ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

suanpak

       สวนผักของเวียดนามเติบโตขึ้นตามขนาดของ “เมืองโตเดี่ยว (Primate City)” ที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะที่โฮจิมินห์ ประชากรจากชนบทอพยพย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในโฮจิมินห์มากกว่าร้อยละ ๗ ต่อปี ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ มีประชากรจำนวน ๗.๕๒๑ ล้านคน การเติบโตของจำนวนประชากรทั้งประเทศประมาณร้อยละ ๒ ต่อปี ความหนาแน่นของประชากรในโฮจิมินห์โดยเฉลี่ย ๔๐,๐๐๐ คนต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่กรุงเทพมีความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ย ๓,๖๓๔ คนต่อตารางกิโลเมตร

       จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงอุปสงค์ผักที่เพิ่มขึ้น (๑,๒๐๐ ตันต่อวัน) และตลาดสินค้าบริโภคขนาดใหญ่ สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แหล่งผลิตที่สำคัญกลายเป็นสวนผักเล็กๆ ในพื้นที่น้อยกว่า ๑ ไร่ของชาวสวนผักที่อยู่รายรอบโฮจิมินห์ แม้สวนผักจะมีขนาดเล็กแต่มีกำลังการผลิตมหาศาล ความสามารถในการปลูกผักให้งามเป็นผลมาจากวิถีการผลิตแบบพึ่งตนเองของคนเวียดนามใต้ ทำให้สวนผักของชาวเวียดนามกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

       ก่อนปี ๑๙๘๐ ช่วงหลังสงครามที่ต้องเผชิญกับความอดอยากและการเสียชีวิตเนื่องจากขาดอาหาร ผู้คนไม่มีข้าวกินเพียงพอเลยต้องกินข้าวผสมกับผักและหน่อไม้ เวลาหุงข้าวจะต้องผสมกับ “บอบอ” ลงไป ข้าวจะกินคู่กับผัก ถ้าไม่มีอะไรกินอย่างน้อยก็มีผักกิน ผักสดกินกับเกลือที่นำมาละลายน้ำใช้จิ้มกับผัก ดังนั้นการปลูกผักจึงเป็นเป็นความมั่นคงทางอาหารและเป็นองค์ความรู้ในชีวิตจริงของคนเวียดนาม แต่ละครอบครัวต้องสอนลูกหลานให้รู้จักผักและรู้วิธีปลูกผักให้งาม เด็กทุกคนจะต้องช่วยพ่อแม่ขุดดินเพื่อปลูกผักสวนครัวตั้งแต่อายุยังน้อย พระในวัดยังต้องปลูกข้าวปลูกผักกินเอง โดยพระต้องช่วยตัดหญ้า ดำนา เกี่ยวข้าว ตากข้าวและฝัดข้าวเหมือนกับฆราวาส เพราะข้าวและผักที่ปลูกได้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของวัด

 

sp1
สวนผักพอเพียงเลี้ยงเมืองโตเดี่ยว

       กรณีศึกษาเรื่องสวนผักพอเพียงเลี้ยงเมืองโตเดี่ยวต้องการแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาตนเองไม่ใช่แนวคิดเชิงเดี่ยวที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวมกันเป็นหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการพัฒนาชีวิตเพื่อเปิดโอกาสให้คนเข้าไปเรียนรู้ทั้งสัจธรรม (ความจริง) และจริยธรรม (ความงาม และความงามในที่นี้เป็นความงามที่ไม่มีความเศร้าหมอง) บนหลักแห่งความพอดี ด้วยเทคโนโลยีที่อยู่ภายในตัวหรือศิลปวิทยาการ ซึ่งจะเป็นเครื่องอยู่ภายในตน ที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในระยะยาวต่อไป จนเกิดการสะสมความรู้และพฤติกรรมที่ดีงามจะช่วยพัฒนาจิตสำนึกใหม่แห่งความหลุดพ้น ที่คิดไกลขึ้นกว่าแค่ตัวตน สู่เพื่อนมนุษย์และสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลกัน

       การเรียนรู้สัจธรรมยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยเฉพาะบริบททางเศรษฐกิจของประเทศและวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ หากคนยังไม่มีตำแหน่งแห่งที่ในระบบเศรษฐกิจ

       การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้เปิดโอกาสให้คนและชุมชนออกมาแสดงตัวตนในพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้มีการผลิตสินค้าและบริการเกิดขึ้นมาก ในกรณีของเวียดนามคือผัก และนวัตกรรมการทำสวนผักขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ

สวนผักพอเพียง

      การปลูกผักของเกษตรกรรายเล็กกลายเป็นพื้นที่สีเขียว (Green belt) ของเมืองคิดเป็นร้อยละ ๓๒ หรือประมาณ ๖๘๖,๙๒๐ ตารางกิโลเมตร จากพื้นที่เมืองทั้งหมด ๒,๐๙๕,๒๓๙ ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่อยู่ที่ เกิ่งเหย่อ กู๋จี เบิ่นถัน ถูดึก ฮกโมง และหงาไบ๋ แหล่งปลูกผักขนาดใหญ่ของประเทศ

      หลังจากเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ปริมาณการส่งออกผักไปขายยังต่างประเทศของเวียดนามก็เพิ่มขึ้นมากขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ การส่งออกผักและผลไม้เติบโตถึง ๒ เท่า จากร้อยละ ๑๗.๙๕ เป็นร้อยละ ๓๕.๓ ผักและผลไม้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญลำดับที่ ๕ รองจากข้าว กาแฟ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพริกไทย

      เม็ดมะม่วงหิมพานต์ส่วนมากปลูกทางภาคเหนือและภาคกลางเพราะมักขึ้นตามพื้นที่สูง เป็นภูเขา ขึ้นง่ายในดินทุกประเภท ส่วนพริกไทยผลิตมากที่จังหวัดดั๊กลัก ลัมดอง เพราะมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากในภาคกลางทางทิศตะวันตก ชนกลุ่มน้อยนิยมปลูกพริกไทย กาแฟ และเลี้ยงช้าง ช้างใช้แทนพาหนะในงานแห่ขบวนขันหมากงานแต่งงาน

      ตลาดส่งออกผักที่มีชื่อเสียงคือ “ตลาดเจอเด่าโม้ย” ของอำเภอฮกโมง เพราะฮกโมงเป็นอยู่กลางโฮจิมินห์ สามารถส่งสินค้าออกไปขายทางเรือได้ไกลถึงสิงคโปร์ ไทย ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ฮกโมงจึงเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายและส่งออกผักไปต่างประเทศ

ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศตลอดช่วง ๔ – ๕ ปีที่ผ่านมาทำให้มีต่างชาติเข้ามาลงทุนทำสวนผักมากขึ้นในรูปสหกรณ์ฟาร์มผัก เป็นการลงทุนข้ามชาติของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นกับรัฐบาลเวียดนาม โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาปลูกและร่วมกันดูแลในบริเวณที่รัฐจัดสรรไว้ให้ นอกจากนี้ยังมีศูนย์การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและผัก รวมทั้งวิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่การลงทุนขนาดใหญ่กลับไม่ได้ผลมากนักเพราะการบริหารจัดการยังไม่ดีพอ และผักมีอายุสั้นไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน อุปทานของผักในปริมาณมากหากส่งขายไม่ทันก็จะทำให้เกิดความเสียหายมากด้วยเช่นกัน ผักจากสวนผักขนาดเล็กที่สดและคุณภาพดีกว่าจึงครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากกว่าผักที่ได้มาจากสวนผักที่ปลูกในรูปของสหกรณ์

      ผักบางส่วนยังได้มาจากผักสวนครัวที่ปลูกในครัวเรือนที่อยู่ในเขตชานเมืองหรือชนบทติดต่อกับเมือง ผักจากสวนผักของเกษตรกรรายเล็กและผักสวนครัวที่ป้อนสู่ตลาดท้องถิ่นและตลาดค้าส่งในเมืองเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ

      เวียดนามอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง (Economics in Transition) มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น ในกรณีการศึกษาชุมชนฝามวังโจ๋ย (๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๖) ชุมชนชนบทขนาดเล็กของเวียดนาม (มีบ้านเรือนตั้งอยู่ประมาณ ๑,๕๐๐ หลัง ประชากรประมาณ ๔,๕๐๐ คน) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีการลงทุนขนาดใหญ่โดยนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นร่วมกับรัฐบาลเวียดนามเพื่อปลูกผักส่งขายในโฮจิมินห์และส่งออก ทำให้มีแรงงานจำนวนมากเดินทางมาทำงานในพื้นที่ รวมทั้งมีนักลงทุนท้องถิ่นมาเช่าที่ดินเพื่อปลูกผักแล้วส่งขายเอง

      พื้นที่แถบนี้เดิมเป็นพื้นที่ป่า ไม่มีบ้านคน เมื่อโฮจิมินห์ขยายตัวเพื่อรองรับแรงงานอพยพจำนวนมากจากทั่วประเทศ คนจึงมาหาพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อทำมาหากิน เพราะราคาที่ดินยังไม่แพง ขนาดพื้นที่ ๒๕ เมตร ยาว ๕๐ เมตรมีราคาโดยประมาณ ๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐ – ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอง (๑,๐๐๐,๐๐๐ – ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท) โดยเริ่มจากการปลูกยาง ต่อมาจึงขยายมาปลูกอ้อยและเผือก ต่อมาก็มีการปลูกผัก เพราะผักขายได้ราคาดีกว่าและใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้นกว่า

      คนเวียดนามนิยมกินน้ำอ้อย มีราคาถูกกว่าน้ำหวานประเภทอื่นเพราะมีอยู่ทุกบ้านเป็นหนึ่งในพืชสวนครัว น้ำอ้อยยังนำมาใช้ทำน้ำตาล เครื่องหีบน้ำอ้อยจะคั้นน้ำอ้อยจนเปลือกขาวเกือบ ๑๐ ครั้ง หีบน้ำอ้อยครั้งแรกเพื่อทำให้เป็นแผ่น จากนั้นนำมาหีบอีกครั้งแล้วใส่มะนาวที่ตัดหัวด้านบนออก ใส่มะนาวไปกับอ้อยทั้งลูกจะทำให้น้ำอ้อยมีรสชาติอมเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมของเปลือกมะนาว กินกับน้ำแข็งลงไปนิดหน่อย น้ำอ้อยยังใช้เป็นยาแก้ไอเรียกว่า “จึ๋ย ฮอ โด เหยียก” เปลือกอ้อยไม่ได้ทิ้ง นำไปให้ควายกินต่อเป็นของหวานสำหรับควาย ส่วนเผือกนำไปทำขนมเพราะเผือกมีน้ำตาลเยอะ และทำเต้าหู้เผือก

      คนในชุมชนอาศัยทำงานในศูนย์ปลูกผักที่รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมลงทุนกับรัฐบาลเวียดนาม บางส่วนก็เป็นคนงานกรีดยางในสวนยาง (ส่วนใหญ่ รัฐบาลนำนักโทษจากคุกต่างๆ ไปช่วยกรีดยาง เพราะสวนยางยังเป็นของรัฐบาล) คนส่วนน้อยเลือกที่จะเปิดร้านขายของ (ประมาณร้อยละ ๓) ขณะที่คนส่วนใหญ่เดินทางไปทำงานในโรงงานที่ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมต่างๆ รอบๆ เมืองโฮจิมินห์ในรัศมี ๑๕ กิโลเมตร

อาชีพปลูกผักกลายเป็นอาชีพเสริมที่สำคัญของคนงานในโรงงาน ตามบ้านเรือนจึงมีการปลูกผักในพื้นที่ว่างเพื่อขายให้กับร้านค้าผักในหมู่บ้าน หรือส่งไปขายต่อในเมืองโฮจิมินห์ก่อนเดินทางไปทำงานในโรงงานในช่วงเช้าตรู่ (ตี ๕) ผักที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นแตงกวา ถั่ว กระเจี๊ยบและผักบุ้ง

ชาวสวนผักพอเพียง

      สวนผักที่ใช้เป็นกรณีศึกษานี้เป็นของนายเล วัง ต๊วน อายุ ๔๒ ปี ปลูกผักวิถีโบราณมาได้ ๗ ปี ในพื้นที่ ๑ ไร่ ที่ตำบลหีบถั่น อำเภอฮกโมง จังหวัดโฮจิมินห์ อยู่ห่างจากตัวเมืองโฮจิมินห์ไปประมาณ ๓๐ กิโลเมตร นายเล วัง ต๋วน นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัดและใช้หลักสัมมาอาชีวะเป็นหลักในการประกอบอาชีพ สัมมาอาชีวะคือการปลูกผักเลี้ยงชีพทำให้ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

 

sp2
การเก็บข้อมูลภาคสนามและทำผังสวนผักกับเกษตรกรชาวสวนผัก

      ผักเป็นแหล่งวิตามินที่สำคัญของคนเวียดนาม โดยเฉพาะวิตามินเอ ผักที่เป็นที่นิยมของชาวเวียดนามจึงเป็น “ผักบุ้ง” ราชาแห่งผัก เป็นของดีที่คนมีฐานะนิยมกินกัน ผักบุ้งอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนช่วยป้องกันมะเร็งและบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กและเกลือแร่ช่วยบำรุงเลือดลม มีแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน กากใยอาหารของผักบุ้งยังช่วยระบบการขับถ่าย ใช้เป็นยาแก้เบาหวาน ส่วนคนไทยใช้ผักบุ้งเป็นยาถอนพิษแก้เมาได้ผลชะวัด สวนผักแทบทุกแห่งจึงนิยมปลูกผักบุ้งเป็นหลัก ผักบุ้งนำมาขายเป็นมัด มัดหนึ่งหนัก ๒.๕ กิโลกรัม ราคาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ดอง (๓๐ บาท) แปลงหนึ่งจะปลูกผักบุ้งได้ ๓๐ ถึง ๔๐ กิโลกรัม

sp3
ผักบุ้ง ราชาผักของคนเวียดนาม

      นอกจากผักบุ้งแล้ว สวนผักของนายเล วัง ต๊วนยังมีผักกาดขาว (สลั้ด) ผักปั๋ง (หม่องเตย) ผักโขมเวียดนาม (เลาเยิน) ใบฟักทอง (ดอกบึ๋ย) และผักสลัดน้ำ (สลั้ดซอง)

      ผักโขมเวียดนามเป็นผักที่คนนิยมกินมากที่สุด ขายอยู่ในร้านอาหารทุกแห่งเพราะช่วยแก้โรคมะเร็ง ลดอาการร้อนใน รักษาสมดุลในร่างกาย รักษาอาการตาแดง หรือจะใช้ปะคบปากแผลที่ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อยเช่น งูหรือตะขาบ เป็นภูมิของคนเวียดนามโบราณ ผักโขมของเวียดนามยังใช้กินสดๆ กับข้าวต้มช่วยบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และคนชรา ผักโขมมีรสหวานกินกับข้าวต้มไม่ต้องใส่น้ำตาล แต่ถ้ากินมากไปก็อาจทำให้แท้งลูกได้

      คนเวียดนามเชื่อว่า กินผักบุ้งจะช่วยทำให้แข็งแรง แก้โรคต่างๆ ได้ ส่วนผักกาดขาวจะทำให้คนหน้าตาอ่อนกว่าวัยและมีผิวพรรณดี “เลาเยิน” ช่วยบำรุงเลือดลม ใบฟักทองนำไปห่อเนื้อหมูแล้วนึ่งกินเป็นอาหารชั้นสูงมีราคาแพงสำหรับคนเวียดนาม ส่วนผักสลัดน้ำเอาไปวางรองเนื้อวัวที่ปรุงแล้ว หรือเอาไปต้มจืดกุ้ง ผักสลัดน้ำใช้ออกงานใหญ่ๆ เช่นงานแต่งงาน ส่วนมากในงานแต่งจะใช้ผักสลัดน้ำกินกับหมูกระทะ

      เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกผักแตกต่างกันประมาณ ๓ – ๘ ชนิด ใน ๖ ประเภททั้งผักกินใบ ผักกินหัว พืชตระกูลถั่ว ผักที่กินเป็นผลไม้ ผักตระกูลแตง ผักกินราก และผักที่มีกลิ่นหอม ชาวเวียดนามจะนิยมปลูกผักกินใบและผักกินหัวเป็นหลัก (มากกว่าร้อยละ ๗๐)

การออกแบบสวนผัก

      การกางมุ้ง การออกแบบพื้นที่ คูระบายน้ำ การรดน้ำและปุ๋ยเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกผัก การกางมุ้งเป็นงานที่มีความสำคัญที่สุด ต้องทำเป็นอย่างแรกเพราะช่วยกันแดดเวลาทำงาน แล้วจึงเริ่มปรับพื้นที่ ขุดแปลงปลูก ขยายต่อไปเรื่อยๆ การกางมุ้งคลุมทั้งพื้นที่ยังช่วยรักษาต้นผักที่ปลูกในช่วงแรก ขณะปรับพื้นที่ เวลาเก็บผัก ลำต้นและที่ปลายใบจะได้ไม่หัก ขนาดพื้นที่ต้องไม่ใหญ่เกินกำลัง ทำให้สามารถดูแลเอาใจใส่ได้อย่างทั่วถึง การทำนาผักจะทำตามกำลังและความสามารถของชาวสวนผัก ไม่มีการจ้างคนงานเสริม คูระบายน้ำจะทำให้นาดินได้น้ำทั่วทุกพื้นที่ การรดน้ำโดยฉีดเป็นฝอยและปุ๋ยจะทำให้ผักงาม


กางมุ้งสองชั้น

      มุ้งคือตาข่ายไนลอนที่มีความทนทาน ช่วยกันแดดที่ร้อนแรงเวลาทำงาน ทำให้ผักได้แสงแดดรำไร มุ้งยังช่วยกันแมลง กันลมและกันฝน ถ้าฝนตกหนัก มุ้งตาข่าย ๒ ชั้นที่ใช้คลุมทั้งพื้นที่และคลุมในแปลงที่ดำแล้วจะช่วยกรองน้ำฝนให้กลายเป็นหยดน้ำพรมยอดผักทำให้ต้นไม่หัก ทำให้ผักโตเสมอกัน

sp4
มุ้งชั้นที่ ๑ กางคลุมไว้ทั้งพื้นที่

sp5
มุ้งชั้นที่ ๒ คลุมแปลงผักที่เพิ่งปักดำเพื่อกันแดดและกันฝนอีกชั้น

การออกแบบพื้นที่

      พื้นที่ขนาด ๑๗๐ x ๓๐ เมตร ล้อมรอบด้วยคูน้ำเพื่อรองรับน้ำฝนที่ไหลลงมาเมื่อฝนตก ขนาดแปลงผักของชาวเวียดนามแบ่งเป็น ๒ ขนาด แปลงผักจะแบ่งออกเป็นแปลงหว่านและแปลงดำ แปลงหว่านเมื่อหว่านเมล็ดผักแล้วก็หว่านปุ๋ยตามลงไปคลุมด้วยมุ้ง ขนาดแปลงที่ใหญ่จะกว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๒ เมตร แปลงหนึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ ๘๐ กิโลกรัม ส่วนแปลงเล็กกว้าง ๑ เมตร ยาว ๘ เมตร ได้ผลผลิตประมาณ ๔๐ กิโลกรัม

      เทคนิคในการยกแปลงใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับชนิดของดิน (ปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในดิน ถ้าดินตรงไหนมีปุ๋ยดี ก็จะทำเป็นแปลงใหญ่ ดินที่มีปุ๋ยดี หญ้าจะงามเป็นสีเขียว แต่ถ้าดินไม่ดีหญ้าจะมีสีเหลือง ต้องบำรุงปุ๋ย) และขนาดพื้นที่ ถ้ามีที่แคบจะยกแปลงปลูกกล้าผัก แล้วถอนไปดำในแปลงใหญ่

      ระบบการทำแปลงผักของชาวเวียดนามส่วนใหญ่จะเป็นการทำแบบแปลงคู่ เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการเวลาในการเก็บผัก ทำให้เก็บได้เร็วขึ้น และลดความเสียหายจากการเก็บ

sp6
การทำแปลงหว่านแบบแปลงคู่

      ระหว่างแปลงเล็กจะแบ่งพื้นที่ไว้ประมาณ ๒๐ เซนติเมตร พอแค่เดินได้ ช่วยประหยัดพื้นที่ พื้นที่ระหว่างแปลงใหญ่ที่อยู่ติดกันจะมีการขุดคลองย่อยๆ ขนาด ๕๐ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๔๐ เซนติเมตรและยกคันดินขึ้นอีก ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร เพื่อใช้รดน้ำ

      หัวใจสำคัญของแปลงผักคือการใช้พื้นที่ที่เหลือให้เป็นประโยชน์ ชาวสวนผักที่เวียดนามจะใช้พื้นที่ว่างเพื่อเพาะพันธุ์ผัก แปลงผักที่มีขนาดเล็กจึงต้องหมั่นบำรุงด้วยปุ๋ยอยู่ตลอด แต่ถ้าแปลงผักที่มีขนาดใหญ่สามารถพักได้เป็นช่วงๆ โดยไล่ไปในแต่ละแปลง การปลูกผักแบบหมุนเวียนเปลี่ยนสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ และการพักดินเป็นเทคนิคสำคัญในการบำรุงดินของชาวเวียดนาม

คูระบายน้ำ

sp7
คูน้ำรอบนาผัก การปรับระดับให้ต่างกันช่วยทำให้น้ำไหลเวียนรอบพื้นที่อยู่ตลอด

sp8

คูน้ำกลางสวนผัก

      คูน้ำมีการปรับระดับเพื่อให้น้ำไหลเวียนได้รอบๆ โดยด้านหนึ่งลึก ๔๐ เซนติเมตร และอีกด้านที่กันไว้สำหรับระบายน้ำออกลึก ๗๐ เซนติเมตร น้ำที่ไหลเวียนรอบๆ แปลงผักจะทำช่วยระบายน้ำออกจากแปลงผักอย่างรวดเร็วหลังการรดน้ำ ทำให้ผักไม่เน่าเสีย

      คูน้ำล้อมรอบสวนผักจะต่อกับร่องน้ำใหญ่ที่อยู่ในสวนผักอีก ๓ เส้น ระดับความลึกของคูน้ำทำให้น้ำสามารถไหลไปตามร่องน้ำต่างๆ โดยเฉพาะร่องน้ำตรงกลางพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ เอาไว้รดน้ำผักที่อยู่ในแปลงใหญ่ที่ดำผักไว้แล้ว น้ำที่เหลือใช้จะไหลออกจากแปลงผักไปออกที่คลองซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐ เมตร ถ้าเกิดน้ำท่วมก็ต้องรีบสูบน้ำออกทันทีด้วยเครื่องสูบน้ำ ที่แปลงผักยังมีแหล่งน้ำบาดาลอีก ๒ แห่ง คือที่หัวนาและกลางนา เป็นแหล่งน้ำสำรอง ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำทำให้ผักงามดี

การรดน้ำ

      ที่แปลงผักจะรดน้ำ ๒ ครั้งต่อวัน ถ้าร้อนจัด ๓ ครั้งต่อวัน น้ำที่ใช้มาจากน้ำบาดาลเป็นหลัก การรดน้ำจะไม่ฉีดน้ำแรงๆ เพราะผักมีรากไม่แข็งแรง ถ้าน้ำแรงไปจะทำให้ต้นล้มเสียหาย ชาวสวนผักที่เวียดนามจึงใช้ระบบน้ำฝอยหรือ Sprinkle เพื่อให้รดให้เสมอและทั่วถึงกัน การทำน้ำฝักบัวจะเจาะขวดพลาสติกต่อกับสายยางแล้วฉีดพ่นไปที่แปลงผัก

การทำปุ๋ยขี้ไก่

      ดินที่มีปุ๋ยดีจะทำให้ปลูกผักงาม องค์ความรู้เรื่องปุ๋ยได้มาจากประสบการณ์ในการทำนา ชาวเวียดนามทำนาด้วยปุ๋ยขี้วัว ขี้ควายและขี้ไก่ พอมาทำนาผักจึงได้นำความรู้เรื่องการทำปุ๋ยขี้ไก่มาใช้

      นำขี้ไก่มาผสมกับเปลือกข้าวในสัดส่วนที่เท่ากัน ขี้ไก่ ๑ กระสอบก็ใช้เปลือกข้าว ๑ กระสอบ ขี้ไก่ได้มาจากโรงงานเลี้ยงไก่ มีแม่ค้าไปซื้อต่อแล้วนำมาขายให้ถึงสวนผักในราคากระสอบละ ๘๐ บาท (ถ้าผสมมาแล้วจะขายในราคา ๒๐,๐๐๐ ดองหรือประมาณ ๓๐ บาท) จากนั้นนำมาหมักโดยคลุมพลาสติกไว้ให้ทั่วกองปุ๋ย ทิ้งไว้ ๑ เดือน แดดที่แรงและฝนอันชุ่มชื้นของเวียดนามจะช่วยย่อยเปลือกข้าวจนหมด

 

 

sp9
การหมักปุ๋ยขี้ไก่

      จากนั้นนำไปปั่นอีกครั้งให้ละเอียดเป็นปุ๋ย แปลงไหนที่ต้องการปุ๋ยบำรุงดินก็ให้นำปุ๋ยขี้ไก่หมักนี้ไปผสมกับดินให้เข้ากัน  ที่นา ๑ ไร่ใช้ปุ๋ยประมาณ ๑๐ – ๑๕ กิโลกรัมต่อการปลูก ๑ ครั้ง หรือประมาณ ๑๘ วัน

      รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมให้มีการทำสวนผักออร์แกนิคโดยได้อบรมในเรื่องต่างๆ เพื่อลดการใช้ยาฆ่าแมลง สอนเทคนิคในการเพิ่มผลผลิต วิธีการปลูกที่จะทำให้ได้ผลดีและได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น การป้องกันโรคในผัก เป็นต้น

      ผักมีราคาขายคิดต่อกิโลกรัม คือ ๑๐,๐๐๐ ดอง (๑๕ บาท) ถ้าวันไหนได้ผักน้อยก็จะต้องลดราคาลงมาเหลือแค่ ๕,๐๐๐ ดอง เพราะมีอำนาจต่อรองน้อย ราคาตลาดถูกกำหนดจากปริมาณขายในแต่ละวัน ต่อวันจะขายได้ ๒๐๐ ถึง ๓๐๐ กิโลกรัม หรือประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ดอง (๑,๐๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาท) กำไรคิดเป็นครึ่งหนึ่งประมาณ ๓๐๐ ถึง ๖๐๐ บาท

      จะได้กำไรหรือไม่อยู่ที่ปุ๋ย เพราะค่าปุ๋ยเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการทำนาผัก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ต้องใช้คู่กับปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยขี้ไก่) สัดส่วนในการใช้ปุ๋ยเคมีน้อยมากไม่ถึง ๑ กิโลกรัมต่อแปลง ปุ๋ยเคมีที่สำคัญคือ “ด่ามเตียม” ราคา ๒๐,๐๐๐ ดอง (๓๐ บาท) ต่อกิโลกรัม ถ้า “ด่ามจั๊ง” ราคาจะอยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ดอง (๑๕ บาท) ต่อกิโลกรัม ส่วนปุ๋ยขี้ไก่ในแต่ละปีจะใช้ประมาณ ๙ ถึง ๑๑ ตัน รถไถเดินตามสำหรับพรวนดินมีราคา ๖,๐๐๐ บาท

การอบดินและการบำรุงดิน

      หลังจากที่ถอนผักไปขายแล้วให้เอาต้นที่เสียหรือไม่สมบูรณ์มาตากคลุมดิน ใช้บำรุงดินต่อ ถ้าฝนตกลงมา ปุ๋ยที่ยังค้างอยู่ในแปลงจะไม่ไหลออกไป ผักคลุมดินยังช่วยป้องกันวัชพืชฉวยโอกาสไม่ให้งอกขึ้นมาหลังการเก็บเกี่ยว

      จากนั้นคลุมด้วยพลาสติกไว้ ๑๕ วัน ถึง ๓๐ วันเพื่อทำลายวัชพืช พลาสติกที่คลุมไว้จะทำให้ดินมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้หญ้าเติบโตขึ้นมาไม่ได้

      หลังจาก ๑ เดือนก็เริ่มไถพรวนดิน โดยผสมปุ๋ยขี้ไก่หมักกับเปลือกข้าวลงไป ต่อแปลงจะใช้ปุ๋ยขี้ไก่ประมาณ ๑๕ กิโลกรัม ใส่ปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำให้ดินและปุ๋ยผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ตากไว้อีก ๑ วัน หรือคลุมผ้าพลาสติกต่อถ้ายังไม่ได้ทำนาที่แปลงนั้น การคลุมผ้าพลาสติกในแปลงที่ผสมปุ๋ยแล้วจะช่วยกันไม่ให้ปุ๋ยไหลลงมาได้อีกทาง

 

sp10
อบดินด้วยเศษผักที่เหลือ

sp11
อบดินด้วยพลาสติกเพื่อทำลายวัชพืช

sp12
อบเมล็ดและปุ๋ยด้วยมุ้งตาข่าย

      จากนั้นหว่านเมล็ดผักลงไป คลุมด้วยมุ้งอีกชั้นกันแมลงมาอาศัยกินปุ๋ยหรือเมล็ดผักในดินที่มีรสชาติหวาน เวลาฝนตกยังช่วยกันไม่ให้ปุ๋ยไหลออกจากแปลง มุ้งจึงต้องคลุมไว้ในแปลงหว่านกระทั่งงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนจึงค่อยยกมุ้งขึ้นให้สูงประมาณ ๑ ฟุต

      ผักที่โตขึ้นมาในแปลงหว่านจะขึ้นติดกันทำให้ต้นเล็กและใบไม่ใหญ่ ชาวนาผักที่เวียดนามจึงต้องถอนต้นอ่อนไปดำต่อที่แปลงดำอีก ๒ – ๓ แปลง การขยายพื้นที่ให้ผักเปิดโอกาสให้ผักได้รับน้ำฝนเต็มที่ และได้รับแสงแดดตั้งแต่โคนต้นถึงปลายยอด การดำผักยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องหนอนหรือศัตรูพืชที่แฝงมาอยู่ในผักที่ขึ้นติดๆ กัน เพราะมาอาศัยน้ำที่ขังอยู่ตามใบผัก การดำผักเป็นไล่แมลงอีกทางหนึ่ง แปลงผักสำหรับดำจึงให้ผลผลิตประมาณ ๙ – ๑๑ ตัน

นโยบายการปลูกผัก

      สวนผักในพื้นที่เล็กๆ ของชาวเวียดนามคือหัวใจของนโยบายทางด้านการเกษตร เพราะหมายถึงการมีงานทำ เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ แหล่งเงินออม เป็นแหล่งที่นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ และเป็นความมั่นคงทางอาหาร

      หลังจากการผลิตแบบรวมศูนย์ รัฐบาลเวียดนามจึงได้กระจายอำนาจในการผลิตให้กับเกษตรกรรายย่อย แต่ที่ดินในการปลูกผักยังคงเป็นของรัฐ โดยขยายเวลาในสัญญาเช่าเป็น ๑๕ ปี เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ต่อมาจึงมีการพิจารณาอนุญาตให้สามารถซื้อขายที่ดินที่ครอบครองนั้นได้ภายใต้การกำกับของรัฐ โดยออกเป็นเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน (Land use right certificate) คล้ายกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ นส. ๓ ของไทย

      ในปัจจุบัน รัฐบาลประเทศเวียดนามหันไปเน้นเรื่องการตลาดมากขึ้น เพื่อขยายตลาดผักของเวียดนาม รวมทั้งให้ความรู้ในการบำรุงดิน การปรับปรุงพันธุ์ และการใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลทางการตลาดและทักษะทางการตลาดของเกษตรกรยังมีอยู่จำกัด การปลูกผักของเกษตรกรรายย่อยของเวียดนามจัดเป็นเศรษฐกิจชายขอบ (Marginalization) ที่มีปริมาณผลผลิตต่อสวนในจำนวนไม่มากนัก ทำให้ไม่เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) ดังนั้นชาวสวนผักจึงเปลี่ยนวิธีการปลูกโดยหันมาปลูกผักหลายประเภทมากขึ้น

      การปลูกผักจะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ในกรณีของนายเล วัง ต๋วน จะปลูกสีผักเขียวเช่นผักบุ้งเป็นหลัก ต่อมาก็ขยายมาปลูกผักอย่างอื่นร่วมด้วย

คติธรรมแห่งการพึ่งพาตนเอง

      แรงบันดาลใจในการทำสวนผักของนายเล วัง ต๋วนทำให้ทราบว่า เกษตรกรรมเพื่อชีวิตช่วยสร้างความรู้ และความรู้นี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์อันยาวนานและความเพียร กระทั่งเข้าถึงวัฏจักรของกระบวนการเหตุและผล ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การปลูกผักต้องใช้ฝีมือ ความเพียร (วิริยะ) ความพยายามและความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ

      ความเพียรเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้คนไม่ประมาทในชีวิต นายเล วัง ต๋วนได้แสดงให้คนรู้ถึงคุณค่าของความเพียรในส่วนที่เรียกว่า “ภาวนาปธาน” หรือความเพียรในการสร้างสรรค์ความดีที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้นกับตน หรือเพียรในการสร้างสิ่งดีๆ ที่ยังไม่ได้สร้าง

      เวลาในการทำงานเพื่อการพัฒนาที่ยาวนานช่วยฝึกขันติ ขันติคือธรรมที่ทำให้คนดูงดงาม เกิดพลังความสามารถที่จะทนต่อความลำบาก โลภ โกรธ หลง มีจิตใจ เข้มแข็งที่จะทำความดี และสามารถควบคุมตนเองมิให้ทำชั่ว สามารถสั่งสมพฤติกรรมการทำดีให้เกิดเป็นความคุ้นชิน

      การสร้างความเพียรและขันติธรรมโดยใช้เกษตรกรรมเพื่อชีวิตจะช่วยพัฒนาคน จากคนธรรมดามาเป็นคนที่อดทน เป็นคนที่พัฒนาแล้ว

 

 

sp13
เถียงนาของชาวเวียดนามที่อาศัยกินนอนบนแปลเพื่อดูแลแปลงผักตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

 

อ่านทั้งหมด 1660 คน

BACK