ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

          การบริโภคเป็นสิ่งที่ใช้ขับเคลื่อนสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนมีอิสภาพในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ (Freedom of choices) มากขึ้น การบริโภคจึงกระตุ้นให้ภาคการผลิตและธุรกิจโฆษณาเติบโตขึ้นมา ขณะที่ปัญหาวิกฤตอาหารก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในยุคที่โลกกำลังต้องการสมดุลใหม่เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางด้านอาหาร “การบริโภคอย่างมีความหมาย” จึงควรเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ

          ทั้งนี้เพราะอาหาร หรือ “หรธาตุ” นำมา ซึ่งสุขเวทนา หรือความอร่อยที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สุขเวทนานี่เองที่เป็นเหตุให้คนต้องดิ้นรนแสวงหาวัตถุภายนอก แท้จริงแล้วอาหารไม่ใช่แค่ของกินแต่อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ นั่นคือเป็นยารักษาโรค เพราะโรคที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์คือความหิว เนื้อแท้ของการบริโภคอาหารก็เพื่อทำให้กายมีแรงดำรงชีวิตอยู่ บำบัดเวทนาเก่า แต่ต้องไม่ทำให้เกิดเวทนาใหม่ เช่นความอร่อย หรือความสุนทรีย์ซึ่งเป็นส่วนเกินของชีวิต ดังนั้นคนจึงควรพิจารณาก่อนการบริโภค เพื่อเข้าใจวัตถุประสงค์เดิมของอาหารในฐานะที่เป็นหนึ่งในปัจจัยทั้งสี่

          การทำความเข้าใจในความหมายของการบริโภคผ่านการศึกษาภัตตาคารอาหารเจเพื่อคนจน ที่วัดจั่วหวินงีม ประเทศเวียดนามเป็นต้นแบบในการชวนสังคมค้นหา “การบริโภคอย่างมีความหมาย” เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตนั้นคือความสุขอันแท้จริง เป็นความสุขที่ไม่มีการเสพเสวยใดๆ แต่เป็นความสุขที่ไร้ทุกข์อย่างสิ้นเชิง ดับความรู้สึก ทำให้คนไม่ต้องดิ้นรนแสวงหา

          วัดจั่วหวินงีม (Chua Vinh Nghiem) เป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณธรรมในเรื่องการบริโภค โดยสร้างภัตตาคารอาหารเจที่ทำให้การบริโภคเปลี่ยนความหมายในทางเศรษฐศาสตร์จากการใช้สินค้า (Commodity) เพื่อสนองความต้องการ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างวัด ชุมชนและนักท่องเที่ยว ความสำเร็จในการส่งเสริมการบริโภคอาหารเจเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณเป็นบทบาทใหม่ของวัดที่น่าสนใจในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่วัด ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ

วัดจั่วหวินงีมกับการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ

          วัดจั่วหวินงีมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณที่สำคัญของเมืองโฮจิมินห์ ประเทศสังคมนิยมเวียดนาม ในแต่ละเดือนจะมีนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวตะวันตกที่เดินทางมากราบไหว้ เข้าร่วมปฏิบัติธรรม ทำวัตรสวดมนต์ และเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีงามของชาวเวียดนาม

          วัดจั่วหวินงีมตั้งอยู่ที่ ๓๓๙ ถนนนำกี่เขยเหงีย ตำบลเพืองไบ๋ อำเภอเหว่ง ๓ เมืองโฮจิมินห์ เห็นเจดีย์ “ทาป วาง เท้ อัม (เจ้าแม่กวนอิม)” สูงเจ็ดชั้น (ประมาณ ๔๐ เมตร) เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล สร้างขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๖๔ แล้วเสร็จในปี ๑๙๗๑ เพราะใช้เงินในการก่อสร้างจำนวนมาก ออกแบบโดยนายเหวง บ้า ลัง ซุ้มประตูวัดตรงทางเข้ามี ๓ ประตูด้วยกัน สูง ๔.๒๐ เมตรด้านบนเป็นชั้นๆ

โบสถ์อันศักดิ์มีขนาดยาว ๓๕ x กว้าง ๒๒ x สูง ๑๕ เมตร          มีพระพุทธรูป “เท็ด กา โมนี” ทางด้านซ้ายและขวามือมีองค์เทพขนาดใหญ่ที่ทำด้วยเพชรแท้ประทับอยู่ข้างๆ ลวดลายฉลุและแกะสลักไม้ประดับกรอบประตูหน้าต่างในโบสถ์เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของเวียดนามและเอเชีย หลังคาประดับด้วยช่อฟ้าโค้งงอน บนหลังคาเป็นรูปเสมาธรรมจักรแสดงถึงวัฎสงสารการเวียนว่ายต่ายเกิด อันเป็นสัจธรรมของชีวิต

          ศิลปวัฒนธรรมภายในวัดได้รับอิทธิพลมาจากเวียดนามเหนือ ที่สืบทอดมาจากประเทศจีนที่ได้เข้ามาปกครองประเทศเมื่อพันปีที่แล้ว ชื่อของวัดก็ตั้งตามชื่อวัดของนิกายมหายานที่อยู่ทางภาคเหนือติดชายแดนจีน เพราะวัดสร้างโดยเจ้าอาวาสสององค์ พระเท็ด ตัม ย๊าก และพระเท็ด ทัน กิ๋ม ที่เดินทางมาภาคใต้เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมมหายาน

          ชื่อเสียงที่ขจรขจายของวัดวัดจั่วหวินงีมเป็นผลมาจากการปรับทิศทางในการพัฒนาวัดให้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี รัฐสภาได้เรียกร้องให้สร้างและพัฒนาวัฒนธรรมอารยะเวียดนามด้วยอัตลักษณ์แห่งชาติ เนื่องจากวัฒนธรรมจะเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณให้กับสังคม และช่วยพัฒนาประเทศให้ทันสมัย สู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม การปรากฏตัวของภัตตาคารอาหารเจอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจจากระบบสังคมนิยมไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market economy) เนื่องจากนโยบายการเปิดประเทศ

          จุดเด่นของวัดจั่วหวินงีม นอกจากเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หล่อหลอมชีวิตผู้คน สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของคนเวียดนาม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ในช่วง ๑,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของสังคม โดยการอบรมสั่งสอนหลักธรรมต่างๆ ทั้งคนที่มีความสุขและมีความทุกข์ ไม่ว่าจะมีโอกาสมาได้ทุกวันหรือมาเดือนละครั้งก็สามารถเรียนรู้หลักธรรมได้ พระสงฆ์ที่วัดจั่วหวินงีมจะเทศนาสั่งสอนให้คนรู้จักการใช้ชีวิตให้มีความสุข การดำเนินชีวิตที่ดีงามตามหลักพระพุทธศาสนา การทำบุญ รวมทั้งบาปบุญคุณโทษต่างๆ เพื่อให้ดำเนินชีวิตตามครรลองคลองธรรม เพราะวัดก็ต้องอาศัยศรัทธาสาธุชนและพุทธบริษัทต่างๆ เพื่อสืบต่อพระศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป

          สิ่งที่น่าสนใจของวัดจั่วหวินงีมคือบทบาทในทางการเมือง วัดเข้าไปร่วมงานในการทำงานของรัฐสภาของประเทศเวียดนามเพื่อสนองนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญที่เวียดนามกำลังเผชิญอยู่คือ ช่องว่างทางรายได้ระหว่างสังคมเมืองกับชนบทและการว่างงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคมเมืองที่มีอาชีพค้าขายมีรายได้สูงกว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นชาวนา หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวเกษตรกรจึงมักอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ ตามโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเวลา ๓ เดือนเป็นอย่างน้อย

          แม้เวียดนามจะมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยเปิดให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น   แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดแรงงาน ขณะที่ภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวยังมีไม่มากนัก เศรษฐกิจในภาพรวมของเวียดนามเป็นไปตามความผันผวนของกระแสเศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง เมื่อคนที่อพยพเข้ามาหางานทำในเมืองประสบกับปัญหาการว่างงาน ทำให้ต้องอพยพกลับไปทำนาที่ภูมิลำเนาเดิม

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          วัดจั่วหวินงีมเน้นเรื่องการให้ธรรมะอยู่ในวิถีชีวิต ให้คนดำเนินชีวิตด้วยความซื่อตรงซื่อสัตย์ เพื่อสร้างสังคมแห่งความสุข เริ่มจากการให้พระสงฆ์ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างโดยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์

          กิจกรรมที่สำคัญของวัดคือ

          ๑) จัดให้มีการถือศีลปฏิบัติธรรมในระยะเวลาสั้นๆ คือ ๒ วัน ในทุกเดือนพร้อมกับการเทศนาสั่งสอน ๖ เวลา

          ๒) จัดกิจกรรมงานบุญประเพณีต่างๆ ทั้งตรุษจีน วันวิสาขบูชา งานมุทิตาสักการะเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของอุปัชฌาย์องค์ก่อน ส่งเสริมการจัดพิธีกรรมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเวียดนาม และการจัดกิจกรรมสมาธิภาวนาเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ

          ๓) อบรมเยาวชนให้เข้ามาบวชเรียนเขียนอ่าน ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ การร่วมทำกิจกรรมทำความดีและการดำเนินชีวิตด้วยสัมมาทิฐิ มีการจัดกิจกรรมการร้องเพลงที่สรรเสริญพระพุทธคุณ การแสดงความกตัญญูกตเวที และชื่นชมวัฒนธรรมโบราณของเวียดนาม รวมทั้งการฝึกนาฏลีลาเช่น การแสดงระบำดอกบัวเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

          ๔) มรรคทายกน้อย เพื่อให้เยาวชนได้ขึ้นมาร้องเพื่อนำสวดมนต์แก่ญาติโยมทั้งหลายที่เข้ามาปฏิบัติธรรม

          ๕) เผยแพร่ธรรมะสู่สังคม เริ่มจากการเทศนาสั่งสอนคนตามหมู่บ้าน ในตำบลต่างๆ ซึ่งเป็นการปฏิวัติความรู้ และการสอนในมหาวิทยาลัย ๒ แห่ง ทางด้านธุรกิจและการแพทย์แผนโบราณ ทำให้นักศึกษาที่ไม่เคยรู้จักหลักธรรมะได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ หลักปฏิบัติที่ดีเพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีงาม

          วิธีการดังกล่าวจะช่วยทำให้ชีวิตคนเจริญยิ่งขึ้นไม่ใฝ่ในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้งต่อรัฐสภา ต่อสังคมและต่อประเทศชาติ ถ้าชาติมีความสงบสุข ประชาชนก็จะอยู่อย่างมีความสุข

          วัดยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณโดยไม่เก็บค่าบัตรผ่านประตูกับนักท่องเที่ยว เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เข้ามาสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา

 j1

            วัดได้เปิดโอกาสให้ชุมชนมาค้าขายในพื้นที่วัด โดยผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ธรรมะและการท่องเที่ยว เช่น หนังสือธรรมะ รูปถ่าย/รูปวาดและกรอบรูปที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ ในบริเวณวัด ดอกไม้ธูปเทียน ภัตตาคารอาหารเจ และร้านขายของที่ระลึก (ลูกประคำ ที่ทำจากไม้หอมชื่อ “จั่มเฮือง”) ทางวัดจะให้ผู้ประกอบการเช่าที่ดินในราคาถูกเพื่อช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้ เงินค่าเช่าทั้งหมดส่งให้กับทางรัฐสภาเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ และรัฐสภาจะส่งเงินกลับมาให้ทางวัดในรูปของทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้พระเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปหรือไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เช่น ที่ประเทศเกาหลีเป็นต้น

ภัตตาคารอาหารเจเพื่อคนจน

          ภัตตาคารอาหารเจเพื่อคนจนเป็นดำริของเจ้าอาวาสวัดองค์ก่อนคือพระเท็ด ตัม ย๊าก และพระเท็ด ทัน กิ๋ม ที่มีบทบาทในรัฐสภาและการเมืองของประเทศ ท่านเจ้าอาวาสต้องการให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวจึงได้สร้างภัตตาคารขึ้นในวัด โดยได้ดำเนินการมาเพียงปีกว่าๆ วัตถุประสงค์สำคัญของการสร้างภัตตาคารมี ๓ ข้อ ดังนี้

          ๑) ให้อาหารของนิกายมหายานเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป

          ๒) ให้คนรู้จักคุณค่าของชีวิตด้วยการรับประทานอาหารเจ เพื่อลดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

          ๓) สร้างรายได้โดยให้เช่าที่วัด เพื่อนำเงินไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยเป็นทุนในการศึกษาของพระสงฆ์

          อาหารเจจะทำให้คนเข้าใจในเรื่องคุณค่าของชีวิต เพราะทุกชีวิตดำรงอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้เช่นเดียวกันกับมนุษย์ และต่างก็รักชีวิตของตน อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว การทานอาหารเจเป็นวิธีการแผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทำให้ชีวิตทั้งหลายเหล่านั้นมีจำนวนเพิ่มพูนมากขึ้น การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจะทำให้คนมีความสุข ธรรมชาติก็ดูสะอาด การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือสมัยใหม่ เช่นการจับปลา แม้จะเป็นการจับปลาใหญ่ แต่ก็ทำให้ปลาตัวเล็กตัวน้อยล้มตายไปด้วย เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความอยู่รอดของมนุษยชาติ

j2
การสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าของร้าน

          แต่เดิมอาหารเจไม่เป็นที่รู้จัก แต่เมื่อมีคนมาทานมากขึ้นและได้บอกต่อๆ กันไป โดยเฉพาะมีการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นเมื่อทานอาหารเจ การเปิดพรมแดนความรู้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้ที่เป็นประโยชน์ทางด้านสุขภาพระหว่างคนในสังคม และทำให้อาหารเจที่วัดเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ภัตตาคารอาหารเจเพื่อคนจนเป็นความสำเร็จในการร่วมลงทุนระหว่างวัดและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคน อาหารเจมีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาสุขภาวะของคน

          คนยังติดใจในรสชาติความอร่อยของอาหาร เพราะทำด้วยความสุขและเมตตา อาหารที่อร่อยเป็นศิลปะสาธารณกุศล ฝึกคนเรื่องการให้ โดยเฉพาะการให้อภัย และการอยู่ร่วมกันเพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ (อัตถจริยา) จนสามารถขัดเกลาจิตใจตนเองได้ในระดับหนึ่ง

          ตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ กล่าวไว้ว่าประโยชน์สุขขั้นต้นสามัญที่มองเห็นกันในชาตินี้ที่คนทั่วไปปรารถนา ได้แก่ การมี ทรัพย์ ยศ เกียรติ และไมตรี ไมตรีเป็นแหล่งพลังงานดั้งเดิมที่ถูกลืมไป ไมตรีที่เกิดจากน้ำใจมนุษย์ เมตตาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข การผูกไมตรีนี่เองที่ช่วยรวบรวมพลังงานที่อยู่ในตัวคน แหล่งพลังงานที่มีพลังมากที่สุดที่คนมองข้ามไป เพื่อการขับเคลื่อนโลกไปสู่ทางที่ดีขึ้นด้วยศิลปะสาธารณกุศลจากการทำอาหาร

          อาหารเจนั้นมีความหลากหลาย มีการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเวียดนามเข้ามาใช้ในการทำอาหารเช่น ไม่ควรใช้น้ำมันมาก เพราะจะทำให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคอื่นๆ ไม่ใช้สัตว์ในการประกอบอาหารเพราะสัตว์ทุกตัวต่างมีโรคประจำตัว การทานเนื้อสัตว์จะทำให้คนติดโรคจากสัตว์ ดังนั้นการทานอาหารเจจะช่วยทำให้คนไม่มีโรคประจำตัว

          การตั้งชื่ออาหารเจ จะตั้งตามธรรมะข้อต่างๆ เพื่อให้อาหารหรือสินค้าบริโภค (Consumer goods) มีส่วนเตือนใจคน เป็นความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่จะทำให้คนรู้จักธรรมะและเข้ามาเรียนรู้ธรรมะมากขึ้น ชื่อของอาหารที่นี่จึงมีความโดดเด่นกว่าที่อื่นๆ ง่ายต่อการทำความเข้าใจและสามารถจดจำได้อย่างรวดเร็ว อาหารทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับทางธรรมหมด

          “ซุปหวินงีม” เป็นชื่อของวัด แปลว่าการปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่องกันไป “หงอยมิตทันเต่น” แปลว่า ยำเส้นทางแห่งความสุขในทางธรรม เพื่อเตือนให้คนมีสติในการดำเนินชีวิต ส่วน “หงอยง้อเซงโบเด่” แปลว่ายำก้านบัวและใบโพธิ์ ก้านบัวหรือบัวแสดงถึงโลกธรรม แม้อยู่ในดินที่สกปรก ก็สามารถผลิดอกที่สวยงามชูช่อเหนือน้ำขึ้นมาได้ เป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่เอาชนะอวิชชาต่างๆ ใบโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ซุปหวินงีม (Sup Vinh Nghiem)

j3
ซุมหวินงีม

          ซุปหวินงีมประกอบด้วย แครอท ผัก หอมใหญ่ เต้าหู้แผ่นและเต้าหู้อ่อน เห็ด เครื่องปรุงที่ทำให้น้ำซุปหวาน รสชาติกลมกล่อม นำเครื่องปรุงเหล่านี้มาหั่นจนละเอียด จากนั้นต้มน้ำด้วยความร้อนสูง แล้วใส่เต้าหู้ แครอทลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติและเพิ่มวิตามินซี ต้มจนน้ำใสแล้วชิมรส จากนั้นกรองเครื่องปรุงเพื่อนำขึ้นมาลวกด้วยน้ำเปล่า นำไปต้มอีกครั้งในน้ำซุปประมาณ ๕ นาที หมั่นคอยตักฟองออก ใส่ “มันปั่น” เพื่อทำให้จืด โดยใส่ในซุปที่ต้มจนเดือด จากนั้นนำ “ต๊กเตียง” หรือผมของเทวดา ซึ่งเป็นยาซื้อหาได้ตามตลาดสดทั่วไปมาใส่ ต๊กเตียงนี้เป็นสมุนไพรสำคัญแทนวัดจั่วหวินงีม สมุนไพรเป็นยาทำให้คนมีสุขภาพแข็งแรง เหมือนวัดที่ทำให้คนมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง สมุนไพรจึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของวัดในการปรุงอาหาร ก่อนยกลงให้ใส่น้ำมันและพริกลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ

j4
ต๊กเตียง (Toc Tien)

หงอยง๊อเซนโบ่เด่ (Goi Ngo Sen Bode) – ยำดอกบัว

          โฮจิมินห์คือเมืองแห่งดอกบัว พบได้ทั่วไปในเวียดนามใต้เพราะเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำและบึงใหญ่ ดอกบัวยังเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าแทนความมีสติ โฮจิมินห์ใช้ดอกบัวเป็นตัวแทนแห่งปัญญา ดอกบัวยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ใช้ในการแสดงรูปเคารพของโฮจิมินห์ ในฐานะนักสร้างชาติ รูปนี้มีอยู่ทั่วไปในทุกสถานที่ ในวัด ตามแยกต่างๆ และตามถนนเกือบทุกสาย

          คนเวียดนามเอาดอกบัวไปบูชาพระ เม็ดบัวก็เก็บขาย หรือคั่วกินตั้งแต่เม็ดอ่อนๆ และเม็ดแก่เป็นยาแก้มะเร็ง ช่วยระบายท้อง แก้ร้อนใน สายบัวนำมาผัดหรือยำก็อร่อย

          ที่ภัตตาคารได้นำก้านบัวมาแช่ในน้ำแข็งและเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาความสดใหม่ จากนั้นเตรียมเครื่องปรุงอื่นๆ ได้แก่ เต้าหู้ ผักชีหั่นฝอย ผักชีลาว และ แครอท

          จากนั้นเตรียมน้ำยำโดยน้ำปลาเจ ที่ทำจากเกลือและน้ำส้ม ใส่พริกลงไปนิดหน่อย ปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำตาล ใส่หอมทอด แครอท ถั่วคั่วและงาขาวที่จะทำให้อาหารมีกลิ่นหอม แล้วคลุกให้เข้ากัน

j5
ยำดอกบัว

หงอยมิตทันเต่น (Goi Mit Thanh Tinh) – ยำขนุน

          คนเวียดนามเป็นผู้ที่อยู่ง่ายกินง่าย คุณหวู เท่ย หาย อิ้ง ผู้จัดการภัตตาคารอาหารเจเล่าว่า คนเวียดนามจะกินทุกสิ่งที่นำมากินได้ กินอย่างรู้คุณค่าไม่ทิ้งของไปโดยเปล่าประโยชน์ ขนุนอ่อนที่นำมาใช้ทำ “หงอยมิตทันเต่น” นี้จะซื้อมาทั้งลูก แล้วเอาแก่นมาหั่นให้ละเอียดผสมน้ำเย็นและบีบมะนาวลงไป เก็บไว้ในตู้เย็นจะช่วยทำให้เก็บไว้ได้นาน ขนุนเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของเวียดนามใต้ เพราะปลูกที่อื่นไม่ขึ้น เนื่องจากดินขาดปุ๋ย ขนุนจึงมีเฉพาะที่โฮจิมินห์เท่านั้น

          ในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ยังพบขนุนบนภูเขาสูง เพราะความอุดมสมบูรณ์ คนที่ขุดหาเผือกหามันตามป่าได้กลิ่นหอมจากดิน พอขุดลงไปก็เจอลูกขนุน ความหอมหวานเรียกมดและพลพรรคให้ยกทัพเข้ามากิน ที่จังหวัดอางยางติดกับประเทศกัมพูชาจะมีขนุน รู้จักในภาษาเขมรว่า “ขนน โนวขนนเดย” แปลว่า ขนุนที่ออกลูกในดินอยู่มาก เนื้อจะหวานมากกว่าขนุนอื่นๆ

          นอกจากนี้ยังมีขนุน “เม็ดแหง” ต้นหนึ่งมีลูกขนุนอย่างน้อย ๒๐๐ ลูก ออกลูกตั้งโคนถึงปลาย น้ำหนักลูกละ ๑ – ๒ กิโลกรัม รสชาติหวานมาก หอมฟุ้งไปไกล ออกลูกครั้งหนึ่งจะขายได้ ๒๐๐ – ๓๐๐ กิโลกรัม เพราะเม็ดเล็ก

j6
ขนุนอ่อนหั่นเก็บไว้

          ขนุนถูกนำมาใช้สอนธรรมะให้กับคน เพื่อเตือนให้คนถือข้อที่ ๑ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ให้กินขนุนแทนเนื้อสัตว์ ขนุนให้รสชาติอิ่มเหมือนเนื้อสัตว์แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เนื้อสัตว์ ขนุนช่วยทำให้คนที่ไม่คุ้นกับรสชาติอาหารเจสามารถกินอาหารเจได้อย่างเอร็ดอร่อย ถ้าได้ลองแล้วต้องอยากกลับมาอีก

          วิธีการทำคือใส่กระเทียมหอม ใส่แก่นขนุนที่หั่นแช่เย็นไว้แล้วลงไปในน้ำเกลือ บีบน้ำมะนาวเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวและปรุงรส แต่กลิ่นด้วยงาหลายช้อน เพราะงามีวิตามิน กินแล้วไม่แก่ ต้องใส่เยอะๆ

การบริหารแบบใจเลี้ยงใจ

          การบริหารภัตตาคารใช้วิธีการแบบ “ใจเลี้ยงใจ” เพื่อขายในราคาถูกให้พระสงฆ์สามารถมาฉันได้ ให้คนจนเข้ามากินอาหารในภัตตาคารได้ เป็นการสั่งสมบุญให้ลูกหลานรุ่นหลังๆ มีอยู่มีกิน

          วิธีการจัดการได้แบ่งรายได้ออกเป็นส่วนๆ โดยกันไว้เป็นค่าลงทุนเพียงร้อยละ ๓๐ ที่เหลือจ่ายเป็นค่าคนงาน ค่าเช่าที่ที่วัด ค่าวัตถุดิบที่ใช้ และกำไรอีกนิดหน่อย ที่ภัตตาคารนี้เน้นเรื่องปริมาณ ไม่เหมือนที่อื่นที่ทำในปริมาณน้อยมาก และมีการออกแบบอาหารใหม่ๆ ทุก ๓ ถึง ๖ เดือนให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าในวงกว้างตั้งแต่พระ ญาติโยมผู้มาปฏิบัติธรรม นักท่องเที่ยว ลูกค้าที่เป็นคนจนไปจนถึงลูกค้าที่ร่ำรวย กำไรจึงไม่มากนัก เพราะต้องการให้อาหารแจกน้ำใจให้กับทุกคน

          การออกแบบอาหารนี้มีลักษณะเฉพาะ หาซื้อได้ที่นี่เท่านั้น โดยออกแบบให้เป็นชุด ชุดละ ๔ ชนิด เพื่อให้ครอบครัว เพื่อนฝูงมากินร่วมกัน ถ้ามา ๒ คนจะกินไม่หมด เพราะทางร้านจะให้ในปริมาณที่มากกว่าปกติ โดยเฉพาะข้าวผัดที่มีราคาต่ำมาก คนจนและทุกคนสามารถสั่งมากินได้ กินแล้วต้องกลับมากินอีก เพราะกำไรที่ได้นั้นมาจากการที่ลูกค้ากลับมากินเป็นครั้งที่ ๒ น้ำชาที่มีบริการก็เป็นชาวิเศษที่ชงเอง ทำจากชาเขียว มีประโยชน์มาก ช่วยแก้โรคมะเร็ง ทำให้เลือดไหลเวียนดี

          การพัฒนารูปแบบอาหารใหม่ๆ ได้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับวัด ปัจจุบันมีรายการอาหารทั้งสิ้นกว่า ๑๐๐ รายการ การพัมนารูปแบบการทำอาหารเป็นวิธีการทำตลาดของร้าน ทำให้วัดเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านการตลาด แต่ใช้วิธีการบอกต่อกันไป รายการอาหารทุกอย่างได้กราบขออนุญาตจากเจ้าอาวาส

          ความสำเร็จในการบริหารภัตตาคารอาหารเจเพื่อคนจนเกิดจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบที่ดี และความตั้งใจในการทำอาหาร        การบริหารต้นทุนที่สำคัญคือ วัตถุดิบ ๑ อย่างต้องสามารถนำไปทำอาหารได้ ๓ อย่าง และมีการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เห็ด ก็ไปดูถึงแหล่งปลูกที่เมืองโฮมอง

          การทำอาหารอาศัยความตั้งใจจริง และความเมตตาจึงทำให้อาหารออกมาอร่อย คนกินจนหมด ไม่เหลือทิ้ง ดังนั้นเจ้าของภัตตาคารจึงดูแลลูกค้าด้วยตัวเอง โดยมีคนงานไม่มากนัก ใช้วิธีการบริหารเหมือนพี่เหมือนน้อง ทำให้ทำงานร่วมกันยาวนาน มีความสนิทสนมกัน และดูแลทุกอย่างเพื่อการทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัว พ่อครัวแม่ครัวจะทำงานเป็นกะ เพราะภัตตาคารเปิดขายทั้งวันตั้งแต่ ๐๗.๐๐ ถึง ๒๒.๐๐ น. มีเวลาพัก ๒ ชั่วโมง การทำงานเป็นกะทำให้มีคนทำอาหารไว้บริการลูกค้าได้ตลอดเวลา

          คนปรุงอาหารมีทั้งคนที่มาจากเวียดนามเหนือและจากเวียดนามใต้ เพราะรสชาติอาหารแตกต่างกัน เวียดนามเหนือนั้นใส่ผงชูรส ขณะที่เวียดนามใต้ใส่น้ำตาล

          การเปิดภัตตาคารเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน มีการทำสัญญากับวัด อาหารที่พัฒนาขึ้นมาเป็นการทำเพื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาส และจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ลูกค้าเข้ากินมากขึ้น ความยากในการบริหารงานคือต้องใส่ใจในรายละเอียด เฉลี่ยต้นทุนให้เท่าๆ กัน ให้ปริมาณ คุณภาพของอาหารที่ภัตตาคารเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยการมาให้กินจริงและเห็นจริง และบอกต่อๆ กัน

จริยธรรมในเรื่องอาหาร

          ปรุงอาหารให้คนอื่นรับประทานนั้นถ้าต้องทำในปริมาณมากยิ่งต้องใส่ใจ การทำอาหารช่วยพัฒนาจิตใจตนเอง ปรุงด้วยอะไรที่จะพัฒนาจิตใจตนเองได้ ปรุงด้วยปัญญา ปรุงด้วยเมตตาหรือความใส่ใจ สติ สมาธิ รู้เนื้อรู้ตัว ถ้าไม่มีเมตตาก็ทำไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่ดี ดังนั้นการปรุงอาหารให้คนอื่นจึงเป็นการเจริญเมตตาไปในตัว

          เมตตาคือ ความต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข เมตตาเกิดขึ้นจากความรู้สึกเมตตาตัวเองก่อน และต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข เจริญเมตตาจะช่วยลดโทสะ หรือไฟกองหนึ่ง ที่ทำให้ร้อน ชีวิตอยู่ไม่เป็นสุขถ้าอยู่กับโทสะ เมตตาช่วยลดไฟหนึ่งกองจากสามกอง (โทสะ โมหะ ราคะ)

          ทั้งการปรุงอาหารและการบริโภคอาหารจะต้องคำนึงถึงหลักการอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ กินอาหารพื้นถิ่นและตามฤดูกาล การบริโภคของที่ได้มาแบบผิดธรรมชาติ จะต้องใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือไม่ก็ใช้วิธีการผลิตด้วยการแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) นอกจากผิดศีลข้อที่หนึ่งแล้วยังทำให้คนต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ได้มา นำไปสู่เบียดเบียนตนเองและธรรมชาติ การเบียดเบียนตนเองส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ เกิดโรคใหม่ที่เรียกว่า โรคทางจิตวิญญาณ

          ในการแก้วิกฤตด้านอาหาร แท้จริงแล้วควรเริ่มจากการพัฒนาจิตใจมนุษย์ให้หันมาบริโภคอย่างมีความหมาย เพราะความเพียงพอด้านปริมาณไม่อาจทดแทนความเพียงพอในจิตใจของมนุษย์ลงได้เลย เริ่มจากรู้ถึงหลักสัจธรรมหรือความจริง และ จริยธรรมในการบริโภค หรือความดีงาม เพื่อให้ศิลปะในการประกอบอาหารและการบริโภคช่วยสร้างสมดุลและความสุขอันแท้จริงให้กับมนุษย์

          ดังนั้นกลไกทางเศรษฐกิจควรนำไปสู่การสร้างคุณธรรมของสังคม คุณธรรมคือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ในที่นี้คุณธรรมที่สำคัญในเรื่องอาหารคือความเมตตา ที่ทำให้คนเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

          เมื่อคุณธรรมเป็นฐานในการสร้างและสั่งสมสิ่งของที่จำเป็นผ่านระบบการผลิตต่างๆ จะทำให้กลไกทางเศรษฐกิจสร้างแบบแผนความสัมพันธ์ที่ดีของคนในสังคมและสืบสานวัฒนธรรมได้ต่อไป

 

อ่านทั้งหมด 596 คน

BACK