ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

ruankamare

          สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยคนกัมพูชาจากอดีตอันโหดร้ายได้คือบ้าน เสนาสนปัจจัยที่เป็นเครื่องอาศัยของชีวิต แต่สำหรับชาวกัมพูชา บ้านหมายถึงการรอดชีวิตและได้กลับมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวอีกครั้ง ผู้คนเฉลิมฉลองวาระแห่งอิสรภาพด้วยการสร้างเรือนขะแมร์ขึ้นมาด้วยตัวเอง ความสมบูรณ์ของเนื้อไม้และความงามของลายไม้จากการเลื่อยแบบขะแมร์ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยสองมือเปล่าที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเรือนและถิ่นที่อยู่อาศัย ทั้งไม้ ควายลากไม้และการเลื่อยไม้จึงเป็นธุรกิจที่มีการขยายตัวเร็วที่สุดในกัมพูชาขณะนี้ (2557) แต่การเข้าป่าไปหาไม้และบทบาทของควายต่อความพอเพียงของชาวกัมพูชาหลังสงครามคือสิ่งที่ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน

 rk1

เรือนขะแมร์

          ในช่วง 40 – 50 ปีที่ผ่านมา คนกัมพูชานิยมปลูกเรือนด้วยเสาบ้านเตี้ยๆ มีหน้าต่างเล็กๆ เพียงไม่กี่บาน สงครามระหว่างคนกัมพูชาด้วยกัน และระหว่างกัมพูชากับเวียดนามทำให้บ้านเรือนถูกเผาจนวอดวาย แม้กระทั่งวัด คัมภีร์ หรือสิ่งของต่างๆ ก็ถูกเผาและถูกลักขโมยไปจนหมดสิ้น เรือนขะแมร์โบราณที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ส่วนมากคือสถานที่สำหรับคุมขังและทารุณกรรมนักโทษ มีทั้งผู้มีความรู้ ผู้นำ หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ที่ถูกเรียกรวมๆ กันว่าเป็น “กบฏ” ต้องฆ่าทิ้งให้หมด

          เรือนขะแมร์โบราณจึงเต็มไปด้วยความตายของผู้คนมากมายและวิญญาณเจ็บปวดของพวกเขายังไม่ได้ไปไหน แต่ละเรือนเต็มไปด้วยผีทำให้คนไม่กล้าเข้าไปอาศัยอยู่ จึงได้นำไปถวายพระเพื่อสร้างกุฏิสงฆ์ เรือนขะแมร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือเปล่าเป็นการผลิตซ้ำในความหมายที่แตกต่างออกไป นอกจากการช่วยบรรเทาฤดูที่ไม่เป็นสัปปายะและเพื่อความยินดีในการหลีกเร้นจากอันตรายที่ไม่ปรากฏ เช่น ราคาและโทสะ (อุตุปริสฺสยวิโนทน ปฏิสลฺลานารามตฺถํ) แล้ว บ้านยังเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง ความต้องการไม้แปรรูปที่ใช้มือเลื่อยแบบขะแมร์ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ภูมิปอเปี๊ยะกลายเป็นที่รู้จัก

          ภูมิปอเปี๊ยะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ประมาณ 200 หลังคาเรือน มีคนอาศัยอยู่ราว 1,550 คน ส่วนใหญ่ทำนาและขายไม้ที่หาได้มาจากป่า รวมทั้งไม้ที่เลื่อยด้วยมือตามวิถีขะแมร์ คนในวัยแรงงานต่างเคยเข้ามาทำงานในกรุงเทพเป็นช่างก่อสร้างเพื่อสะสมเงินไว้สร้างบ้านด้วยค่าแรงวันละ 350 – 400 บาทในช่วงที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยขยายตัวอย่างมากแถวสุขุมวิท (ในปี พ.ศ. 2553 – 2555) เมื่อมีปัญหาเรื่องการต่ออายุคนงานจึงได้พากันกลับบ้าน เงินที่เก็บรวบรวมมาได้จะนำมาสร้างบ้านให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น การกลับบ้านยังได้ช่วยครอบครัวทำนาในพื้นที่กว้างใหญ่ 10 ไร่ขึ้นไปเพื่อปลูกข้าวไว้กินตลอดทั้งปี โดยมีคนในชุมชนมาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว ที่จะหมุนเวียนกันไปจนครบทุกบ้าน

          หลังการเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึงคือช่วงเวลาสำคัญ ผู้ชายจะต้องเข้าป่าเพื่อไปหาไม้มาสร้างบ้าน หรือมาต่อเติมบ้านที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากการสร้างบ้านเองขึ้นมากับมือนั้นใช้เวลาสร้างนานประมาณ 6 ปี เพราะการเข้าป่าไปหาไม้จะทำได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น ดังนั้นการสร้างบ้านในความหมายของคนกัมพูชาจึงหมายถึงการเข้าป่าไปหาไม้ การทยอยเลื่อยไม้ การต่อเติมเสริมแต่งบ้านไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการกลับไปทำงานในประเทศไทยเพื่อสะสมทุนในการสร้างและต่อเติมบ้านต่อไป

เสนาสนะป่า

          สำหรับเด็กผู้ชายแล้ว ป่าเป็นส่วนหนึ่งของถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขาที่เคยซ่อนตัวอยู่ในช่วงสงคราม เสนาสนะป่าจึงเป็นบ้านอีกหลังที่สงัด ให้ความสุขที่เกิดจากวิเวก การเข้าป่าแต่ละครั้งจะใช้เวลาอย่างน้อย 20 – 30 วัน เด็กผู้ชายอายุ 15 – 16 ปีขึ้นไปที่มีร่างกายและจิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้งานและสามารถดูแลตัวเองได้จะต้องเข้าป่า เพื่อเรียนรู้ทักษะการดำรงชีวิตและภูมิปัญญาจากป่าเอาไว้เลี้ยงครอบครัว การเข้าป่าไปกับพ่อและญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชายและการสร้างบ้านเป็นบทเรียนสำคัญของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำครอบครัวต่อไป การเข้าป่าจึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คนกัมพูชายึดถือกันมานาน

          การเข้าป่าไปตัดไม้เป็นงานที่เสี่ยงอันตรายมาก ไข้มาเลเรียและโจรป่าทำให้หลายคนต้องทิ้งชีวิตไว้ในป่า สาเหตุที่ทำให้ป่ามีโจรชุกชุมขึ้นเพราะมีคนเข้ามาลักลอบมาตัดไม้พยุงกันมากขึ้นเนื่องจากได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ผู้หญิงมีข้อจำกัดมากจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมเดินทาง ผู้หญิงมีหน้าที่เตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งอาหารแห้งไว้สำหรับการเดินทาง เช่น ตากเนื้อเอาไว้ทำเนื้อเค็ม ทำข้าวตู และน้ำตาลปึกเพื่อเป็นของหวานช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น

          เทือกเขาพนมบัง ปราสาทตาใบ หรือเขาพระวิหารที่อยู่ไกลออกไปเป็นแหล่งไม้เนื้อดี แต่ป่าที่เขาพระวิหารเต็มไปด้วยโจรและสัตว์ป่า ทั้งเสือและหมาป่า รวมทั้งสัตว์กินเนื้ออื่นๆ คนจึงไม่นิยมไป การเดินทางเข้าป่าจะไม่ไปในช่วงฤดูฝนเพราะฝนในป่าจะตกมากกว่าข้างนอก ทำให้การเดินทางยากลำบากยิ่งขึ้นและมีอันตรายเพิ่มเป็น 2 เท่าจากน้ำป่าหรือสัตว์พิษต่างๆ ส่วนในฤดูหนาว ก็ต้องเตรียมคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง

ป่าถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีเทพคุ้มครองอยู่ ดังนั้นก่อนจะเข้าป่าไปตัดไม้ต้องถือศีล 5 เพื่อทำกายใจให้บริสุทธิ์ การถือศีลป่านั้นจะทำเพียงปีละ 1 ครั้ง ศีลช่วยทำให้คนมีสติสัมปชัญญะที่ดีในการเดินป่า เป็นไปเพื่อได้สมาธิ (สมาธิสํวตฺตนิกานิ) และช่วยระงับกิเลสที่เป็นเครื่องกระวนกระวายทั้งปวง ศีลในการเดินป่าจึงรวมถึงการละเมถุนสังโยค หรืออาการพัวพันเมถุนอย่างน้อย 5 -10 วันก่อนเข้าป่า เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงหลุดพ้นจากความกังวลต่างๆ (การวิตกวิจารณ์)

          ก่อนเดินทางเข้าไปตัดไม้ในป่าต้องทำพิธีขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพ ผีบรรพบุรุษ ศาลเจ้าที่ และจากผู้หญิงอันเป็นที่รักซึ่งรวมทั้งแม่และภรรยา ผู้ชายในหมู่บ้านเชื่อว่าพระคุณของแม่จะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยจากอันตราย ส่วนคนที่มีภรรยาจะต้องให้ภรรยาอวยพรให้ เพราะเชื่อว่าพรของภรรยาจะเป็นเกราะคุ้มกันผีแม่หม้ายในป่าไม่ให้มาเอาตัวไป

          การทำพิธีเปิดป่าเป็นสิ่งจำเป็นก่อนการเดินทางทุกครั้ง โดยต้องจุดธูป 9 ดอกพร้อมกับอธิษฐานขอให้เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา ผีเหย้า ผีเรือน เจ้าของที่ เจ้าของทางเปิดป่า ถ้าหากทำผิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามแต่ ขอกราบ ขอขมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย จากนั้นให้กลั้นใจเอามีดทิ่มดินแล้วก็พลิกดินขึ้นมา 3 ครั้งพร้อมกับพลิกใบไม้ทั้งสดและแห้งที่ตกอยู่ข้างๆ ให้จับหงายขึ้นมาให้หมด เพื่อเป็นสัญญาลักษณ์การเปิดป่า เมื่อเข้าป่าไปแล้วพบไม้ที่ต้องการจะตัดก็ต้องบอกเจ้าที่และขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขาอีกครั้ง เพื่อขอให้ตัดไม้ได้สำเร็จ หากไม่ขอเจ้าป่าเจ้าเขาแล้วจะถูกไม้ใหญ่ล้มทับ หรือเป็นไข้ไม่สบาย

ความหมดจดจากการแสวงหา

          การตัดไม้ในป่าต้องเป็นไปด้วยความหมดจดจากการแสวงหา (อาชีวปาริสุทธิศีล) โดยละการแสวงหาที่ไม่ควร เพื่อให้ปัจจัยนั้นๆ เกิดขึ้นเองโดยชอบธรรม เพราะวัตถุประสงค์หลักในการเข้าไปตัดไม้นั้นไม่ได้เพื่อนำมาขาย แต่เพื่อนำกลับมาสร้างบ้าน เชื่อกันว่า ผู้ที่เข้าป่าไปเพื่อไปตัดไม้มาทำบ้านแล้วนำไม้มาขาย จะถูกผีป่าตามทำลายชีวิตจนทำให้ไม่มีความสุข ความเชื่อดังกล่าวทำให้คนมีความประพฤติคล้อยตามธุตธรรมมีความมักน้อย มีความปรารถนาน้อย ไม่อยู่ใต้อำนาจความละโมบทำให้ไม่ต้องกลัวโจรภัยใดๆ

          การตัดไม้จึงไม่ใช้เลื่อยยนต์ เพราะนอกจากจะเสียงดัง ทำให้โจรป่ารู้ที่ตั้งแล้วจะมาปล้นเอาไม้ไป ยังต้องบรรทุกน้ำมันไปด้วย ถ้าใช้เลื่อยยนต์ตัดไม้หนึ่งต้นต้องใช้น้ำมัน 2 ลิตร การตัดแต่ละครั้งต้องตัด 10 ต้น ดังนั้นต้องขนน้ำมันแกลลอนใหญ่ไป ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และไม่สะดวกในการขนย้าย การขนน้ำมันจึงเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์

          การตัดไม้ในป่าจะไม่ตัดในวันพระ เพราะเจ้าป่าเจ้าเขาหรือรุกขเทวดาจะขึ้นไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ทำให้ไม่มีเทวดาคอยรักษาต้นไม้ โดยเชื่อกันว่าการตัดไม้หากไม่ขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาจะไม่สามารถเอาไม้ออกจากป่าได้และจะมีอันเป็นไปในที่สุด เทวดานั้นมีหลายประเภท ทั้งเทวดารักษาภูเขา เทวดารักษาสมบัติที่ซ่อนเร้น และรุกขเทวดามีหน้าที่ดูแลต้นไม้ทั้งป่า การเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทวดาทั้งหลายทำให้ไม่มีความตระหนี่ในเสนาสนะและอยู่เป็นสุขในทิศทั้ง 4

 rk2เกวียนขนไม้

          ถ้าไปกันเป็นขบวนใหญ่ 15 – 20 คน จะขนได้คนละต้นหรือสองต้นเท่านั้น ทั้งขบวนจึงขนได้ไม่เกิน 20 – 30 ต้น ในอดีตที่ผ่านมาผู้ที่เข้าไปตัดไม้ในป่าไม่เคยบรรทุกไม้ออกจากป่าเกินกว่านี้ เพราะจะเรียกความสนใจจากคนที่ผ่านไปผ่านมา การต่อรองกับเจ้าหน้าที่จะยากลำบาก ถ้าไปกันเป็นกลุ่มเล็กๆ 7 คน จะขนได้เพียง 1 – 2 ต้น การขนไม้ออกจากป่าเป็นเรื่องยาก ช่วงที่ยากที่สุดคือช่วงเลี้ยวและลงเนิน เพราะไม้ทั้งต้นมีความยาว เวลาขนต้องช่วยกันถางทางเพื่อให้ขนได้สะดวก ไม้ที่ตัดจะแบ่งครึ่งไม่ได้ เพราะราคาจะตก และนำมาทำกระดาน คานบ้าน หรือฝาบ้านไม่ได้ ถ้านำไม้ที่ถูกตัดแบ่งมาใช้จะทำให้บ้านเต็มไปด้วยรอยต่อระหว่างไม้ บ้านจะออกมาไม่สวย

          ขณะที่สามีหรือลูกชายเข้าป่าผู้หญิงในหมู่บ้านจะต้องรักษาศีลเข้าวัดสวดมนต์ บุญกุศลจะช่วยดูแลสามีหรือลูกชายให้ปลอดภัยจากอันตรายๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในป่า เวลาที่เหลือจะหมดไปกับการสานเสื่อใบอังเจก ที่มีความคงทนมากว่าเสื่อที่สานมาจากต้นกก ก่อนสานต้องนำไปล้างน้ำแล้วตากให้แห้งกลางแดดจัดประมาณ 3 – 5 วัน การสานจะใช้เวลา 2 – 3 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดเสื่อเพื่อเก็บรอยต่อ มัดมุม เก็บมุมให้เรียบร้อย

          ใบอังเจกยังสามารถนำมาสานเป็นกุบไว้ใช้ทำนาได้ด้วย กุบคือหมวกแบบเวียดนาม ปัจจุบันนำมาทำเป็นสินค้าที่ระลึกเพื่อขายส่งให้กับร้านค้าในเมืองเสียมราฐเป็นรายได้เสริมให้กับคนในหมู่บ้าน ชาวกัมพูชาเห็นว่า การมีรายได้เสริมทำให้คนไม่ต้องดิ้นรนในการหาเลี้ยงชีพโดยการตัดไม้ทำลายป่าเกินกว่าที่ต้องนำมาใช้สร้างบ้านของตนเอง รายได้เสริมทำให้คนไม่ต้องเข้าป่าไปตัดไม้เกินความจำเป็น เพื่อรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

          คำมั่นสัญญาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเข้าป่า คนที่เข้าป่าไปด้วยกันจะต้องถือคำมั่นสัญญาและจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อกัน จะได้ไม่ต้องระแวงกัน ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเกิดความสามัคคีคือการไม่ยินดีในเสนาสนะที่ดี ทำให้ยอมช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

ส่วยไม้

          ไม้ปะดิ (ประดู่ป่า) ไม้มะค่า ไม้เต็ง ไม้กฤษณาเป็นไม้มีค่า ต้นกฤษณาจะขายได้ราคาดีต้องขายทั้งต้น ต้นละ 6,000 บาท คนอินเดียมากว้านซื้อไม้กฤษณาเพราะมีกลิ่นหอม นำไปสกัดทำกำยานหรือน้ำหอม ถ้าเข้าป่าแล้วไปเจอต้นจันทร์หอมถือว่าโชคดี คนกัมพูชาจะไม่ตัดต้นจันทร์แต่จะแต่จะเลาะเอาเปลือกที่แก่ไปขายให้พ่อค้าธูป เพื่อนำไปทำเป็นธูปหอมจุดบูชาพระหรือเทพเจ้า

          ไม้พยุงนั้นหายากและมีน้อย ถ้าเจอเพียงหนึ่งหรือสองต้น ก็จะไม่ไปหาไม้อื่นต่อ ต้องรีบตัดแล้วกลับเลย เพราะถ้าพบกับโจรป่าก็จะถูกฆ่าชิงไม้ไป ดังนั้นจึงต้องรีบนำกลับมาขาย โดยขายกันเป็นกิโล กิโลกรัมละ 1,500 บาท ไม้พยุงจะต้องนำไปขายในตลาดมืดผ่านพ่อคนกลาง จะบรรทุกไปขายเองไม่ได้เพราะเป็นไม้สงวน รัฐบาลไม่อนุญาตให้ตัด ถ้าถูกจับได้จะถูกยึดและต้องรับโทษตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องขายในตลาดมืดเท่านั้น โดยเงินที่ได้มานั้นต้องนำมาแบ่งให้เท่าๆ กัน เงินจากการขายจะนำมาซื้อไม้ราคาถูก พวกไม้เต็งไม้รังที่อยู่ทั่วไปเพื่อนำมาสร้างบ้านของตน

          การเข้าไปตัดไม้บางครั้งต้องจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลป่าประมาณ 300 – 500 ต่อครั้ง ซึ่งถือว่ามีราคาแพง ถ้าเป็นไม้เนื้อดี คือขึ้นตรงและยาว ไม่คดงอด และไม่เป็นโพรง ราคาขายสำหรับไม้ 1 ต้นประมาณ 10,000 – 15,000 บาท และต้องแบ่งกับคณะที่ไปอีกร่วม 10 คน ดังนั้นส่วยที่ต้องจ่ายในราคา 300 บาทก็ถือว่าแพง การไปตัดไม้ในบางครั้งอาจจะพบกับการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ 3 ครั้ง ถ้าตกลงกันไม่ได้จะถูกจับและถูกยึดไม้ไป ทำให้ขาดทุนโดยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ควายขนไม้

          การใช้ควายเทียมเกวียนบรรทุกและขนไม้ออกมาจากป่านั้นจะต้องเป็นควายหนุ่มอายุ 5 ปีขึ้นไป และไม่ใช้ควายตัวเมียเนื่องจากจะมีประจำเดือน กลิ่นของประจำเดือนจะเรียกสัตว์กินเนื้อ ทั้งเสือและหมาป่าซึ่งมีอยู่จำนวนมากมา ซึ่งอาจทำอันตรายให้กับคณะที่ไป ปืนที่มีก็ไม่สามารถนำใช้ป้องกันตัวได้ เพราะเป็นปืนโบราณ การยิงปืนจะเป็นการเรียกโจรให้มาหา ผู้ที่เข้าป่าไปตัดไม้จึงไม่ยิงปืน แต่จะใช้หน้าไม้ในการป้องกันตัวแทน

rk3ควายขนไม้

          สาเหตุที่ใช้ควายเข้าไปลากไม้ในป่าเพราะควายสามารถจำทางในป่าได้ดี การตัดไม้แต่ละครั้งใช้เวลานานร่วมเดือน ป่าจะเปลี่ยนสภาพไปมากจากเมื่อเข้ามา แต่ไม่ว่าป่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรควายจะสามารถจำทางกลับบ้านได้

          ควายจะเข้าป่าไปตัดไม้และทำนาปีละครั้ง ควาย 1 ตัวจะใช้เข้าป่าได้เพียง 5 ครั้งหรือ 5 ปีติดต่อกัน เพราะการลากไม้ในแต่ละครั้งต้องใช้พละกำลังมหาศาล ทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนัก ร่างกายจะทรุดโทรม จึงใช้ได้เพียง 5 ปี ควายที่ไม่สามารถนำไปลากไม้ได้แล้วจะถูกนำไปขายให้กับพ่อค้าควาย เพื่อนำไปขุน

          วิธีการขุนนั้นเป็นความลับทางการค้า โดยให้ให้ยาสมุนไพรกระตุ้นร่างกายที่เรียกกันว่า “โด๊ปควาย” จนกระทั่งควายแข็งแรงสมบรูณ์ดีก็จะนำออกมาขายเป็น”ควายมือสอง” เพื่อใช้ทำนา ควายมือสองจะทำงานหนักมากไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้ไปบรรทุกไม้ออกมาจากป่าได้ เพราะควายจะล้าและตายกลางป่า ทำให้เสียทั้งควายและเสียทั้งไม้

          ควายรุ่นๆ ราคาตัวละ 7,000 – 9,000 บาท แต่ถ้าเป็นควายมือสอง ราคาขายตัวละประมาณ 3,500 – 4,000 บาท ส่วนราคาซื้อประมาณ 5,000 บาท ถ้าไม่ขายควาย ก็ต้องปล่อยให้ตายคาบ้าน ถ้าคิดเทียบกับอายุคนพบว่า ควายที่มีอายุ 1 ปีจะเท่ากับคนอายุ 10 ปี

          ควายที่ถูกโด๊ปสามารถนำมาใช้ทำนาได้อีกหลายปี ควายส่วนใหญ่ถือเป็นทรัพย์สิน ควายที่จะนำไปใช้ลากไม้ออกมาจากป่าจะเป็นควายหนุ่มรุ่นลูก ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพราะมีลักษณะดี หาไม่ได้ง่ายๆ ร่างกายต้องกำยำอ้วนพี และสูง 1.3 – 1.5 เมตร ควายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะไม่นำไปเข้าป่า

          ควายเป็นแรงงานที่สำคัญของเศรษฐกิจการหาไม้ในป่า การเลื่อยไม้และการทำนา ทั้งหมู่บ้านมีควายอยู่ประมาณ 1,000 ตัว เกือบเท่าจำนวนประชากรของทั้งหมู่บ้าน ถ้าไม่มีควายจะเข้าป่าหาไม้ไม่ได้ ชาวนาที่กัมพูชาไม่ใช้รถไถเพราะมีราคาแพงมาก ประชากรควายที่กัมพูชาจึงมีมากกว่าประชากรคนเท่าตัว

          เนื่องจากคนส่วนใหญ่ตายในสงคราม ดังนั้นคนที่เหลือจึงต้องพึ่งแรงงานควายเป็นหลัก เพื่อทดแทนกำลังแรงงานหลักของบ้าน เหมือนมีลูกชายเพิ่มมาช่วยงานในบ้าน คนกัมพูชาจะไม่นิยมกินเนื้อควาย เพราะต้องการเก็บไว้ใช้งานมากกว่า และจะไม่ฆ่าควาย เพราะเชื่อว่าควายมีบุญคุณกับพวกเขา จะปล่อยให้ควายตายเองตามธรรมชาติ ควายที่ตายจะถูกขายให้กับพ่อค้าควายเพื่อนำเขาและหนังไปทำเครื่องหนังและเครื่องประดับ

          ควายที่ปลดระวางจากการบรรทุกไม้ในป่าแล้วจะถูกนำมาใช้แรงงานที่ท้องนา ยกเว้นควายตัวผู้เนื่องจากสภาพร่างกายที่ล้าจากการถูกใช้งานหนักขณะใช้งานบรรทุกไม้ งานไถหนักๆ จึงตกเป็นของควายตัวเมีย ควายที่กลับจากป่าต้องบำรุงด้วยหญ้าอ่อน เพราะมีสารอาหารที่ดี นาอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีทำให้มีหญ้าอ่อนขึ้นตามท้องนาอยู่มาก หญ้าอ่อนสามารถย่อยได้ง่าย การเลี้ยงควายยังทำให้มีขี้ควายไปใส่นาไม่ต้องสารเคมี ควายไถนามักเป็นโรคปูกัด (ตามซอกเล็บ) จากการแช่น้ำนานๆ ชาวกัมพูชาจะใช้ปูนขาวผสมยาเส้น ทาบริเวณที่เป็นแผลประมาณ 2 อาทิตย์ แผลก็จะเริ่มดีขึ้น

เลื่อยขะแมร์

          เลื่อยขะแมร์เปลี่ยนไม้ให้เป็นทรัพย์สินสร้างสรรค์ (Creative resource) ที่มีมูลค่าเพิ่ม ทำให้เรือนขะแมร์ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือเป็นมากกว่าบ้าน และทำให้การกลายเป็นเมือง (Urbanization) ของชนบทต่างๆ ในกัมพูชาเป็นไปอย่างประณีต

 rk4ใบเลื่อย

          การสร้างบ้านแบบขะแมร์เพื่อความไม่ขาดสายแห่งความเป็นไป (ยาปนาย) ให้สังคมดำรงมั่นตลอดกาลนั้นจะต้องเลื่อยมือ เลื่อยถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับสร้างบ้านเรือนที่แสดงถึงความอดทน ความเป็นมืออาชีพและความเป็นลูกผู้ชาย เลื่อยช่วยแปรรูปไม้จากท่อนซุงให้เป็นเสากระดานหรือไม้แปรรูปด้วยความตั้งใจมั่น การเลื่อยไม้ใช้แรงมากจึงต้องใช้แรงของผู้ชายวิธีการเลื่อยจะใช้คนถึง 2 คนที่แข็งแรงพอกัน โดยให้ผู้ชายคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนท่อนไม้คอยดูให้ใบเลื่อยให้ตรงกับเส้นที่ขีดไว้ ส่วนอีกคนที่อยู่ด้านล่างคอยดันให้ตัวเลื่อยขึ้นไป

          เส้นที่ตีไว้บนท่อนซุงแสดงถึงความประณีตอย่างชัดเจน การตีเส้นด้วยรางบรรทัดเพื่อเลื่อยไม้ออกเป็นแผ่นจะช่วยในการเลื่อย เลื่อยขะแมร์มีทั้งรูปตัว D ที่ใช้ในการตัดและรูปตัว I ที่ใช้เลื่อยไม้ให้เป็นแผ่น เลื่อยทั้ง 2 ชนิดมีความยาวประมาณ 2.5 เมตร ด้ามจับทำด้วยไม้เนื้อแข็งพวกไม้สนและไม้ประดู่ การเลื่อยไม้ต้องลิ่มไม้คอยตอกเพื่อให้ไม้ห่างออกจากกัน ไม่ไปบีบใบเลื่อยทำให้เลื่อยได้ง่ายขึ้น

          ความสวยของเนื้อไม้ที่เลื่อยออกมาขึ้นอยู่กับความตั้งใจมั่นและความคมของฟันเลื่อย ฟันเลื่อย 40 ซี่ใช้ตัดไม้ได้ 5 – 6 ท่อน หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนเนื่องจากใบเลื่อยจะหมดคม ไม่สามารถตะไบฟันให้คมได้อีก ถ้ายังนำมาใช้จะทำให้ใบเลื่อยหักและกระเด็นมาโดนคนเลื่อย ใบเลื่อยราคาใบละ 150 บาท หาซื้อได้ในตัวเมืองเสียมเรียบ การลับฟันเลื่อยจะต้องใช้ตะไบเหล็กสามเหลื่ยมถูไปตามร่องฟัน โดยถูไปทางเดียวกัน ห้ามถูไปมาเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟันล้ม ฟันเลื่อยนั้นจะเอนไปทางซ้ายหนึ่งซี่ทางขวาหนึ่งซี่สลับกันเสมอ เพื่อทำให้เกิดช่องในเนื้อไม้จะได้เลื่อยได้ง่ายขึ้น

          ไม้ที่เลื่อยมีความยาวประมาณ 10 -15 เมตร เพื่อความสะดวกในการขนย้ายออกจากป่า ไม้ต้นหนึ่งจะสามารถนำมาเลื่อยเป็นแผ่นได้ประมาณ 5 แผ่น หนา 3 นิ้ว หน้ากว้าง 1 ศอก การเลื่อยไม้ต้องเลื่อยกันในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทที่รู้ใจกัน เพราะถ้าไม่รู้ใจกันจะทำให้เลื่อยไม่ตรงเส้น ลายไม้ก็จะเบี้ยวตามไปด้วย ไม้นั้นจะนำเอาไปใช้ทำฝาบ้านหรือพื้นบ้านไม่ได้ เพราะถ้าตอกตะปูลงไปจะมีรอยแตกยาวจนไม้แตก ไม้ที่เลื่อยเบี้ยวถ้านำมาทำเป็นบ้านจะทำให้คนที่อาศัยอยู่มีอาการทางสมอง สติไม่สมประกอบ จะต้องนำไม้นั้นไปถวายวัด เพื่อสร้างที่กุฏิพระเท่านั้น

          ถ้าหมู่บ้านได้ไม้มาก็จะนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์ เช่น การสร้างศาลบูชาเจ้าที่เจ้าทางของหมู่บ้าน ผู้ชายในหมู่บ้านต่างร่วมแรงร่วมใจกันลงแขกเลื่อยไม้ เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น

          ไม้ที่เลื่อยแล้วจะต้องนำไปแช่ในบ่อดินไว้ 1 เดือน เพื่อให้เนื้อไม้แข็ง เมื่อถูกน้ำเนื้อไม้จะหดตัวลงทำให้ไม้แข็งแรง การแช่ไม้ไว้ในน้ำยังช่วยป้องกันมอดและปลวกไม่ให้มากัดกินเนื้อไม้ให้เสียหาย เพราะไม้ที่ยังไม่ตายยังมีความสด มอดมักชอบมาอาศัยอยู่ ในบ่อดินมีแร่ธาตุที่ปลวกไม่ชอบ น้ำที่แช่ไม้นานๆ ยังมีกลิ่นแรง กลิ่นจะช่วยกันปลวกไม่ให้มาขึ้นไม้       การแช่น้ำช่วยทำให้ลายไม้ชัดขึ้น เพราะบ่อดินมีแร่ธาตุตามธรรมชาติ เมื่อนำมาสร้างบ้านจะอยู่ได้นานไม่ต้องกังวลเรื่องปลวก

          ไม้ที่เหลือจากการสร้างบ้านจะนำไปขายกับพ่อค้าไม้ได้ โดยขายแบบเหมาเป็นท่อน ราคาท่อนละ 3,000 – 5,000 บาท ขึ้นอยู่ชนิดของไม้ ถ้าเป็นไม้พยุงจะได้ราคาดี (ท่อนละ 10,000 – 12,000 บาท) ประเทศจีนจะรับซื้อทั้งหมด การลักลอบตัดไม้พยุงจำนวนมากทำให้คนต้องเอาชีวิตไปตายในป่ามากมาย

          ไม้ที่เลื่อยด้วยเลื่อยขะแมร์จะมีลายไม้ที่สวยกว่าการเลื่อยด้วยเลื่อยไฟฟ้า นิยมนำไปทำเป็นบ้าน ส่วนเศษไม้จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ ขี้เลื่อยจะมีคนมารับซื้อถึงที่เพื่อนำไปทำเป็นไม้อัดและกระดาษ หรือใช้ผสมกับดินเป็นปุ๋ยชั้นดี เพราะขี้เลื่อยช่วยเก็บความชื้น

ปรัชญาภิปราย

          เศรษฐกิจพอเพียงในการสร้างเรือนขะแมร์ เสนาสนปัจจัยที่เป็นเครื่องอาศัยของชีวิต นั้นดำรงอยู่ด้วยธุตังคเจตนา อันได้แก่ ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความเงียบสงัด และความมีกุศลธรรม การเข้าป่าทำให้คนเป็นผู้ประพฤติคล้อยตามธุตธรรมมีความมักน้อยเป็นต้น เพื่อให้คนสันโดษด้วยเสนาสนะที่ตนได้ ได้สิ่งใดควรพอใจในสิ่งนั้น การไม่ยินดีในเสนาสนะที่ดีทำให้สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

          บ้านยังเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง ความเป็นบ้านเริ่มตั้งแต่การเข้าป่าไปหาไม้ การทยอยเลื่อยไม้ การต่อเติมเสริมแต่งบ้าน และการกลับไปทำงานในไทยเพื่อสะสมทุนในการสร้างและต่อเติมบ้านต่อไป สิ่งที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงคือการรักษาศีลที่ทำให้คนมีสติสัมปชัญญะที่ดี เป็นไปเพื่อได้สมาธิ (สมาธิสํวตฺตนิกานิ) และช่วยระงับกิเลสที่เป็นเครื่องกระวนกระวายทั้งปวง ศีลในการเดินป่ารวมถึงการละเมถุนสังโยค หรืออาการพัวพันเมถุนอย่างน้อย 5 -10 วันก่อนเข้าป่า เพื่อให้ร่างกายและจิตใจเข้มแข็งหลุดพ้นจากความวิตกกังวล

          การตัดไม้ในป่าก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปด้วยความหมดจดจากการแสวงหา (อาชีวปาริสุทธิศีล) โดยละการแสวงหาที่ไม่ควร เพื่อให้ปัจจัยนั้นๆ เกิดขึ้นเองโดยชอบธรร

          เลื่อยขะแมร์เปลี่ยนไม้ให้เป็นทรัพย์สินสร้างสรรค์ (Creative resource) ที่มีมูลค่าเพิ่ม ด้วยความสวยของเนื้อไม้ ความตั้งใจมั่นและความคมของฟันเลื่อยทำให้เรือนขะแมร์ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือเป็นมากกว่าบ้าน และทำให้การกลายเป็นชุมชนของชนบทในกัมพูชาเป็นไปอย่างประณีต

 

อ่านทั้งหมด 769 คน

BACK