปลาได้ทุกวัน ก็ยังมีปลาเอาไว้กิน เหลือกินแล้วจึงขาย ทำให้เลือกขายตอนที่ปลามีราคาดี การขายจะมีเครือข่ายคอยติดตามราคาในตลาด และบอกต่อกัน ถ้าปลาชนิดไหนได้ราคาดีก็จะจับปลาชนิดนั้นไปขาย

         ปลาทำให้คนอพยพไม่ต้องซื้อกับข้าวกิน ผักก็ปลูกเองริมน้ำ ปลาที่เหลือจากการกินและการขายก็นำมาแปรรูปเป็นปลาตากแห้งและปลาร้า สำหรับปลาตากแห้งที่โตนเลสาบส่วนใหญ่จะเป็นปลาช่อน ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย รสชาติของเนื้อปลาจะหวาน เนื้อแน่นกว่าปลาจากที่อื่น เพราะปลาที่เลี้ยงในแบล ที่โตนเลสาบจะได้รับสารอาหารที่มาจากน้ำที่เกิดการหมักหมมของซากพืชนานาชนิด เป็นเวลานานหลายเดือน ทำให้น้ำในโตนเลสาบมีคลอโรฟิลล์ จึงทำให้ปลาตากแห้งนั้นมีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ

         ครอบครัวชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในโตนเลสาบบางครอบครัวก็เลี้ยงจระเข้ โดยใช้แบลเป็นแหล่งอนุบาล แต่มีความแข็งแรงทนทานมากกว่าการเลี้ยงปลา การเลี้ยงปลาของชาวเวียดนามนิยมเลี้ยงไว้ใต้ท้องเรือหรือแยกออกมาจากตัวเรือโดยกั้นเป็นกระชังไม้ ทำสะพานเชื่อม (สำหรับครอบครัวที่มีรายได้สูง) บนพื้นบ้านจะเจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทำเป็นช่องให้อาหาร โดยผสมขึ้นมาเองจากปลาเล็กปลาน้อยและกุ้ง นำมาสับแล้วโยนลงไปในช่องให้อาหาร เป็นวิธีการเลี้ยงปลาในเรือบ้านเพื่อเก็บไว้บริโภคในครอบครัว

         แต่การเลี้ยงจระเข้ของชาวโตนเลสาบนั้นสามารถทำรายได้ได้ดีกว่าอาชีพหาปลา เพราะจระเข้มีขนาดใหญ่ ขายได้ทั้งหนัง เนื้อ กระดูก และเลือดที่นำมาทำยาชูกำลัง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน การเลี้ยงจระเข้ไม่มีกฎหมายห้ามเลี้ยงหรือต้องขออนุญาตจากทางการ ทุกคนสามารถเลี้ยงได้ จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ และจะได้ราคาดีกว่าเลี้ยงในฟาร์ม เพราะในฟาร์มเป็นระบบปิด หนังกับเนื้อจะไม่แข็งแรงเท่ากับการเลี้ยงตามธรรมชาติในแบล การเลี้ยงจระเข้ในแบลจึงเป็นแหล่งรายได้อีกทางหนึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชม

         ตลาดการค้าทรัพยากรจากโตนเลสาบจึงเป็นพื้นที่การค้าที่กว้างใหญ่และมีศักยภาพสูง ปลาจากโตนเลสาบมีรสชาติดีเพราะกินพืชหลากหลายสายพันธุ์และคลอโรฟิลด์ที่เกิดจากใบไม้นานาพันธุ์หมักบ่มกับซากหอยซากปลามานานกว่า ๗ เดือน หลังน้ำลดจะมีสาหร่ายที่เกิดตามธรรมชาติเกาะอยู่เต็มทั่วทั้งพื้นที่ คนเวียดนามจะออกตระเวนเก็บสาหร่ายเพื่อนำมาตากแห้ง แล้วม้วนใส่กระสอบไปขายที่โรงงานเป็นอาชีพเสริม สาหร่ายที่หามาได้จะนำไปขายต่อให้โรงงาน พ่อค้าคนกลางจะขายในราคา ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม

         ตะกอนดินที่เกิดขึ้นหลังน้ำลดเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเป็นรายได้เสริมจากการทำปุ๋ยจากตะกอนดินโตนเลสาบที่ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในการปลูกพืชโตเร็วอย่างข้าวโพด แม้น้ำโตนเลสาบจะยังไม่แห้งเหือด ชาวบ้านก็จะพากันออกไปช้อนตะกอนดินขึ้นมา โดยเข็นเรือไปตามที่ต่างๆ เพื่อตักตะกอนดินใส่เรือ ตะกอนดินนั้นมีอยู่ทุกที่ ตะกอนดินบางส่วนที่แห้งสนิทจะมีเจ้าของฟาร์มจระเข้มารับซื้อโดยตรง เพราะเป็นดินที่มีคุณภาพสูง มีราคาแพงเนื่องจากหน้าดินที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ จากการทับถมของใบไม้ เปลือกหอย สาหร่าย ซากปลาและสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่มาก

         ตะกอนดินและขี้ตะไคร่ที่เกาะอยู่ตามริมฝั่งหลังน้ำลดนำไปทำปุ๋ยไว้ฟักไข่จระเข้ ทำให้ไข่สามารถฟักออกมาได้เกือบทุกฟอง หรือจะนำมาผสมกับผักตบชวาทำปุ๋ยไว้ใช้ในไร่แตงกวา แตงโมและข้าวโพดพืชโตเร็วที่จะปลูกในช่วงหน้าแล้งเมื่อน้ำในโตเลสาบแห้งลงประมาณ ๔ – ๕ เดือนก็ได้

         ผักตบชวาที่ตากแห้งมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ ทำให้ดินชื้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อนำมาผสมกับฟางข้าว ขี้ตะไคร่ ตะกอนดินที่โตนเลสาบและขี้วัวตากแห้งจะเป็นปุ๋ยชั้นดี วัวกินหญ้าหลากหลายสายพันธุ์กว่าควายและกินเกลือ ขี้วัวจึงดีกว่าขี้ควาย แล้วนำไปใส่ในดินที่จะเพาะปลูก จากนั้นไถกลบ ทิ้งไว้เพียงไม่กี่วัน เมื่อรดน้ำปุ๋ยผักตบชวาจะทำให้ดินดีและชุ่มชื้น ผักจะสวยขึ้น เพราะปุ๋ยจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ผักตบชวายังสามารถนำไปใช้เลี้ยงปลา โดยเป็นที่อยู่อาศัยอย่างดีให้กับลูกปลา

         แม้แบลจะทำให้ครอบครัวไร้สัญชาติมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจแต่การอาศัยอยู่กับน้ำนิ่งนั้นไม่ง่าย เพราะเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมายเด็กๆ ที่โตนเลสาบมักเสียชีวิตในวัยเด็ก ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการขาดสุขอนามัยที่ดี หลายคนก็จมน้ำตาย ค่าทำศพสำหรับชุมชนกลางน้ำมีราคาแพง ครอบครัวที่ยากจนจึงเลือกที่จะแขวนศพไว้ตามยอดไม้ที่ป่าช้าท้ายหมู่บ้านรอให้ศพแห้งเหลือแต่กระดูกจึงนำลงมาเผาก่อนน้ำจะท่วมสูง บางคนปล่อยให้น้ำพัดพาศพลอยไป ป่าช้ายอดไม้ช่วยรักษาต้นไม้ใหญ่ที่ทำให้โตนเลสาบคงความสมบูรณ์เอาไว้

         อัปสราทำให้โลกรู้จักความเกษมหรือเขมรในความหมายที่ยิ่งใหญ่เดิมเพราะ “ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง” – “จิตใดที่กระทบกับโลกธรรมแล้วไม่เศร้าโศก ไร้ธุลีกิเลส ถึงซึ่งความเกษม นั่นคือจิตของพระอรหันต์ ผู้ถึงอนุปาทิเสสนิพพาน” ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องจับตาการใช้กุสลาของกัมพูชาไว้ให้ดี

 

อ่านทั้งหมด 701 คน

BACK