ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

yayey

    ระบบเศรษฐกิจควรเปิดโอกาสให้คนมีพื้นที่ทางเศรษฐกิจของตนเอง การศึกษาเรื่องหย่าเยยที่เมืองซกตรัง ประเทศเวียดนาม เป็นแนวทางในการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ทำให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจเป็นระบบที่คนสามารถพึ่งพาอาศัยได้จริง ปุ๋ยจากมูลนกนางแอ่นที่ได้จากหย่าเยยคือนวัตกรรมของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้คนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ และพิสูจน์ความสำคัญของคุณธรรมในการค้นหาและพัฒนานวัตกรรม เมื่อคนรับรู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจของตนเอง และมีคุณธรรมเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีคุณธรรม จะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

) หย่าเยย

         “หย่าเยย” ในภาษาเวียดนามหรือ “พเตี๊ยะกระเจียว” ในภาษาเขมรคือบ้านนก เป็นทั้งเครื่องมือที่ปราชญ์เขมรโบราณใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเก็บปุ๋ยบำรุงดิน ปุ๋ยนี้ได้มาโดยไม่ต้องซื้อหา เพียงแต่ใช้ปัญญาและความขยัน

        การสร้างบ้านนกจากใบตาลช่วยในการพิจารณาไตร่ตรองให้เห็นธรรมชาติดั้งเดิมพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ความหลากทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ การสอนให้เห็นคุณค่าของสิ่งของธรรมดาที่ไม่มีค่าอะไร ด้วยลงมือการทำ เรียนรู้ขั้นตอนการทำจะทำให้เกิดการสั่งสมภูมิปัญญา

yy1
หย่าเยย

yy2

       มีนกนางแอ่นกว่า ๓,๐๐๐ ตัวมาอาศัยอยู่ที่หย่าเยยนี้ บ้านนกอยู่บนต้นตาลสูงประมาณ ๕ เมตรจากพื้นดิน ด้านล่างปูด้วยตาข่ายไว้ดักมูลนกนางแอ่นที่หล่นลงมา มูลนกนางแอ่นคือปุ๋ยชั้นดี เป็นที่ต้องการของตลาด

         นกนางแอ่นมักชอบบินมาอาศัยอยู่ที่ต้นตาล ในพื้นที่ปากแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ มีแม่น้ำสายใหญ่ๆ ถึง ๙ สาย (ใหญ่กว่าแม่น้ำเจ้าพระยาถึง ๓ เท่า) และลำคลอง (ขนาดพอๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยา) อีกมากมาย มีบึงใหญ่และป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ปากแม่น้ำโขงยังอุดมไปด้วยต้นตาล

    ต้นตาลคือสัญลักษณ์ของชาวเขมร เจ้าของพื้นที่แต่เดิมอยู่มานานเกือบ ๒๐ ศตวรรษ ต้นตาลมีกลิ่นดอกตาลที่หอมหวน ดึงดูดนกนานาพันธุ์ ต้นตาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์และให้บริการของระบบนิเวศ (Ecological service) แก่สัตว์ต่างๆ ได้พึ่งพาอาศัย

    นกนางแอ่นจะบินมาอาศัยอยู่ที่ “หย่าเยย” ทั้งวัน ในช่วงเวลา ๑๘.๑๕ น. ก็พากันออกไปหากินแมลงตามท้องไร่ท้องนา ประมาณเที่ยงคืนก็พากันบินกลับ ในแง่หนึ่ง การทำปุ๋ยนกนางแอ่นโดยใช้ “หย่าเยย” ได้รับผลประโยชน์ภายนอก (External benefits) จากความอุดมสมบูรณ์ของนาข้าวในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทำให้ผู้เลี้ยงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้อค่าอาหารให้นก ในแง่หนึ่งพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ที่ทำให้ประเทศเวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกจัดเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านระบบตลาด (Non-market goods)

       เมื่อกลับเข้าบ้านนกจะถ่ายมูลออกมาเป็นจำนวนมาก “หย่าเยย” อายุ ๖ ปีแล้ว ไม่ใช่ทุกคนจะสร้างหย่าเยยได้ หลายคนทำบ้านให้นกอยู่ ลงทุนไป ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นนับเงินลงทุนก้อนใหญ่สำหรับคนเวียดนาม แต่นกก็ไม่มาอยู่ มีความเชื่อว่า ต้องเป็นคนเขมรและเป็นคนมีบุญเท่านั้นนกจึงจะมาอาศัยอยู่ เพราะเป็นคนมีศีลธรรมและมีเมตตาธรรม

yy3
มูลนกนางแอ่นแดดเดียว

๒) วิธีการทำ

      หย่าเยยของปู่ลีกานอยู่ที่บางเปรงอมปู อำเภอเจาทั่น จังหวัดซกตรัง เงินลงทุนแรกเริ่มเพียง ๑๐๐ ดอลล่าร์ หรือประมาณ ๓,๐๐๐ บาท จ่ายเป็นค่าไม้ ค่าตับจาก ตะปูและเสาปูน

       วิธีการทำคือเลือกใบตาลใบใหญ่ๆ แต่ละใบมีน้ำหนักประมาณ ๑ กิโลกรัม นำใบตาล ๕ ใบมาผูกติดกันแล้วมัดเป็นกลุ่มให้แน่น จากนั้นนำไปแขวนที่ราวในบ้านนก โดยให้ก้านอยู่ด้านบนและให้ใบอยู่ด้านล่าง ใช้เชือกไนล่อนขนาด ๑ เซนติเมตร มัดให้แน่นอีกครั้ง บ้านหลังหนึ่งจะมีใบตาลประมาณ ๔๐๐ ใบแขวนอยู่จนเต็มราว ถ้าบ้าน ๒ หลังรวมใบสำรองที่แขวนอยู่ด้านล่างก็จะมีใบตาลรวมแล้วประมาณ ๑,๐๐๐ ใบ

yy4
ใบตาลใหญ่ขนาดเท่าคนจริง

      ใบตาลอายุยืน ใช้ได้นานถึง ๕ ปีกว่าจะอ่อนนิ่ม จนแห้งและหักร่วง นกนางแอ่นมาเกาะอยู่ที่ด้านปลายของใบเรียงกันไปจนถึงกลางใบ ใบตาลใบหนึ่งจะมีนกนางแอ่นมาเกาะอยู่ ๑๐๐ ถึง ๒๐๐ ตัว ถ้าอากาศร้อนก็จะอัดกันเข้าไปที่โคนใบด้านในที่อยู่สูงขึ้นไป เมื่ออากาศเย็นลงโดยเฉพาะตอนเช้าตรู่ก็จะออกบินไปหากินอีกครั้ง แต่ละคืนปู่ลีกานจะได้มูลนกนางแอ่นประมาณ ๕ กิโลกรัม มูลนกต้องนำมาตากให้แห้ง

       ประชากรนกนางแอ่นเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงหลังสงกรานต์ แม่นก ๑ ตัวจะออกลูกนก ๒ ตัว ลูกอ่อนจะเกาะที่ด้านหน้าของตัวแม่ ทำให้สามารถระบุได้ชัดว่านกนางแอ่นตัวไหนเป็นแม่ลูกอ่อน พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้นแม้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าว น้ำ นา แต่ก็เป็นพื้นที่ๆ ลมพัดแรงจนเป็นวาตภัย หากมีลมแรงพัดผ่านมา แม่นกและลูกนกที่เกาะคาอกอยู่ก็พากันร่วงหล่นลงมา บางตัวก็ตาย บางตัวก็รอด

๓) ใบตาลเคลือบกาแฟ

       ใบตาลเป็นเครื่องมือสำคัญของ “หย่าเยย” ต้องตากให้แห้ง และหมั่นเปลี่ยนอยู่เสมอ ใบเก่าที่นำลงมาจากบ้านนกบนยอดไม้ต้องนำไปแช่น้ำล้างให้สะอาด แล้วเอาไปตากให้แห้งที่โรงตากใบข้างๆ ถือว่าเป็นการทำความสะอาดบ้านให้นกนางแอ่นได้อีกทางหนึ่ง

 

yy5
โรงตากใบ

       สาเหตุที่นกนางแอ่นชอบบินมาอาศัยอยู่ที่บ้านนกของปู่ลีกานเพราะว่า ปู่ไม่ได้ใช้ใบตาลอย่างเดียว แต่ใช้กาแฟเวียดนามที่มีชื่อเสียงระดับโลกทาที่ใบก่อนนำไปตาก ปู่ค้นพบวิธีการนี้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อเดินผ่านร้านกาแฟแล้วได้กลิ่นหอมของกาแฟลอยมาแตะจมูก เลยคิดว่า นกนางแอ่นคงต้องหอมและชอบกลิ่นกาแฟด้วยเช่นกัน กลิ่นกาแฟจะช่วยเรียกนกให้มาอาศัยที่ “หย่าเยย” ได้เพราะนกชอบกินผลไม้ที่มีกลิ่นหอมและรสหวาน

       การเคลือบใบตาลด้วยกาแฟกลายเป็นการสร้างความได้เปรียบ (Comparative advantage) ในการผลิต เนื่องจากความมีประสิทธิภาพที่เกิดจากความชำนาญและมีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ต่ำ

       ความชำนาญในการทำหย่าเยยมี ๒ ด้านคือ การชงกาแฟเวียดนามให้อร่อยและการปีนต้นตาลหรือหย่าเยยเพื่อนำใบตาลลงมาทำความสะอาด

       การชงกาแฟสดต้องใส่ผงกาแฟอย่างดีหรือนำเม็ดกาแฟมาปั่นเอง เคล็ดลับอยู่ที่การใส่ “ไจ๊เบอ” หรืออาโวคาโดลงไป อาโวคาโดยิ่งเสริมรสชาติของกาแฟทำให้กาแฟยิ่งอร่อย หอมหวานติดอยู่ริมฝีปาก ถ้าซื้อผงกาแฟมาต้องใส่ “ไจ๊เบอ” เพิ่มลงไปก็จะยิ่งอร่อย ใส่ผงกาแฟที่ผสมอาโวคาโด ๒ – ๓ ช้อนลงไปใน “พิมพากาแฟ” หรือเครื่องชงกาแฟของคนเวียดนามขนาดเท่าแก้วดื่มน้ำ พิมพากาแฟจะช่วยกรองกากกาแฟเพื่อให้ได้น้ำกาแฟที่สะอาดและมีกลิ่นหอม จากนั้นใส่น้ำร้อนลงไป นำแก้วมารองน้ำแรกที่ใต้ “พิมพากาแฟ” จากนั้นใส่นมและน้ำตาลลงไป รองน้ำกาแฟที่เหลือหยดมาจาก “พิมพากาแฟ” จนเต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ก็ได้กาแฟเวียดนาม กากกาแฟที่เหลือนำไปใส่ที่โคนไม้เป็นปุ๋ย

       กาแฟยังเป็นศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญของเวียดนามที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้เชิงประจักษ์ในการต่อยอดความรู้[1] โดยใช้พัฒนา “หย่าเยย” เครื่องมือของเศรษฐกิจพอเพียงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การสร้างความรู้เชิงประจักษ์ของปู่ลีกานเน้นการเรียนรู้มากกว่าการรับรู้ กระทั่งเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้เป็นพลังและการกระทำ แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิวัติทางการศึกษาที่นำพาผู้คนไปสู่จุดที่คนสามารถสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นภายในตนได้ ศิลปวัฒนธรรมยังเป็นการเปิดอิสรภาพในการแสดงออกในรูปแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดความสร้างสรรค์ คุณสมบัติอันล้ำค่าของมนุษย์ ที่ช่วยสร้างความเจริญทางด้านจิตใจและปัญญาให้เกิดขึ้น

       คนขแมร์กรอมยังมีความชำนาญในการปีนต้นตาลและต้นมะพร้าวเก่ง แม้จะสูง ๑๐ กว่าเมตรก็สามารถปีนขึ้นไปได้ด้วยมือเปล่า เพราะการปีนต้นไม้เป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ แม้แต่พระก็ต้องปีนต้นมะพร้าวไปตัดลูกมะพร้าวลงมา พื้นที่นี้มีต้นมะพร้าวเยอะ ต้นมะพร้าวเป็นน้ำดื่มที่โอชะเวลาพักเหนื่อย

       วิธีการขึ้นต้นตาลหรือต้นมะพร้าวเป็นความรู้ที่จำเป็น ต้องสอนกันแบบต่อปาก แล้วฝึกจนชำนาญ เอาไว้พึ่งพาตนเองเวลาหาของกินในการดำรงชีวิตในป่าและตามริมน้ำ การฝึกให้เด็กปีนต้นไม้ใหญ่อย่างต้นมะพร้าว ต้นตาล ต้นชมพู่เป็นทักษะพื้นฐานเหมือนการฝึกว่ายน้ำ เด็กเวียดนามทุกคนต้องทำได้อย่างคล่องแคล่ว


¹คนเวียดนามยังมีศิลปะในการชงชา โดยนำใบชาไปเทใส่ในดอกบัวหลวงแรกแย้มในช่วงเย็น ทิ้งไว้ตลอดคืน พอตีห้า คนเวียดนามจะตื่นขึ้นมาดื่มน้ำชา ก็เทใบชาที่ทิ้งไว้ในดอกบัวลงในแก้ว รินน้ำร้อนใส่ลงไป เทน้ำแรกทิ้งไป เพื่อล้างทำความสะอาด จากนั้นเทน้ำร้อนลงไป รอประมาณ ๕ นาทีเพื่อให้ชาออกรส แล้วดื่ม จะได้น้ำชาที่หอมกลิ่นดอกบัวและกลิ่นน้ำค้างยามเช้าที่อร่อย จนน่าติดใจ

 

       ปู่ลีกานต้มกาแฟกับน้ำตาลจนหอมหวานกลมกล่อมแล้วนำไปทาเคลือบที่ใบตาลจนทั่วทั้งใบ โดยเฉพาะตามซอกมุมต่างๆ การเคลือบแต่ละครั้งใช้เวลาทั้งวันเพราะเป็นงานที่ต้องอาศัยความประณีต และต้องทำบ่อยๆ ทุก ๒ เดือน บ้านนกต้องคอยหมั่นเปลี่ยนใบตาลและรักษาความสะอาด การนำใบตาลกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ช่วยลดค่าใช้จ่าย มีบ้านนกที่ไหนจะมีคนเข้ามาซื้อมูลนกถึงบ้าน ทำให้บ้านเป็นทั้งแหล่งผลิตและตลาดซื้อขายสินค้าที่สำคัญ

๔) มูลนกนางแอ่น

       มูลนกนำไปใช้ปลูกผักก็จะได้ผักที่งาม ถ้านำไปโรยที่ต้นแตงโมก็ทำให้ได้แตงโมลูกใหญ่ๆ มูลนกใช้ได้กับสวนผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะทุเรียน มะม่วง ส้ม เพียงนำปุ๋ยไปโรยที่โคนต้นเล็กน้อย หมั่นรดน้ำ ก็จะได้ผลที่มีขนาดใหญ่ ต้นเติบโตงามดีและที่สำคัญคือไม่มีหนอน ใช้ปุ๋ยมูลนกแต่ละครั้งเพียง ๒ กำมือ

       ปู่ลีกานหมั่นเก็บปุ๋ยมูลนกนางแอ่น โดยนำถังมาตักจากตาข่ายตาถี่ๆ ที่ตรึงด้วยไม้เหนือพื้นดินด้านล่างประมาณ ๑ ฟุต แล้วนำมาตากบนผ้าพลาสติกกลางแดดจนแห้ง แดดที่เมืองซกตังนั้นแรง เพียง ๓ ชั่วโมง มูลนกก็แห้งสนิท

       รวบรวมมูลนกราวสองวันจากบ้านนกทั้งสองหลังจะได้ปุ๋ย ๑ กระสอบ (ประมาณ ๑๐ กิโลกรัม) ราคาขายต่อหนึ่งกระสอบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ดองหรือราวๆ ๒๐๐ บาท เดือนหนึ่งปู่ลีกานจะมีรายได้ประมาณ ๓,๐๐๐ บาท ถ้าฝนไม่ตกจะได้รายได้ประมาณเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท พอๆ กับเงินเดือนนายแพทย์จบใหม่ของที่นั่น รายได้จากการทำนายังไม่เท่ากับรายได้จากการทำ “หย่าเยย” เพื่อเก็บมูลขาย

       ทั้งนี้ราคาไม่ได้สะท้อนผลประโยชน์ภายนอกที่ปู่ลีกานได้รับจากการใช้นาข้าวที่อยู่รอบๆ ในรัศมี ๑๐๐ กิโลเมตรเป็นแหล่งอาหารให้นกเหล่านั้น เพราะความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ปุ๋ยนกนางแอ่นยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก และ “หย่าเยย” ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของนาข้าวเอาไว้ ทำให้ประโยชน์ส่วนเพิ่มที่สังคมได้รับ (Social incremental benefit) เพิ่มสูงขึ้น

       ทุกครึ่งเดือนจะมีเรือเร่มารับซื้อปุ๋ยมูลนกนางแอ่นถึงบ้าน เพื่อนำไปขายต่ออีกที โดยจะเร่ไปขายตามสวนต่างๆ เรือเร่บรรทุกปุ๋ยมูลนกนางแอ่นราว ๖ – ๗ ตันต่อลำ สวนที่ขายดีที่สุดนั้นคือสวนทุเรียนเพราะเป็นที่ต้องการและใช้ในปริมาณที่มากกว่าสวนอื่นๆ ทุเรียนยังมีราคาดีทำให้ต้องใช้ปุ๋ยบำรุงอย่างดี

       ต้นทุนในการทำก็มีเพียงค่ากาแฟและน้ำตาลประมาณ ๒๐ บาท ที่ต้องซื้อหาทุก ๒ เดือนจากตลาดในท้องถิ่น ส่วนใบตาลราคา ๓ บาท ต่อใบ ต้นตาลปลูกยาก ต้นตาลที่อยู่ในบริเวณบ้านยังเล็กอยู่และให้ใบไม่พอกับที่ต้องการใช้จึงต้องตระเวนไปซื้อหาจากที่อื่น ซื้อแต่ละเที่ยวร่วม ๑๐๐ ใบ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ดองหรือ ๒๕๐ บาท

       จุดที่ดีที่สุดในการปลูก “หย่าเยย” คือใต้ต้นตาล มูลนกนางแอ่นที่ร่วงหล่นลงมาจากตาข่าย และเยี่ยวนกจะเป็นปุ๋ยอย่างดี ช่วยบำรุงรักษาต้นตาลไปด้วยในตัว ต้นตาลต้นหนึ่งอายุยืนเป็น ๑๐๐ ปี ต้นตาลที่บ้านปู่ลีกานอายุ ๓๕ ปี เพิ่งจะรุ่นสาวจึงงามสะพรั่ง พอฝนตกลงมาก็ชะมูลที่ตกหล่นตามโคนต้นให้เป็นปุ๋ย ทำให้ต้นตาลสูงใหญ่และใบเขียว

       “หย่าเยย” เป็นนวัตกรรมของการดำเนินชีวิตบนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปู่ค้นพบนวัตกรรมนี้ด้วยตนเองจากการสังเกต เริ่มจากการสังเกตเห็นว่ามีนกนางแอ่นสองสามตัวบินมาเกาะที่ต้นตาล ต่อมาเพิ่มเป็นหกตัว ยี่สิบตัว และมากขึ้นเรื่อยๆ ปู่ลีกานจึงไปที่วัด “ตราควิด” ซึ่งเป็นวัดของชาวกัมพูชาในเวียดนาม เพื่อไปขอใบตาลเก่าๆ มาแขวนให้นกอยู่ ต่อมาก็พากันบินมาอาศัยเพิ่มขึ้น จนต้องสร้างเป็นบ้านเพื่อกันฝนกันลม บ้านหลังแรกสร้างอย่างดีด้วยเสาปูนสูงประมาณ ๕ เมตร เป็นหลังทดลอง พอประสบความสำเร็จจึงขยายเป็นหลังที่สองที่ใต้ต้นตาลนั้นเลย

๕) การรักษาศีล ๘

       ปู่ลีกานอธิบายว่า เพราะปู่รักษาศีล ๘ อย่างเคร่งครัดทำให้นกกาพากันมาขออาศัย พอได้เก็บมูลนกขายเป็นอาชีพเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน รายได้ที่ได้มาก็นำไปทำบุญก่อสร้างทะนุบำรุง “วัดตราควิด” ที่อยู่ใกล้บ้าน จะเห็นว่าพระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนที่นั่น แม้กระทั่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

       ปีนี้ปู่ลีกานอายุ ๗๘ ปี รู้สึกแก่ลงมาก อยากเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ไม่อยากดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อหาเงินเพราะหมดวัยแล้ว จึงไม่คิดที่จะขยายบ้านนกอีก ส่วนลูกหลานก็มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงวัวควายที่ทำรายได้ดีกว่า และได้ปุ๋ยไปปลูกผัก ปุ๋ยขี้วัวขี้ควายจะทำให้ผักงามกว่าใช้ปุ๋ยอย่างอื่น (ปุ๋ยขี้ไก่)

๖) นาข้าว

       ปุ๋ยเป็นสิ่งสำคัญในการทำนา ตอนนี้เวียดนามกำลังประสบปัญหาเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีเยอะเกินไปทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ ถ้าไม่ได้ใส่ปุ๋ย ข้าวก็จะไม่งาม ต้นข้าวจะเป็นสีเหลืองและไม่สูง

       หมู่บ้านเล็กๆ ใกล้วัดตราควิดในตำบลโฮดักเกี๋ยงและตำบลได๋หาย อำเภอเจาทัน จังหวัดซกจัง ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่มีวัดมากเป็นอันดับ ๒ รองจากตราวิน มีทั้งหมด ๒๗ วัด ทั้งจังหวัดมีทั้งหมด ๙๒ วัด บริเวณนี้เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศเพื่อการส่งออก นอกจากเป็นแหล่งปลูกข้าวแล้วยังเป็นแหล่งปลูกกระเทียมและต้นกระเทียม ทำปศุสัตว์ทั้งเลี้ยงวัว เลี้ยงหมู และเลี้ยงปลา รวมทั้งทำนากุ้ง

       ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชาติเขมร คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่นี้มานานหลายชั่วอายุคน และมีฐานะยากจน รัฐเข้ามาช่วยเหลือโดยซื้อที่ดินเพื่อให้มีที่ทำกิน หรือสร้างบ้านให้ และให้วัวพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ปัญหาเศรษฐกิจทำให้ประชากรกว่าครึ่งอพยพไปหางานทำในเมืองโฮจิมินห์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร หลายคนอพยพไปทั้งครอบครัว

       จากการสัมภาษณ์นาย ลี้ วัง เซิง อายุ ๕๑ ปี นาย ลำ เซิง อายุ ๖๕ ปี และ นายเยือง เหยียง อายุ ๖๑ ปี ทำให้ทราบว่า รัฐเข้ามาช่วยเหลือชาวนาโดยให้พันธุ์ข้าวไว้ปลูก ผู้ที่ปลูกข้าวได้งามก็จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ดี ที่ชาวนาคนอื่นมาซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปปลูกต่อ เพราะมีราคาถูกกว่าซื้อพันธุ์ข้าวของรัฐบาลที่มีราคาแพง หรือไม่ก็แลกพันธุ์ข้าวกันเองในหมู่บ้าน พันธุ์ข้าวจะขายเป็นกิโล กิโลกรัมละ ๕,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐ ดอง (๙ บาทต่อกิโลกรัม)

       ชาวนาที่นี่มีที่นาใกล้กับลำคลองสายต่างๆ นาอยู่ห่างออกไปเกือบ ๕ กิโลเมตร เวลาจะไปทำนาต้องนั่งเรือลัดเลาะตามแม่น้ำไปเข้าคลองย่อยจนถึงแปลงนาของตน นายลี้ วัง เซิงอธิบายว่า วิธีการปลูกข้าวให้ได้ผลดีนั้นต้องใช้ยาฆ่าแมลง โดยจะฉีดทุกๆ ๓ เดือน ฉีดแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายประมาณ ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอง (๖๐,๐๐๐ บาท) นอกจากค่ายาฆ่าแมลงแล้วยังมีค่าปุ๋ยเคมีสูตรพิเศษจากจีนชื่อ “อูเร” ใช้ร่วมกับปุ๋ย “เดอาเป” ของฝรั่งเศส ในพื้นที่ ๑ เฮกตาร์จะใช้ปุ๋ยประมาณ ๔๐ กิโลกรัม เสียค่าปุ๋ยไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ดอง (๑,๕๐๐ บาท)

       ปุ๋ยจะทำให้ได้ผลิตดีเพราะชาวนาที่เวียดนามปลูกข้าวบ่อยปีละ ๓ ครั้ง เพราะดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็พรวนดิน ตากไว้ ๑๕ – ๒๐ วัน ก็ลงข้าวใหม่ทันที แม้การทำนาปีละ ๒ ครั้งจะให้ผลผลิตดีกว่าปีละ ๓ ครั้ง แต่การปลูกข้าว ๓ ครั้งหรือมากกว่า ๓ ครั้งขึ้นไปจะทำให้มีรายได้มากกว่า

       รัฐบาลเวียดนามได้เข้ามาให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่จะทำลายดิน ถ้าสะสมเป็นเวลานาน แต่เกษตรกรที่นี่เห็นว่า “ข้าวกินปุ๋ยไม่ได้กินดิน จึงไม่ได้ทำให้ดินเสียหายแต่อย่างใด ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ข้าวก็จะไม่งาม”

       ข้อเสียที่เกษตรกรเห็นจากการใช้ปุ๋ยเยอะเกินไปคือ ทำให้มีแมลงศัตรูพืชเยอะ แมลงจะมากินธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ย เวลาน้ำขึ้นจะมีหนอนแมลงในนาข้าว แก้โดยให้วิดน้ำเข้านาจนเต็ม ทิ้งไว้จนข้าวใบแก่แล้ววิดน้ำออกจากนา หนอนและแมลงต่างๆ ก็จะไหลออกไปตามน้ำด้วย

       ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาพบว่า ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวดีขึ้น รายได้จากการปลูกข้าวประมาณ ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ ดองต่อตัน (๖๗,๐๐๐ บาท) ในพื้นที่ ๑ เฮกตาร์จะได้ข้าวประมาณ ๗ – ๙ ตัน ชาวนาที่นี่มีพื้นที่ปลูกข้าวเฉลี่ยคนละ ๓ เฮกตาร์ ปลูกแต่ละครั้งได้กำไรประมาณ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอง หรือ ๔๕,๐๐๐ บาท

ข้าวสายพันธุ์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ “สายพันธุ์ ST5” หรือข้าวหอม ST คืออักษรย่อของเมืองซกจัง (Soc Trang) มีศูนย์จำหน่ายพันธุ์ข้าวชั้นดีที่ในเมือง ปลูกข้าวสายพันธุ์เดียวกันถ้างอกงามดีแล้ว ครั้งต่อไปต้องเปลี่ยนเป็นสายพันธุ์อื่น

       การเลือกสายพันธุ์ต้องสอดคล้องกับฤดูกาลอีกด้วย ในช่วงเดือนเมษายนจะปลูกข้าวพันธุ์ ๕๐๔ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วในเดือนกรกฎาคมจะเริ่มปลูกข้าว พันธุ์ ๕๔๕๑ พอเข้าฤดูฝน ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมจะมีฝนตกลงมาเยอะ ต้นข้าวต้องแข็งแรง สายพันธุ์ที่เหมาะกับการเพาะปลูกในช่วงฤดูฝนคือพันธุ์ ๖๙๗๖    ในช่วงปลายปี ระหว่างเดือน ๑๑ และ เดือน ๑๒ เป็นช่วงที่น้ำลง ถ้าเก็บเกี่ยวได้เร็วก็จะปลูกข้าวพันธุ์ ST5 เพราะได้ผลดี ชาวนาที่เวียดนามจะไม่ปล่อยให้ดินว่าง

       รายได้จากการปลูกข้าวนอกจากนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว ยังต้องกันไว้หนึ่งในสี่ส่วนเพื่อเก็บไว้ทำบุญ การปลูกแต่ละครั้งจะเก็บเงินไว้ทำบุญประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ดองหรือ ๖,๐๐๐ บาท เงินทำบุญเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะในช่วง “พจุ่มเบิน” หรือ กฐิน งานวันขึ้นปีใหม่ งานทำบุญกระดูกและทอดผ้าป่า

       การทำบุญมีประโยชน์เพราะได้ช่วยสังคมทางอ้อม เงินทำบุญทางวัดจะนำไปสร้างบ้านให้กับคนจน วัดมีหน้าที่สั่งสอนอบรมให้คนเป็นคนดี และช่วยสอนให้เด็กเขมรในเวียดนามได้รู้จักตัวหนังสือเขมร รู้จักรากของวัฒนธรรมตนเองที่จะช่วยรักษาวัฒนธรรมเขมรเอาไว้ ชาวนาจึงมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับวัด ในฐานะที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

๗) ระบบเศรษฐกิจเรื่องนาและปุ๋ยมูลนกเพื่อพัฒนาคุณธรรม

       วงจรธุรกิจการทำปุ๋ยมูลนกนางแอ่นและ “หย่าเยย” ทำให้เห็นกลไกของระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาคุณธรรม แนวคิดที่สังคมได้ทำหล่นหาย ปราชญ์ชาวบ้านมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระบบตลาดมากขึ้น แทนสถาบันทางเศรษฐกิจ นายทุนข้ามชาติ ผู้เชี่ยวชาญและรัฐ

       องค์ความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากกรณีดังกล่าวเกิดจากการสังเกตและความเอาใจใส่ เป็นองค์ธรรมในเรื่อง “จิตตะ” คือการตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด และ “วิมังสา”     การหมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล ทำให้คนสามารถดำรงชีวิตในระบบเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนน้อยลง ดำรงอยู่บนฐานคุณธรรม คนจึงมีพื้นที่เศรษฐกิจของตนเอง

       เป้าหมายในการซื้อขายแลกเปลี่ยนก็มิใช่เพื่อเงิน หากแต่เป็นคุณธรรมเรื่องอัตถจริยาที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการดำเนินชีวิต เพื่อทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา อัตถจริยาคือการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่กัน หรือการช่วยเหลือกันด้วยแรงกาย การขวนขวายช่วยเหลือกิจการงานต่างๆ กระทั่งสำเร็จลุล่วง ไม่นิ่งดูดาย หรือแม้กระทั่งการแนะนำให้เกิดความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ ระบบเศรษฐกิจจึงมีจิตวิญญาณความเป็นคน ทำให้คนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจและสามารถดำเนินเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตของตนเองได้

 

 

อ่านทั้งหมด 1061 คน

BACK