ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

          ความต้องการเปรอปรนตนเองด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ ทำให้คนเกิดดับอยู่ในวัฏจักรแห่งความทุกข์ยาก (Vicious circle) อย่างไม่จบสิ้น เสียงร่ำร้องหาการเปลี่ยนแปลงดังขึ้นเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตพลังงาน เพราะการดำรงชีวิตในปัจจุบันต้องอาศัยพลังงานมากมาย (Energy intensive) อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงอนาคตทางด้านพลังงานจำเป็นต้องปลุกเร้าความมีประสิทธิภาพของชีวิตขึ้นมา ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตที่เรียบง่ายโดยใช้พลังงานไม่มาก สังคมหันกลับมาให้มองสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในวิถีชีวิตคนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ (Small-scale change) ให้เป็นจริง เตาจึงเป็นเป้าหมายแห่งการค้นหาความเรียบง่ายที่หายไป          เตามีบทบาทในการดำรงชีวิตเพราะเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวพลังงานที่มีอยู่ในทุกบ้าน เตายังใช้ปลูกฝังวัฒนธรรมอาหาร ให้ความอบอุ่น สร้างความเป็นครอบครัวและเป็นที่พบปะของผู้คนเพื่อธำรงจารีตประเพณีต่างๆ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับเตาจึงเปลี่ยนความสัมพันธ์ของมนุษย์ไปด้วยเช่นกัน          โจทย์เรื่องความเรียบง่ายทำให้เตาถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือลดทอนการใช้พลังงาน จูงใจให้คนหันมาใช้เชื้อเพลิงราคาถูก หรือการใช้พลังงานชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ ความมีประสิทธิภาพของเตาเพื่อขยายขอบเขตในเรื่องการประหยัดไปสู่การทำชีวิตให้เรียบง่าย เพื่อเปิดโอกาสให้สิ่งใหม่ๆ ได้เติบโตขึ้นมาในชีวิตคนยังไม่ได้มีศึกษาไว้มากนั้น

เตาทันดูร์ของหนามเปีย

          “หนามเปีย” หรือโรตีโอ่งเป็นการพบและผสมผสานกันของศิลปะสองแขนงคือศิลปะในการประหยัดพลังงานและศิลปะการทำอาหาร หนามเปียเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กาดหลวง (ตลาดเช้าขนาดใหญ่) ของเชียงตุงกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก พร้อมกับสร้างการเคลื่อนไหวของผู้คนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเรียนรู้ข้ามชาติพันธุ์ (ethnoscapes)

          สินค้ามากมายเดินทางมาถึงกาดหลวงตั้งแต่เช้ามืด ทั้งหนามเปีย เทียนขี้ผึ้ง รองเท้าแตะหูคีบแบบเมียนม่าร์ อิฐดินเผา ผักนานาชนิด ไปจนถึงไก่เป็นๆ ทันทีที่ตลาดเปิดตอนหกโมงเช้า ทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยการหลั่งไหลของผู้ซื้อและผู้ขาย กลุ่มชาติพันธุ์ นักท่องเที่ยว ศิลปะการขาย การต่อรองและการขนย้าย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนถึงบ่ายโมง เนื่องจากชาวเชียงตุงนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด การซื้อขายจึงยุติลงทุกวันพระ

          หนามเปียคือวิทยาการและเทคโนโลยีในการทำอาหารทานเล่นก่อนอาหารเช้า ที่เตาถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานโดยเฉพาะ หนามเปียต้องรับประทานคู่กับถั่วบด แต่ละร้านจะมีสูตรเฉพาะในการทำถั่วบดเพื่อแสดงความเป็นตัวเอง ถั่วบดของเชียงตุงนั้นข้นและเหนียวแตกต่างจากถั่วบดของมัณฑะเลย์ที่เป็นสูตรน้ำ หนามเปียยังรับประทานคู่กับนมข้นหวานและชากาแฟโดยมีราคาเพียงชุดละไม่ถึง 30 บาท (1,000 จ๊าด) ราคาที่ถูกดึงดูดให้ครอบครัวต่างๆ เดินทางมาพบกันในวงสภากาแฟเล็กๆ กระทั่งร้านขายหนามเปียกลายเป็นศูนย์กลางของสังคมยามเช้า

          โรตีโอ่งคือโรตีอบในโอ่งดินจนแป้งบางๆ นั้นกรอบนอกนุ่มใน การผสมแป้ง การนวดแป้ง และการอบแป้งใช้ความร้อนจากถ่านที่อยู่ด้านล่าง ความหอมของแป้งที่ผสมกับดินจากเตาและถ่านไม้ก่อทำให้โรตีมีรสชาติเฉพาะตัว ถ้านำไปอบกับเตาอื่นๆ ก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไป การอบโรตีทำให้คนได้สัมผัสกับวัฒนธรรมเนื้อแท้ดั้งเดิมของเมียนมาร์ผ่านแป้ง

          โอ่งเป็นอัตลักษณ์ทางด้านพลังงานที่เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยว เพราะแตกต่างจากพลังงานสมัยใหม่ที่หามาได้ง่ายและราคาถูก โอ่งดินเผาทำจากดินชุนลี ดินเนื้ออ่อนของมัณฑะเลย์ เมื่อนำโอ่งมาใช้ทำเป็นเตาเรียกว่า “เตาทันดูร์” ภูมิปัญญาในการสร้างสมดุลพลังงานเพื่อถ่ายเทความร้อน ทำให้โรตีมีกลิ่นหอมของดินและถ่าน เป็นเครื่องอบอาหารที่มีราคาถูก สะดวกในการใช้งานและมีประสิทธิภาพสูง สามารถอบโรตีได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ถ่านมากนัก การอบใช้เวลาเพียง 1 นาที หากทิ้งไว้นานกว่านี้โรตีจะไหม้ เนื่องจากอุณภูมิภายในเตานั้นสูงมาก เวลาอบจึงต้องคอยสังเกตแป้งโรตีที่แปะอยู่ในโอ่งตลอดเวลา ทันทีที่แป้งพองและเปลี่ยนสีเป็นเหลืองอ่อนต้องรีบแกะออกมาก่อนจะไหม้ ศิลปะการทำอาหารมีส่วนในการปลุกจิตสำนึกเรื่องพลังงานและชีวิตที่เรียบง่ายให้กับคนกลุ่มต่างๆ โดยดึงคนให้เข้ามาสู่พื้นที่พลังงานดั้งเดิมที่เตาถูกออกแบบไว้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติและมีประสิทธิภาพทางด้านพลังงาน

          ความมีประสิทธิภาพของเตาอยู่ที่รู รูจะช่วยรักษาสมดุลความร้อน ลดการสูญเสียความร้อน (Energy waste) ออกไปภายนอก เพราะความร้อนทั้งหมดจะไหลผ่านรูที่เจาะไว้ที่ขอบโอ่งขนาดประมาณครึ่งนิ้วลงสู่พื้นที่ว่างด้านล่างของฐานเตาเพื่อเก็บไว้ ฐานทำจากอิฐแดงและปูนที่ก่อขึ้นมาสูงจากพื้นดิน 120 เซนติเมตร ความดันอากาศที่ต่างกันทำให้ความร้อนไม่ไหลออกมาบริเวณปากโอ่ง เพื่อความสะดวกในการใช้พื้นที่ปากโอ่งยืนอบโรตี ดังนั้น เวลาตั้งเตาจึงต้องวางโอ่งให้รูระบายความร้อนอยู่ด้านล่าง เพื่อทำหน้าที่ในการดูดความร้อนจากโอ่งลงไปเก็บ การสร้างสมดุลความร้อนและการถ่ายเทความร้อนจะช่วยทำให้โอ่งไม่แตก โอ่งที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนี้มีราคาแพงกว่าปกติอยู่ที่ใบละ 100,500 จ๊าด และต้องสั่งทำจากมัณฑะเลย์เพื่อให้เจาะรูระบายความร้อนมาให้เรียบร้อย

          เนื่องจากความร้อนในเตาโอ่งนั้นไม่เสมอกัน เพราะใช้ไฟจากถ่านทำให้โรตีไหม้ได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงการเติมถ่าน ช่วงที่อบจึงต้องคอยเติมถ่านใหม่ลงไปที่ก้นโอ่งด้านใน เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในเตาเอาไว้ อุณภูมิที่สูงจะทำให้ถ่านติดไฟได้ไว ส่วนถ่านเก่าที่ติดไฟจนระอุให้เขี่ยออกมาอยู่ด้านนอก ช่วงที่ถ่านติดไฟจะให้เปลวไฟสีแดงส้มทำให้โรตีบางส่วนไหม้ แป้งที่ไหม้จะมีร้านค้าอื่นๆ มาขอไปให้เด็กหรือนำไปปรุงอาหารต่อ เพราะส่วนที่ไม่ไหม้นั้นยังสามารถนำไปรับประทานต่อได้

          รูยังช่วงประหยัดการใช้ถ่าน เพราะถ่านคือทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของเชียงตุง เป็นภาพลักษณ์แห่งการประหยัดและการรักษาสิ่งแวดล้อม ถ่านทำมาจากไม้ก่อ ไม้ท้องถิ่นของชาวเชียงตุง ที่หาได้ง่าย และเป็นไม้ชนิดเดียวที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นฟืนได้ เพราะปลูกง่ายและโตไวทำให้มีไม้ก่ออยู่มากในเชียงตุง ในปัจจุบัน (2557) มีการสร้างถนนเพิ่มเลยมีการตัดต้นไม้ริมทางเพิ่มขึ้นทำให้มีไม้ก่อไว้ทำฟืนมากมาย

          ในแต่ละวันเตาทันดูร์จะใช้ถ่านเพียง 1 กระสอบปุ๋ยหรือประมาณ 70 กิโลกรัม ในราคา 8,000 จ๊าด หรือ 250 บาท ถ่าน 1 กระสอบใช้ทั้งต้มชา กาแฟ อุ่นถั่วบด ทำไข่ลวก และอบโรตีโอ่ง มีรายได้จากการขายอาหารให้ลูกค้าวันละ 50 – 80 ครอบครัว (200 คน) ประมาณ 200,000 จ๊าด (6,000 บาท)

          โอ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นของสูงใช้ในการประกอบอาชีพที่ต้องกราบไหว้ เพราะเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ทุกเช้าเจ้าของร้านโรตีจึงต้องมาไหว้โอ่งเพื่อขอให้ทำมาค้าขายดีหลังจากไหว้พระที่หิ้งแล้ว จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษด้วยขนมแป้ง ก่อนวันพระใหญ่จึงจะจัดของไหว้ชุดใหญ่เพื่อขอพรให้ค้าขายดี

เตารีดถ่าน

          “เตารีดถ่าน” มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานคู่กับการสร้างบ้านแปลงเมืองในยุคแรกเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา สร้างความสะดวกสบายทางด้านพลังงานภายในบ้านโดยใช้ถ่านซึ่งเป็นใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมากมายในเชียงตุง พลังงานคือความมั่นคงและความเป็นธรรมชาติในพื้นที่ที่ไฟฟ้ามีจำกัด

          เมื่อไฟฟ้าที่เชียงตุงไม่พอกับความต้องการ เตารีดไฟฟ้าจึงถือว่าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ยังไม่จำเป็น และรัฐก็ไม่สนับสนุนให้ใช้ไฟฟ้าสิ้นเปลืองโดยเฉพาะในร้านเล็กๆ อย่างร้านตัดเย็บเสื้อผ้า การติดตั้งหม้อไฟส่วนใหญ่รัฐจะติดตั้งให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ก่อนเพราะไฟฟ้า (ไฟน้ำ) มีจำกัด ธุรกิจขนาดเล็กจึงยังคงไม่มีไฟฟ้าไว้ใช้

          ท้ายกาดหลวง (ตลาดกลาง) ที่เชียงตุงคือแหล่งตัดเสื้อ ตัดขากางเกง แก้ทรง ปะชุน โดยมีเตารีดถ่านเป็นบริการเสริมพิเศษ เพื่อรีดย้ำรอยตะเข็บให้เรียบและแน่นขึ้น เตารีดชนิดนี้มีข้อระวังในการรีดผ้าขาว เพราะความแรงของไฟ ทำให้ผ้าขาวมีรอยไหม้ ต้องมีความชำนาญในการสังเกตไฟในเตารีด ถ้าถ่านแดงมากต้องตักถ่านออกบางส่วน

          เตารีดถ่านเป็นส่วนหนึ่งของการดิ้นรนเพื่อการมีพื้นที่ทางเศรษฐกิจของตนเองในประเทศสังคมนิยมถ่าน 1 กระสอบหนัก 30 กิโลกรัม ใช้ได้ทั้งเดือน โดยเสียค่าใช้จ่าย 80 บาท ซึ่งถือว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าไฟ การซื้อถ่านต้องสั่งซื้อจากพ่อค้าที่ได้รับอนุญาตให้เผ่าถ่านจากรัฐเท่านั้น ทั้งกาดหลวงมีผู้ขายถ่าน 4 ราย ถ้าถ่านไม่ดีหรือมีปัญหาสามารถเปลี่ยนสินค้าได้ รัฐบาลไม่อนุญาตให้เผาถ่านได้เสรี เพราะถ้ามีการเผาถ่านมากก็จะทำให้คนตัดไม้มาก การค้าถ่านจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลโดยจะอนุญาตเป็นรายๆ ไป

          ในประเทศสังคมนิยมนั้นการเปิดร้านตัดเสื้อผ้าเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำสัญญากับทางรัฐบาลเพื่อขอเช่าพื้นที่เปิดร้านตัดเสื้อผ้า โดยจ่ายค่าเช่ารายปี ปีละ 70,000 จ๊าด หรือ 2,000 บาท และเสียภาษีรายเดือนอีก 2,000 จ๊าด (60 บาท) ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการทหารที่เน้นความเรียบจากการรีดผ้า เพื่อให้เสื้อและกางเกงมีกลีบสวย

          การขอไฟฟ้าต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มและยื่นเรื่องขอไปที่รัฐบาล แต่ที่ยังไม่ทำเพราะเห็นว่า เตารีดถ่านยังใช้งานได้ดี เตารีดถ่านจึงเป็นวิธีการประนีประนอมต่อข้อจำกัดต่างๆ และเป็นจิตวิญญาณของความพอเพียงของครอบครัวที่ถ่ายทอดกันมา ทุกอย่างอยู่ในถ่านแดงๆ และควันสีขาวที่พวยพุ่งขึ้นมา พวกเขาสัมผัสกันและกันได้ผ่านสิ่งเหล่านี้ ทำให้ยังเห็นคุณค่ากับสิ่งที่มีประโยชน์ การใช้เตารีดถ่านทำให้คนคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ถ้าทุกคนไปใช้ไฟฟ้าหมด เตารีดก็จะหายไป ถ่านก็จะหายไป

เตาแกลบ

          ในโลกแห่งพลังงานนั้น เมียนมาร์คือเศรษฐกิจชีวมวล (Bio-energy economy) ที่มั่งคั่งเพราะมีชีวมวลมากถึง 62% ขณะที่มีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่เพียง 23% การเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกทำให้ได้แกลบจำนวนมหาศาล เตาแกลบทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

          ร้านอาหารที่ตลาดมัตตะยา เมืองมัณฑะเลย์จึงใช้แกลบดิบเป็นเชื้อเพลิงเหลือใช้แทนฟืน โดยแลกแกลบกับน้ำตาลจากเจ้าของโรงสี ทุกสองวันจะไปขนแกลบดิบมาจากโรงสีครั้งละ 100 ถัง (Buckets หน่วยวัดปริมาตร โดย 1 ถัง เท่ากับ 12.3 ลิตร) เตาแกลบที่ใช้อายุเกือบ 30 ปี ช่วยลดรายจ่ายค่าฟืนเดือนละ 19,000 จั๊ด (600 บาท) โดยคิดต่อคัน มาเป็นค่าจ้างรถขนแกลบเพียงเดือนละ 3,000 จั๊ด (95 บาท) ในช่วงฤดูที่มีแกลบไว้ใช้ (4 เดือน) ขี้เถ้าที่เหลือ เจ้าของร้านจะตระเวนไปทิ้งไว้ตามทุ่งนาเพื่อเพิ่มปุ๋ยชั้นดีให้กับนาข้าว ขี้เถ้าบางส่วนเก็บไว้ผสมกับผงซักฟอกใช้ขัดก้นหม้อ

          โรงสีที่หมู่บ้านตะเบเบงโกเป็นโรงสีชุมชนขนาดเล็ก ที่รับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อนำมาสีเอง ปีที่ผ่านมา (2556) ขายข้าวเปลือกได้ราคาดี จึงแจกแกลบฟรี แกลบมีมากมาย นางดอ โอนจาย เจ้าของโรงสีที่หมู่บ้านตะเบเบงโกไม่ขนแกลบไปใส่ที่นาเพราะเห็นว่าดินมีคุณภาพดีอยู่แล้ว การขนต้องใช้เกวียนขนไป ในแต่ละฤดูกาลจะได้แกลบ 15 – 20 เกวียน หาเก็บไว้ให้โรงงานน้ำตาลหรือร้านอาหารเพื่อแลกกับน้ำตาลดีกว่า เพราะแกลบมีมูลค่า การให้แกลบแก่โรงงานน้ำตาลไว้ใช้ทำให้ไม่ต้องซื้อน้ำตาล เมื่อต้องการใช้ก็สามารถไปขอมาใช้ได้

          เนื่องจากน้ำตาลที่เมียนมาร์ราคาถุงละ 500 จั๊ด (16 บาท) ผู้คนจึงต้องสะสมน้ำตาลไว้ใช้ทำขนมมงคลในงานบุญสำคัญๆ โดยเฉพาะงานบวชเณรประเพณีสำคัญของชาวเมียนมาร์ เพราะเป็นการบวชตลอดชีวิตที่คนทั้งหมู่บ้านต่างร่วมกันเป็นเจ้าภาพ งานบุญกฐิน งานเข้าพรรษา งานออกพรรษา งานวันวิสาขบูชา งานปีใหม่ และงานสงกรานต์ แต่ละงานจะใช้น้ำตาล 50 ปิ๊ก (ถุง)

          การแลกแกลบกับน้ำตาลและการคืนขี้เถ้าเป็นปุ๋ยให้นาไม่ใช่การแลกเปลี่ยนในความหมายทั่วไป (Barter system) แต่มี “จาคเจตนา” อันเป็นเหตุให้บริจาคทานหรือการสร้างความดี โดยให้วัตถุที่พึงให้เป็นของสักการะแก่ผู้อื่นแม้แกลบก็จัดเป็นวัตถุทานที่มีผลของทานที่ยิ่งใหญ่เพราะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจร้านอาหารทำให้อาหารมีราคาถูกลง และช่วยสืบสานพระศาสนา

          การสร้างความมั่นคงทางพลังงานจึงมิใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องฟื้นจิตวิญญาณทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้พลังงานหมุนเวียนถูกเก็บเกี่ยวมาใช้อย่างยั่งยืน การเริ่มต้นค้นหาและพัฒนาศิลปะการสร้างพลังงานด้วยตัวเองจะทำให้คนพร้อมรับมือเมื่อ “โลกหลังการตื่นพลังงาน” มาถึง

โรงสีข้าวพลังงานชีวมวลจากแกลบ

          เนื่องจากเชียงตุงอยู่ติดกับประเทศจีน การไปเที่ยวจึงหมายถึงการข้ามพรมแดนไปประเทศจีนเพื่อไปค้นหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ราคาถูก และสัมผัสความเป็นสากล แรงจูงใจทางด้านเทคโนโลยี (Technological incentive) ที่ต้องการเป็นอิสระจากการใช้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ (Fossil fuel) ทำให้การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีมาสู่เชียงตุงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การแพร่หลายของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เชียงตุงแสดงถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและศักยภาพของตลาดเกิดใหม่เพื่อการสร้างพลังงานที่ต้องการใช้ด้วยตัวเอง พลังงานกำลังเปลี่ยนแปลงสังคมของเชียงตุง

          ขณะที่ทุนนิยมทางด้านพลังงานหมุนเวียนกำลังหลั่งไหลสู่เชียงตุง การผลิตก๊าซเชื้อเพลิงชีวมวลจากแกลบกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจ เพราะเชียงตุงปลูกข้าวทั้งเมือง ใน 1 เมล็ดข้าวจะเป็นแกลบ 20% ทำให้โรงสีมีแกลบเหลือจากการสีข้าวหลายตัน เชียงตุงมีโรงสีทั้งหมด 6 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงสีชุมชนที่มีขนาดเล็ก

          โรงสีแห่งหนึ่งเคยใช้น้ำมันในการสีข้าวประมาณ 18 – 20 แกนลอนโดยยอมแบกรับต้นทุนที่สูงมากเพราะราคาน้ำมันมีราคาแพง 39 – 40 บาทต่อลิตร เจ้าของโรงสีไปเที่ยวที่ประเทศจีน เมื่อเห็นเครื่องสีข้าวพลังงานสะอาดจากแกลบจึงได้ซื้อมาใช้ในธุรกิจโรงสีข้าวของตนเอง โดยให้ช่างจากจีนมาติดตั้งให้การลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวมวลจากแกลบของโรงสีข้าวใช้เงินลงทุน 3,000,000 บาท ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับชาวเชียงตุง แต่สามารถคืนทุนได้ภายใน 3 ปีกว่าๆ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Dean B. Mahin (1989) ที่ชี้ว่าเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวมวลสามารถคืนทุนได้ภายใน 4 ปี

          พลังของก๊าซชีวมวลช่วยลดการใช้น้ำมันจากเดิมที่เคยใช้ 12 – 14 แกลลอนต่อวัน เป็น 6 แกลลอนเล็กๆ ต่อวัน โดยใช้แกลบซึ่งเป็นทรัพยากรหมุนเวียนเป็นเชื้อเพลิงวันละ 30 กระสอบ ทำให้ต้นทุนโดยรวมลดลง 50 – 70%

          เจ้าของโรงสีอนุญาตให้ชาวบ้านมาตักแกลบไปใช้ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และจะแถมให้กับคนที่มาซื้อปลายข้าวไปด้วย เพราะแกลบที่เก็บไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ต้องขนไปทิ้งทำให้เสียเงินค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ชาวบ้านนำแกลบกับปลายข้าวมาต้มเหล้าขาว วิถีวัฒนธรรมของชาวเชียงตุง เหล้าขาวไม่ได้เอาไว้ใช้กินอย่างเดียว แต่ยังใช้ในงานบุญประเพณี และผสมกับแมลงและสมุนไพรไว้ทาบำรุงผิว โดยเฉพาะผิวที่แตกในหน้าหนาวที่หนาวจัด

ปรัชญาภิปราย

          พลังงานกำลังเปลี่ยนแปลงสังคมของเชียงตุง การพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานเป็นผลจากความต้องการที่จะเป็นอิสระจากการใช้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์โดยเฉพาะน้ำมันซึ่งมีราคาแพงมากที่เชียงตุง ทำให้สถาปัตยกรรมทางด้านพลังงานเกิดขึ้นมาในหลากหลายรูปแบบทั้งเตาทันดูร์เพื่อใช้ทำโรตีโอ่ง เตารีดถ่านใช้ในร้านตัดเสื้อผ้า เตาแกลบใช้ในร้านอาหารและเตาพลังงานชีวมวลจากแกลบเพื่อใช้ในการสีข้าว

          แรงจูงใจทางด้านเทคโนโลยี (Technological incentive) เพื่อการสร้างพลังงานที่ต้องการใช้ด้วยตัวเองทำให้การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีมาสู่เชียงตุงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เทคโนโลยีแบบจารีตที่ทำให้คนหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น ไปจนถึงเทคโนโลยีแบบประยุกต์สำเร็จ (Off-the-shelf technologies)

          เตาทันดูร์ทำให้คนซึมซับวัฒนธรรมเดียวกันด้วยศิลปะการอบอาหารในเตา ภูมิปัญญาเรื่องดินที่นำมาใช้ทำเตาโอ่งทำให้เห็นความสำคัญของการใช้พลังงานและการลดการสูญเสีย (Energy waste) สร้างการท่องเที่ยวให้กับเชียงตุงโดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเรียนรู้ข้ามชาติพันธุ์ (ethnoscapes) มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ศิลปะการทำอาหารก็มีส่วนในการปลุกจิตสำนึกเรื่องพลังงานและชีวิตที่เรียบง่าย การอบโรตีทำให้คนได้สัมผัสกับวัฒนธรรมเนื้อแท้ดั้งเดิมของเมียนมาร์ผ่านแป้ง

          การแบ่งปันแกลบขยายความหมายของ “ความมั่งคั่ง (Wealth)” ไปสู่ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมและจริยธรรมที่ทำให้คนอยู่ดีมีสุขได้เหมือนกัน

          การสร้างความมั่นคงทางพลังงานจึงมิใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องฟื้นจิตวิญญาณทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้พลังงานหมุนเวียนถูกเก็บเกี่ยวมาใช้อย่างยั่งยืน การเริ่มต้นค้นหาและพัฒนาศิลปะการสร้างพลังงานด้วยตัวเองจะทำให้คนพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน

 

อ้างอิง

Dean B. Mahin, 1989. Economic analysis of a husk-fueled gasifier power plant at a rice mill in Africa. Biomass Journal, Elsevier.

 

อ่านทั้งหมด 815 คน

BACK