ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

สวนพลู2

suanpru

          หมากและพลูเป็นพืชพื้นถิ่นที่ครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ จากตะวันออกกลางถึงปากีสถานเข้ามาในเอเชียจนถึงหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก การที่ทั่วโลกมีคนกินหมากมากกว่า 600 ล้านคนทำให้การกินหมากกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม ชาวเมียนมาร์ยังคงนิยมกินหมากทำให้ธุรกิจการทำสวนพลู ตลาดค้าส่งหมากพลูและการขายหมากพลูเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

          การกินหมากช่วยทำให้ผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่า รองจากยาสูบ แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน ทั้งยังเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาฟันและสุขภาพภายในช่องปาก หมากช่วยสร้างมิตรภาพทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อน การที่ชาวเมียนมาร์กินหมากกันวันละ 10 – 15 คำ ทำให้พลูกลายเป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศของบ้าน

         นายอู เชีย ลาย และนางดอ เจียม ยา ทั้งคู่อายุ 75 ปี เป็นเจ้าของธุรกิจสวนพลูขนาดกลางรายแรกๆ ที่ปลูกพลูไว้รอบบริเวณบ้าน นิเวศสวนพลูมีทั้งค้างไม้ (โรงเรือน) ปลูกพลู ในเนื้อที่ 4 เอเคอร์ แต่ละเอเคอร์จะมีพลูประมาณ 1,500 ต้น ต้นมะม่วงอีก 30 เอเคอร์ และต้นกล้วย นายอู เชีย ลายยังมีที่นาอยู่อีก 30 เอเคอร์

          การทำสวนพลูต้องคอยปรับพื้นที่ด้วยดินที่มีคุณภาพอยู่ตลอดเวลาและใช้เวลาปลูกนาน คนที่ปลูกพลูจึงต้องเป็นคนใจเย็น คอยเอาใจใส่ดูแลสวนพลูอย่างใกล้ชิดเพื่อเจริญปัญญาหรือความรู้ทั่วถึงที่ผุดขึ้น

          ความลับของการสร้างสรรค์อยู่ที่ศิลปะในการใช้ดิน ดินที่ใช้ในการปลูกพลูต้องนำมาจากที่นาที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะดินที่บริเวณบ้านแห้งและเหนียว ใช้ปลูกพลูไม่ได้ ถ้าใช้ปลูกพลูหลายๆ ครั้งจะทำให้ดินจืด ต้องผสมดินจากที่ต่างๆ นอกจากดินจากที่นาแล้ว ยังต้องนำดินมาจากริมฝั่งแม่น้ำซึ่งอยู่ไกลออกไป แต่ละปีจะต้องใช้ดินมากถึง 1.5 ตันจึงต้องเอารถไปขนหน้าดินมาไว้

          การผสมดินเพื่อปลูกพลูต้องมองเห็นความเป็น “อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา” โดยเห็นว่าดินเป็นของไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ต้องทำดินให้มีความสืบต่อ (สันตติ) ชีวิตต่างๆ จึงจะดำรงอยู่โดยสืบต่อกันได้

          ทันทีที่ต้นอ่อนงอกออกมาจากตาและรากให้พันไว้กับค้างไม้ด้วยเชือก “แชมมวยนอ” ที่มีความยาว 1 ฟุต โดยมัดไว้หลวมๆ กับค้างไม้ แชมมวยนอเป็นหญ้าชนิดหนึ่งสูง 6 ฟุต เวลาเลาะพลูออกจากค้างจะตัดออกได้ง่าย พลูที่ปลูกต้องทิ้งไว้ 1 ปี จึงจะเก็บใบไปขายได้ ต้นพลูเมื่อเติบโตเต็มที่จะยึดเกาะกับไม้ค้างได้ดี ต้นที่แก่มีอายุ 2 ปีขึ้นไปจะถูกดึงลงมาเพื่อขยายพันธุ์ เพราะสิ่งใดที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา

          การทำสวนพลูใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้พลูงอกงามดี และต้องเป็นคนใจเย็นเพราะพลูใช้เวลาปลูกนาน น้ำที่นำมารดจึงต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี น้ำรดพลูต้องไปตักมาจากแม่น้ำ เพราะแม่น้ำจะพัดพาตะกอนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มาด้วย ทำให้น้ำจากแม่น้ำมีคุณภาพดีที่สุด ทั้งแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำเชนุย แม่น้ำเซตาว และแม่น้ำแตงลวย โดยเฉพาะจากแม่น้ำเซตาว น้ำจะมีคุณภาพดีที่สุด นอกจากนำน้ำจากแม่น้ำมารดพลูยังใช้น้ำบาดาลที่มีคุณภาพดี และน้ำจากบ่อน้ำที่ขุดไว้ การขุดบ่อ ถ้ายิ่งขุดลึกลงไป คุณภาพน้ำที่ใช้รดพลูก็ยิ่งดี ถ้าน้ำไม่ดี จะทำให้ต้นพลูนั้นหักและแตกง่าย

          หมู่บ้านเมียนกันตะอยู่ห่างจากแม่น้ำอิรวดี 10 ไมล์ มีระบบชลประทานขนาดใหญ่เข้ามาถึง คลองชลประทานสร้างตั้งแต่สมัยเมืองมัณฑะเลย์รุ่งเรืองโดยกษัตริย์เซตอจี ต่อมามีการปูพื้นด้วยซีเมนต์อย่างดีโดยกองทัพอังกฤษมาสร้างไว้ให้ และนายพลเนวินมาพัฒนาต่อเติมโดยต่อท่อส่งน้ำมาจากน้ำตกของรัฐฉานที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์

          การรดน้ำสวนพลูส่วนใหญ่ใช้น้ำบาดาลเป็นหลักเพราะสะดวกในการรด โดยต่อท่อไปรดได้ถึงสวนพลู การรดน้ำต้องใช้น้ำฝอยโดยรดผ่านเสื่อไม้ไผ่ที่สานไว้โปร่งๆ คลุมอยู่ที่ด้านหน้าของแปลง และรดให้สูงขึ้นไปที่ชั้นบนของเรือนเพาะชำ ละอองน้ำจะส่งผ่านความเย็นและความชื้นไปยังใบพลูที่อยู่ด้านใน หน้าร้อนจะต้องรดที่พื้นดินด้วยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หน้าหนาว (ตั้งแต่สิงหาคม) เป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงและมีหมอกปกคลุม การรดน้ำจึงรดที่ยอดพลูเท่านั้น หน้าหนาวพลูที่ปลูกจะมีใบเล็กและมีรสชาติดีกว่า หน้าฝนใบพลูจะมีขนาดใหญ่แต่รสจืดไม่เป็นที่นิยม

          การทำสวนพลูต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน ปุ๋ย 2 กิโลกรัมราคา 1,000 จั๊ด (50 บาท) ส่วนยาฆ่าแมลงที่ซื้อมาจากไทย ถุงละ 500 กรัมราคา 2,500 จั๊ด นำไปรดพลูได้ 5 เอเคอร์

          พลูเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพารักษ์คุ้มครองอยู่ การทำสวนพลูจึงเป็นเรื่องของการรักษาศีล คนที่จะเข้ามาในสวนพลูและสามารถปลูกพลูได้งามต้องถือศีล 5 หรือศีล 8 และรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นอย่างดี ศีลและความสะอาดช่วยป้องกันโรคให้กับต้นพลู

          ศีลทำให้คนเข้าใจ “วิปริณามทุกข์” หรือ ความแปรปรวน ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป ทั้งคุณภาพของดินที่เสื่อมลงหลังการปลูกพลูติดต่อกัน คุณภาพของน้ำที่ใช้ การคอยเก็บใบที่เน่าเสียออกไป รวมไปถึงจำนวนผู้ค้าที่เพิ่มสูงขึ้นและราคาที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นต้องดับหมด ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงหมด ความรู้จักทุกข์จะทำให้เกิดความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) โดยฉลาดรู้ถูกต้องและเพียรชอบโดยปฏิบัติอยู่เนืองๆ สามารถปฏิบัติให้ไปถึงใจด้วยการรักษาศีลไว้เนืองๆ ศีลจึงทำให้สวนพลูงาม

          ตลาดค้าหมากพลูเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง พลูจะขายกันเป็นปิ๊ก (ถุง) ปิ๊กละ 3 ชั้นมีใบพลูอยู่ 60 ใบ ในราคา 10,000 จั๊ด แต่ละวันจะขายได้ 10 ปิ๊ก ราคาพลูขึ้นลงตามราคาตลาด ในแต่ละวันราคาจะไม่เท่ากัน หมากก็ขายดีเหมือนกับพลู เวลาเลือกซื้อต้องเลือกลูกที่นำมาเคาะกันแล้วมีเสียงกังวาน

          พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจากหมู่บ้านต่างๆ ในชนบทพากันเดินทางมาหาซื้อหมากพลูเพื่อนำไปขายต่อที่หมู่บ้าน ที่ร้านมีลูกค้าประจำวันละ 5 – 6 คน โดยซื้อคนละ 10 ปิ๊ก การซื้อต้องเลือกพลูทีละใบโดยเป็นใบที่มีขนาดเล็กและนุ่ม สีสวย พลูสามารถเก็บไว้ขายได้ 3 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน การเก็บต้องคอยเก็บใบที่เสียทิ้งไป หมั่นรดน้ำสเปรย์ แล้วคลุมไว้ด้วยใบกล้วย

          คุณภาพของพลูที่ใช้จะจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อและเป็นลูกค้าประจำ ดังนั้น การพิจารณาอย่างแยบคายโดยเลือกพลูทีละใบจึงเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะการงานที่กระทำก็จัดเป็นกรรมอย่างหนึ่ง ความเผอเรอหรือ “กตัตากรรม” หรือ กรรมที่สักแต่ว่าทำ แม้มิได้เจตนา โดยความประมาทเลินเล่อเผลอเพลิน หากพลาดพลั้งไปก็มีโทษได้เหมือนกัน ปรากฏอยู่ในรูปของค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์

          ร้านของนาง ดอ เค มา ซวย มีกำไรจากการขายพลู 2,000 จั๊ดต่อ 1 ปิ๊ก หรือวันละ 20,000 จั๊ด (70 บาท) เดือนละ 600,000 จั๊ด (2,100 บาท) ขณะที่ลูกหมากสดจะได้กำไร 2,500 จั๊ดต่อ 1 ปิ๊ก

          ร้านค้าคำหมากมีอยู่มากมายในเมียนมาร์ โดยเฉพาะศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่ง ร้านโกยยาไซด์ขายคำหมากอยู่ที่ท่ารถหน้าตลาดคว้านจางกูซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ของเมืองมัณฑะเลย์ ในพื้นที่เล็กๆ มีร้านค้าหมากเกือบ 10 ร้านอยู่ติดกัน

          นางเหมียวเหมี่ยวขายคำหมากมาได้ 8 เดือนเพราะคำหมากเป็นที่นิยม วิธีการทำนั้นง่ายเพียงเอาใบพลูมาทาด้วยปูนแล้วใส่หมากและเครื่องปรุงรสชาติต่างๆ ลงไป พับเป็นคำ ใส่ถุงพลาสติกขาย โดยกลัดไว้ด้วยไม้กลัดอย่างดี แต่ละถุงบรรจุคำหมากไว้ 2 คำและจะขายในราคา 50 จั๊ด รายได้ต่อวัน 8,000 – 11,000 จั๊ด โดยเป็นกำไรประมาณ 3,000 – 4,000 จั๊ด (150 – 200 บาท) ร้านจะเปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม

          ต้นทุนการขายส่วนใหญ่เป็นค่าใบพลู โดยซื้อมาใบละ 4 จั๊ด ส่วนประกอบที่เหลือสามารถใช้ได้หลายครั้งกว่าจะหมด ปูนขาวซื้อมาในราคา 1,000 จั๊ด ลูกหมากกิโลกรัมละ 3,500 จั๊ด กลิ่นปรุงต่างๆ 600 จั๊ด ยาสูบ 2,800 จั๊ด ถุงพลาสติก 350 จั๊ด และไม้กลัด (200 อัน) 50 จั๊ด

          ดังนั้นเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องพลูจึงเป็นการสอนให้คนรู้จักความเพียร การรักษาศีล 5 การรู้จักวิปริณามทุกข์ และกตัตากรรม ซึ่งทำให้คนในสังคมเกิดความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ร่วมกัน

อ่านทั้งหมด 7274 คน

BACK