theoryroot

          การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ใช้ทฤษฎีฐานราก หรือที่เรียกว่า “Grounded Theory” ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะกับเรื่องที่ยังไม่มีการศึกษาไว้มากนัก เพื่อขยายความรู้ความเข้าใจในเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศอาเซียน ที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศและความเป็นสมัยใหม่ ปรากฏการณ์ใหม่ที่ ๑๐ ประเทศเผชิญร่วมกัน

          การสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างมีคุณภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นผู้สัมภาษณ์ต้องมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์สูง ขณะเดียวกัน ผู้สัมภาษณ์ก็ต้องมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกไปพร้อมๆ กัน เพราะข้อมูลในการวิจัยจะถูกสร้างขึ้นมาโดยการสัมภาษณ์โดยตรง (Direct interview) เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและคำถามจากผู้ให้สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ได้เหล่านี้จะชี้นำการเก็บข้อมูลในขั้นต่อไป

          พระสงฆ์มีคุณลักษณะที่โดดเด่นครบถ้วนทั้งสองประการ เพราะต้องทำงานกับญาติโยมและชุมชน พระสงฆ์ยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่นักวิจัย/ผู้ช่วยนักวิจัยที่เป็นฆราวาสเข้าไม่ถึง และพระสงฆ์ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ให้สัมภาษณ์ โดยสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจเมื่อแรกพบ ทำให้เก็บข้อมูลได้ง่ายและช่วยลัดขั้นตอนการสัมภาษณ์ลง

          ทฤษฎีฐานรากเป็นวิธีการสร้างวิธีวิเคราะห์เชิงทฤษฎี (Theoretical analysis) อย่างเป็นระบบ โดยมีกลยุทธ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ชัดเจน และใช้ข้อมูลเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูลขั้นต่อไป        วิธีวิเคราะห์เชิงทฤษฎีเป็นวิธีการที่สามารถปรับเปลี่ยนได้และไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดียวเท่านั้น เพื่อช่วยนักวิจัยใน ๔ ด้าน (๑) การศึกษาขบวนการทางสังคมและจิตวิทยาสังคม (๒) การเก็บข้อมูลโดยตรง (๓) การวิเคราะห์ข้อมูล และ (๔) การสร้างและทดสอบกรอบทฤษฎีนามธรรม (Abstract theoretical framework) ที่สะท้อนกระบวนการศึกษาทั้งหมด

          ในการศึกษาเป็นการสร้างทฤษฎีฐานรากจากการตีความหมายของกรณีศึกษาต่างๆ (Interpretive case studies) ทั้ง ๓๕ กรณีศึกษา โดยเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยและผู้ร่วมวิจัยในการสะท้อนความเข้าใจในข้อมูลและข้อค้นพบร่วมกัน เน้นการให้เหตุผลเพื่ออธิบายข้อค้นพบที่ได้ และเน้นการแปลความหมายในหลากมิติของคณะผู้ร่วมวิจัยจากการตีความหมายในแง่มุมที่ต่างกัน

นิยามความหมาย

          ทฤษฎีฐานรากเป็นการสร้างความรู้ใหม่โดยให้คนกลุ่มต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหา การให้ความหมาย การตีความและการรวบรวม อาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ทฤษฎีฐานรากเป็นการวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นทฤษฎีอย่างเป็นระบบจากข้อมูลต่างๆ โดยปล่อยให้ข้อมูลเป็นเครื่องชี้นำในการหากลวิธีการวิเคราะห์ และแนวทางการเก็บข้อมูลในขั้นต่อไป (Jaber F. Gubrium and et al., 2012)

          ทฤษฎีฐานรากมีความหมายตามชื่อ คือเป็นการสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่ จากการค้นหาและรวบรวมแนวคิดต่างๆ โดยสำรวจพื้นที่จริงและการสำรวจข้อมูลจากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปตรวจสอบความถูกต้องในการลงสำรวจภาคสนามครั้งต่อไป เงื่อนไขสำคัญของการศึกษาในแนวทฤษฎีฐานรากคือ ผู้วิจัยต้องเปิดรับข้อมูลจริงจากพื้นที่     โดยไม่ยึดติดกับแนวคิดทฤษฎีเดิมๆ จนเห็นความหมายในความคิดและเข้าใจบริบทของเรื่องนั้นๆ อย่างกระจ่าง บริบทจะช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาทางทฤษฎีอย่างแตกฉาน

          ข้อมูลจากพื้นที่จริงจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างทฤษฎี ข้อมูลจะเผยให้เห็นแนวคิดใหม่ๆ ที่นำมาใช้สร้างเป็นทฤษฎีฐานราก ข้อมูลจากพื้นที่จริงยังชี้ให้เห็นตัวอย่างที่เหมาะสมและขั้นตอนที่ควรทำการศึกษาต่อไป ตัวอย่างและรูปธรรมแห่งความสำเร็จจากพื้นที่จริงที่เก็บรวบรวมได้จากการสำรวจในแต่ละครั้งยังช่วยยืนยันแนวคิดที่ได้พัฒนาขึ้น ดังนั้น ทฤษฎีฐานรากจึงเป็นการสร้างทฤษฎีที่มีกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ซ้ำไปซ้ำมา โดยอาศัยการสังเกตและการสัมภาษณ์ กระทั่งได้แนวคิดครบถ้วนทุกด้าน จนสามารถประมวลแนวคิดที่ปรากฏให้เห็นเป็นภาพเดียวอย่างชัดเจน จนถึงจุดอิ่มตัว

          หัวใจสำคัญของการสร้างทฤษฎีฐานรากคือการต่อยอดความรู้ด้วยการวิเคราะห์และประมวลผล โดยเริ่มจากการนำข้อมูลต่างๆ มาจัดประเภท กระทั่งเห็นเป็นแนวคิดต่างๆ จากนั้นนำแนวคิดเหล่านั้นมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทฤษฎีฐานรากมีระบบการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการสร้างรหัสการวิเคราะห์ (การจัดประเภทจากข้อมูล คุณสมบัติและมิติในการวิเคราะห์) ซึ่งได้จากการเลือกรหัส (จัดข้อมูลเป็นกลุ่ม) และการลงรหัสทางทฤษฎี

          การสร้างทฤษฎีฐานรากยังต้องหมั่นค้นหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวคิดที่ประมวลขึ้น ข้อมูลที่ได้อาจมาจากการสัมภาษณ์ บางอย่างอาจมาจากการสำรวจ ถ้าข้อมูลยิ่งมีความหลากหลายยิ่งดี ข้อมูลบางส่วนอาจต้องทำการสำรวจจากทฤษฎีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันและทกำให้เนื้อหาทางทฤษฎีมีสาระที่เข้มข้นขึ้น ทฤษฎีฐานรากใช้ศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับล่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน เพื่อดูว่าพวกเขาจะตอบสนองต่อปรากฏการณ์เหล่านั้นอย่างไร

          หลักการสำคัญของ GTM อาจสรุปได้ดังนี้

          (๑) ไม่ใช้แนวคิดจากการทบทวนวรรณกรรมอื่นๆ

          (๒) ไม่สามารถระบุขั้นตอนการศึกษาไว้ล่วงหน้าได้ นอกจากการระบุเรื่องที่สนใจศึกษา และการเตรียมตั้งคำถามเพื่อใช้สัมภาษณ์เบื้องต้น

          (๓) มีวิธีการเก็บข้อมูลแบบบูรณาการในหลากหลายวิธี แต่การสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีคุณภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดี โดยเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อรวบรวมรายละเอียดในด้านต่างๆ

          (๔) ผู้สัมภาษณ์ต้องมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์สูงและมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกไปพร้อมๆ กัน

          (๕) เป็นกระบวนการที่เน้นข้อมูลเป็นหลัก (Data-focused)

          (๖) ลงรหัสในข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียดและเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับคำและประโยคที่เก็บมาได้

การเลือกตัวอย่างทางทฤษฎี

          การเลือกตัวอย่างที่ใช้ศึกษาไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว โดยอาจเลือกจากตัวอย่างที่มีความแตกต่างกันอยู่บ้างถึงมากที่สุดเพื่อใช้เปรียบเทียบ การเลือกตัวอย่างจะเกิดขึ้นหลังจากการลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ สังเกต หรือจัดกลุ่มสนทนา และนำผลการลงสำรวจพื้นที่ครั้งแรกรวมทั้งภาพถ่าย วีดีโอและการบันทึกเสียงมาวิเคราะห์เบื้องต้น (Preliminary analysis) ด้วยการลงรหัส เพื่อค้นหาความหมายและประเด็นเกิดใหม่ (Emerging themes)

          การวิเคราะห์จะทำให้ได้แนวทางในการตั้งคำถามสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งก็ได้มาจากการสัมภาษณ์ในครั้งแรก ชุดคำถามที่ได้จากการวิเคราะห์ในรอบแรกจะถูกนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลรอบที่สองเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นการเลือกตัวอย่างตามแนวทฤษฎีฐานราก จึงมิได้เป็นแค่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ล่วงหน้า แต่ยังเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่ทำให้ได้ประเด็นเกิดใหม่อีกมากมายตามมา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ตรงเป้าต่อไป

          ทฤษฎีฐานรากเป็นการเรียนรู้จากผู้คนมิใช่การศึกษาผู้คนเหล่านั้นเหมือนเช่นการใช้เป็นกรณีศึกษา ซึ่งมักจะเน้นไปที่การสัมภาษณ์และการเก็บรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การศึกษาตามแนวทฤษฎีฐานรากจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับชุมชน ร่วมสังเกตการณ์และสำรวจพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบริบทของชุมชนและเข้าใจความสัมพันธ์ของคนในชุมชนต่อเรื่องที่ศึกษา การศึกษาตามแนวทฤษฎีฐานรากจึงใช้รวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึกภาคสนาม (Fieldnotes) เป็นหลัก เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป

          การเลือกกรณีศึกษานั้นสามารถเลือกได้หลากหลายกรณีศึกษา โดยเลือกจากการลงสำรวจพื้นที่ครั้งแรกหรือที่ค้นพบใหม่หลังจากการสำรวจ โดยมีขั้นตอนโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

  • สำรวจเบื้องต้น
  • เลือกกรณีศึกษา
  • สร้างเครื่องมือและวิธีการทำงาน
  • ลงพื้นที่สำรวจภาคสนามเต็มรูปแบบ

          ในการวิจัยจะใช้การเรียนรู้จากกลุ่มเป้าหมายแทนการศึกษากลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เข้าใจถึงปรัชญาที่กำกับวิถีการดำเนินชีวิต เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยการสำรวจภาคสนาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์และการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องในบริบทนั้น

  • วิเคราะห์ข้อมูล
  • สร้างสมมติฐานหรือทฤษฎี
  • ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • ทำความเข้าใจอย่างแยบคายเพื่อหาข้อค้นพบเชิงลึกจากกรณีศึกษานั้นๆ

          ในการเลือกศึกษาตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ยังไม่มีทฤษฎีใดๆ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ ผู้วิจัยต้องสร้างกรอบแนวคิดกว้างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการสำรวจพื้นที่ โดยการทบทวนวรรณกรรมและข้อมูลต่างๆ ที่มี แต่สิ่งที่สำคัญคือ การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูล แนวคิดที่รวบรวมได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นมีความหลากหลายและมีมากมาย

          การศึกษาพบว่า พระสามารถเข้าถึงคนกลุ่มต่างๆ ได้ดีกว่าฆราวาส การสำรวจพื้นที่ของพระสงฆ์ ๕ ประเทศจะช่วยทำให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างลึกซึ้ง ภายในเวลาที่มีจำกัด ทั้งนี้ต้องมีการทำความเข้าใจโดยหารือถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แนวคิด วิธีการศึกษาวิจัยก่อนลงพื้นที่จริงอย่างน้อย ๒ – ๓ ครั้ง

          คุณภาพของข้อมูลจึงขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างคณะนักวิจัย พระนิสิตแกนนำและพระนิสิต/นิสิตที่ร่วมเก็บข้อมูลในพื้นที่จริงในฐานะผู้ช่วยนักวิจัย ที่ต้องช่วยกันสะท้อนข้อมูลเหล่านั้นในเชิงวิพากษ์ เพื่อให้เห็นแง่มุมสำคัญจากข้อมูลที่เก็บมาทั้งหมด การลงสำรวจพื้นที่จึงต้องใช้การสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อม การประชุมวางแผนก่อนลงพื้นที่แต่ละวัน การจัดการความรู้รายวัน และการจัดเสวนาชวนถก

  อ่านทั้งหมด 869 คน

BACK