ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

c1-2

          คนลาวส่วนใหญ่ยังไม่ยอมไปเกิดลูกที่โรงพยาบาล แต่ต้องการเกิดลูกกับหมอตำแย เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระจากเศรษฐกิจหลักและสังคมโลก ที่ต้องกลับมาทำความเข้าใจกันใหม่

          หมอตำแยคือการแสดงออกซึ่งสิทธิพื้นฐานทางเศรษฐกิจในการดูแลและการปฏิบัติการพยาบาล โดยครอบครัวและเพื่อนบ้านมีบทบาทสำคัญในการให้บริการ แทนการพึ่งพาจากรัฐ การเข้าถึงจิตใจกันระหว่าง หมอตำแย แม่และเด็ก คนในครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทำให้เกิดการฟื้นหาย (Healing) การช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในสังคมจะทำให้สังคมเติบโตขึ้นมา ตามวิถีแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง ตลาดสุขภาพของสังคมเล็กๆ จึงเป็นศาสตร์แห่งคุณค่าที่อยู่นอกเหนือจากวัตถุและกายภาพ

          หมอตำแยถูกทอดทิ้งมานานกว่า 23 ปี จึงไม่ได้รับการฝึกอบรมทักษะอย่างต่อเนื่อง เมื่อสปป.ลาวต้องเผชิญกับอัตราการตายของมารดาที่สูง ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวในวัยรุ่น (อายุก่อน 19 ปี) ที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรแล้วเสียชีวิต สปป.ลาวจึงยอมรับให้หมอตำแยเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนทางเศรษฐกิจสุขภาพ การอพยพเข้ามาหางานทำในประเทศไทยคือความฝันของคนหนุ่มสาวของลาวที่มีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่มาทำงานในภาคบริการและบันเทิง (วิถีสาวลาวคาราโอเกะ) หนุ่มสาวกลุ่มนี้คือเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาอนามัยเจริญพันธุ์ของ สปป.ลาว ในช่วงเวลาที่หมอตำแยถูกคาดหวังให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเจริญเติบโต (Growth) ให้กับประเทศอีกครั้งกลับพบว่า มีหมอตำแยเหลืออยู่ไม่ถึง 100 คน ขณะที่ประชากรทั้งประเทศมีอยู่ 6.2 ล้านคน

          การเกิดลูกกับหมอตำแยเป็นวิธีคิดที่ฝังแน่น ยากที่จะรื้อทำลาย เพราะหมอตำแยเป็นผู้ที่คุ้นเคยอีกทั้งยังมีความชำนาญ และคนคุ้นเคยไว้ใจกันได้ เป็นญาติอย่างยิ่ง (วิสฺสาสปรมา ญาติ ๐๘.๑๑   ๒๕/๒๕) หมอตำแยช่วยทำให้คนสามารถเกิดลูกได้เอง (การคลอดตามธรรมชาติ) ที่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ชีวิตท่ามกลางพ่อแม่ สามี ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ทุกคนจึงมีส่วนร่วมในการคลอด โดยเฉพาะพ่อที่จะมีบทบาทอย่างมากในการสร้างกองฟืนอยู่กรรม (อยู่ไฟ) ตั้งแต่ช่วงที่แม่เริ่มตั้งท้อง ช่วยดูแลระหว่างการทำคลอด ฝังสายแฮ (สายสะดือ) ทั้งยังต้องดูแลแม่และลูกในช่วงการอยู่ไฟ

          การคลอดตามธรรมชาติยังเป็นบททดสอบความแข็งแรงของร่างกาย เพราะความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องผ่านไปให้ได้สู่การมีชีวิตที่ดีในระยะยาว ความอดทน อดกลั้น (อธิวาสนะ) ยังเป็นวิธีหนึ่งในการละอาสวะหรือกิเลส โดยเฉพาะการอดทนต่อทุกขเวทนาที่กล้าแข็งในช่วงการคลอด เป็นอุบายที่ทำให้คนเข้าใจว่า ธรรม (สิ่ง) ทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) ผู้หญิงหลายคนไม่ต้องการถูกกรีดช่องคลอด เพราะการแพทย์สมัยใหม่เป็นความรู้ที่อยู่นอกพื้นที่ของฮีตคอง    การกรีดทำให้รู้สึกเหมือนถูกกระทำโดยผู้อื่นที่ไม่รู้จัก ดังนั้นจึงถูกปฏิเสธอย่างหวาดกลัว

          การดูแลของหมอตำแยแทรกซึมอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะองค์ความรู้ทางด้านสมุนไพร คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับการออกลูกเป็นหลัก เพราะเป็นประสบการณ์ตรงที่ทุกคนต่างเคยผ่านกันมาแล้วทั้งสิ้น และเป็นสมุนไพรในพื้นที่ที่หาได้ทั่วไป จากรายงานของ Hugo de Boer และ Vichith Lamxay (2009) พบว่า ผู้หญิงลาวใช้สมุนไพรมากถึง 55 ชนิดตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงช่วงอยู่ไฟ โดยในช่วงการอยู่ไฟจะใช้สมุนไพรถึง 99% (ทั้งการอยู่ไฟและผสมในน้ำร้อนสำหรับอาบ)

          สมุนไพรที่สำคัญได้แก่ มะนาว ใบหนาดและว่านซน เด็กที่เพิ่งคลอดออกมามักมีเมือกติดตาทำให้สกปรก ให้ใช้น้ำมะนาวบีบใส่ตา น้ำมะนาวจะช่วยล้างตาแก้ตาแดงได้ ถ้าท้องอืด ท้องเฟ้อก็ให้ใช้ใบลิ้นหลวง (ใบกะเพรา) ตำใส่ตรงสะดือ หลังคลอดลูกใหม่ๆ เลือดจะเสีย แม่ต้องกินน้ำใบหนาดต้มเพื่อบำรุงเลือด ขับน้ำคาวปลา เป็นยาร้อนที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เป็นยาแช่ยาอาบให้แม่หลังคลอดลูกและให้ลูกอ่อน ส่วนใบว่านซนใช้ทับหม้อเกลือที่ท้องและสะโพกช่วยลดอาการอักเสบ ฟกช้ำจากการคลอดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ควั่นบักเอือ (ฟักทอง) ไปตากแห้งแล้วนำมาฝนใส่หิน น้ำที่ได้จากการฝนให้มาต้มกินจะช่วยแก้อาการค้างแข็ง มือหงิกมืองอ เป็นวิธีแก้ของคนที่ผิดกรรม

          องค์ความรู้ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคย เพราะเป็นความรู้ที่อยู่ในพื้นที่ของฮีตคอง ตามหลักพุทธศาสนาและความเชื่อที่สามารถปฏิบัติได้จริง ความรู้ที่มีรากเหง้าจึงเชื่อถือได้และเป็นเครื่องอยู่รอด เมื่อการออกลูกจึงเรื่องของความต้องการของชีวิตหลากมิติ ทั้งความต้องการทางกายภาพ (Physical need) ความต้องการทางจิตใจ (Psychological need) และความต้องการทางวัฒนธรรม (Cultural need) ที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้นการให้บริการของโรงพยาบาลที่เป็นบริการของส่วนร่วม (Common goods) จึงไม่อาจตอบสนองความต้องการของคนได้ครบถ้วน

          เป้าหมายทางเศรษฐกิจของหมอตำแยจึงเป็นเรื่องของการรักษาฮีตคอง โดยเชื่อว่าสังคมจะถูกสร้างใหม่อีกครั้งเมื่อมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ฮีตคองจึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดปลอดภัย การดูแลรักษาจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องซื้อขายกัน (Purchasing Power) แต่เป็นเรื่องที่ต้องช่วยเหลือกันผ่านสำนึกแห่งความกรุณา (Compassion Power) สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจึงไม่ได้อยู่ในรูปของเงิน แต่เป็นการรับส่งขันธ์ที่ถือว่า “เป็นสิ่งเสมือนเงิน” เพื่อรับเอาจริยธรรมความเป็นมนุษย์หรือศีล 5 มาปฏิบัติ การยึดโยงอยู่บนหลักศีลธรรมโดยเน้นเรื่องการช่วยเหลือมากกว่าการแสวงหาผลประโยชน์ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงของหมอตำแยกลายเป็นศาสตร์แห่งการแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์และเป็นปรัชญา

          ในทางพุทธศาสนา ขันธ์ปรากฏขึ้นเมื่อเริ่มเป็นชาติ (ความบังเกิด) หรือการเกิด โดยเริ่มตั้งแต่ที่คันธัพพะ เมื่อเริ่มปฏิสนธิในครรภ์ ขันธ์คือกองทั้ง 5 ได้แก่ 1) รูปขันธ์ หรือ รูปกายที่ประกอบด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ 2) เวทนาขันธ์ รู้สุข ทุกข์หรือกลางๆ 3) สัญญาขันธ์ ความจำได้หมายรู้ (เรื่องราวที่รู้ได้ทางใจ) 4) สังขารขันธ์ ความคิดปรุงแต่ง และ 5) วิญญาณขันธ์ ความรู้ที่เห็นรูปทางตา ได้ยินเสียงทางหู ทราบกลิ่นรสทางจมูกและลิ้น และความนึกคิดที่รู้ได้ทางใจ

          การรับส่งขันธ์เป็นฮีตคองที่ผสมผสานพิธีกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องผีเข้ากับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้คนปฏิบัติตามศีล 5 ข้อซึ่งเป็นจริยธรรมพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ การนำขันธ์มาเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องหมอตำแยนับเป็นอุบายในสร้างปัญญาที่จะทำให้คนหยั่งรู้ความจริงโดยแท้ พุทธศาสนาเห็นว่า ศีล สมาธิและปัญญาเป็นพื้นฐานสำคัญในการละความยึดถือในขันธ์ 5 การรับส่งขันธ์ยังเป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การทำให้คนนอบน้อมต่อครูผู้ให้ปัญญานั้นทำให้คนนอบน้อมต่อกันมากขึ้นด้วย

          การรับส่งขันธ์แสดงถึงความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม ความเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นมงคล 2 ประการในมงคล 38 ประการที่จะนำสิริมงคลมาสู่ตน อายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) สุข และกำลังย่อมเจริญแก่ผู้อ่อนน้อมป็นนิตย์ต่อผู้ใหญ่ (อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วทฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ) เป็นที่ตั้งแห่งความเมตตาเอ็นดู และที่สำคัญคือได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย เป็นการคุ้มครองตนและคุ้มครองผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า “การอารักขาโดยธรรม”

          ขันธ์ 5 ให้เกิดการเชื่อมต่อและการสร้างกลุ่มระหว่างคนต่างวัยที่มีความหลากหลายในพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียงของลาวที่ซ่อนเร้นอยู่ในสังคมแห่งศาสนาและความเชื่อมากกว่า 80 ชุด ซึ่งเกี่ยวโยงกับมรดกทางศีลธรรมและจิตใจที่สืบทอดต่อกันมาด้วยฮีตคอง การรับส่งขันธ์เป็นฮีต (จารีต) ของคนลาวที่ช่วยสร้างความเข้าใจใน 2 เรื่องสำคัญของชีวิตว่า 1) ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลายนั้นเป็นไปตามกรรม และ 2) โลกที่แปลว่าสิ่งที่ชำรุดล้วนแต่เป็นทุกข์ ดังนั้นคนจึงควรดำรงอยู่บนความพอใจตามธรรมชาติ (Natural Preference) ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในคุณค่าของการรับส่งขันธ์เป็นเรื่องที่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมองข้ามไป

          พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของหมอตำแยจึงหมายถึงการรักษาสีลสมาจารย์และการเจริญจาคานุสสติโดยหวังให้คนใกล้คลอดพ้นจากทุกข์และปลอดภัยทั้งแม่และทารกแรกเกิด หมอตำแยต้องครองธรรมอันยอดเยี่ยมฝ่ายสีลสมาจารย์ หรือการประพฤติปฏิบัติตัวตามหลักศีลธรรม โดยถูกสอนมาว่าให้รักษาศีล 5 สำรวมอินทรีย์ด้วยดี คือรู้จักประมาณในการกิน ในที่นี้คือห้ามกินสัตว์ใหญ่ สัตว์ที่พระพุทธองค์ทรงห้าม 10 อย่างมี งู เสือ เป็นต้น รวมถึงเนื้อหมาและเนื้อแมว นอกจากการประมาณในการกินแล้วยังห้ามฆ่าสัตว์เด็ดขาด ห้ามลอดราวตากผ้า ห้ามดื่มสุรา ประกอบความเพียรอยู่เสมอโดยต้องหมั่นเข้าวัดฟังธรรม และไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำ

          วิธีการดังกล่าวเป็นอุบายแห่งการเจริญจาคานุสสติ ผู้น้อมไปในการระลึกถึงคุณแห่งจาคะ (การเสียสละและการบริจาค) ทำให้เป็นผู้น้อมไปในการเสียสละ เพราะหมอตำแยเป็นอาชีพที่ต้องมีการให้และการแบ่งปันที่ให้เป็นไปอยู่เป็นนิตย์ และผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ชุมชนยอมรับและเชื่อถือในพ่อใหญ่เชื่อม เมื่อมีคนท้องหรือจะคลอดลูกต้องไปตามพ่อใหญ่เชื่อมไปด้วยทุกครั้งจนเป็นประเพณีปฏิบัติ ประโยชน์ของการเป็นผู้ให้ย่อมมากไปด้วยปีติและปราโมทย์ ไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะและโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

ปรัชญาภิปราย

          หมอตำแยเป็นการสร้างระบบสวัสดิการสังคมพหุลักษณ์ (Welfare Pluralism) จากการเคลื่อนตัวไปสู่การแพทย์พหุลักษณ์โดยผสานการดูแลรักษาของหมอตำแยและการแพทย์สมัยปัจจุบันคือการสร้างทุนทางสังคมให้กับสังคมที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และสร้างระบบให้การดูแลได้ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของแม่และเด็กโดยการให้บริการจากกลุ่มคนต่างๆ ทำระบบเศรษฐกิจที่ดำรงนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินแต่เป็น “สังคมจาคะ” ที่คนพร้อมจะเสียสละและแบ่งปัน สะท้อนถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพของสังคมอาเซียนที่สุขภาพต้องวางอยู่บนพื้นที่วัฒนธรรมและฮีตคอง

          เศรษฐกิจพอเพียงของหมอตำแยสร้างวิถีการผลิตรูปแบบใหม่ กลไกการแบ่งปันทรัพยากรทางด้านสุขภาพและบริการดำเนินไปได้ด้วยคน ไม่ใช่กลไกราคาและตลาดตามวิถีของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ การรับส่งขันธ์และการเจริญธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจริญจาคานุสสติและมงคล ๒ ประการ คือความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่และความอ่อนน้อมถ่อมตนก็ทำให้คนอยู่ดีมีสุขได้ โดยมีธรรมเป็นเครื่องอารักขา

          ความอยู่ดีมีสุขยังหมายถึงการมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการดูแลของครอบครัวและสังคม รวมไปถึงการมีป่าท้ายบ้านที่อุดมสมบูรณ์สามารถใช้เป็นแหล่งฟืนสำหรับการอยู่ไฟและป่าสมุนไพรที่จะเป็นหลักประกันสุขภาพในระยะยาว

          จาคะยังหมายถึงการสละกิเลส โดยยินดีสละซึ่งความสะดวกสบายต่างๆ การละอาสวะหรือกิเลส โดยเฉพาะการอดทนต่อทุกขเวทนาที่กล้าแข็งในช่วงการคลอดทำให้เข้าใจธรรม (สิ่ง) ทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) เพื่อเฉลี่ยความสุขให้แก่ผู้อื่น วิถีการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเองจากการสร้างสังคมจาคะทำให้การพัฒนาทางด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในสปป.ลาวเป็นการพัฒนาในขนาดความเป็นมนุษย์ (Human-scale Development) ที่คนในท้องถิ่นทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

          หมอตำแยยังช่วยสร้างสังคมแห่งความรู้ที่มีคุณค่าทางจริยธรรมความเป็นมนุษย์ ที่วัฒนธรรมและจิตวิญญาณได้สร้างความมั่งคั่งที่นอกเหนือเงินหรือทรัพย์สินตามที่ระบบทุนนิยมได้ให้ความหมายไว้

          ประสบการณ์และความชำนาญของหมอตำแยในการดูแลรักษาร่างกายและจิตใจของแม่และเด็กแรกเกิด ทักษะการนวดท้อง การสวดคาถา และการอยู่กรรม (อยู่ไฟ) ช่วยคุ้มครองสองแม่ลูกให้รอดพ้นความตาย สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมเล็กๆ โดยฝากความมั่งคั่งไว้ในรูปความทรงจำเกี่ยวกับการวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปัน (Shared culture) ฝากไว้ให้คงอยู่ในธรรมชาติ (สมุนไพรที่ใช้และองค์ความรู้เรื่องสมุนไพร) และในครอบครัว

          สิ่งที่น่าสนใจคือ  การขยายขอบเขตความหมายของความมั่งคั่งไปสู่ความทรงจำและครอบครัวที่ให้ความผาสุกทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) ความสุขคือความไม่มีโรค ทั้งโรคทางกายและโรคทางใจ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสุขคือหมอตำแย พ่อ จนถึงครอบครัว ญาติพี่น้อง พ่อที่มีบทบาทสำคัญเพราะต้องสร้างกองฟืนอยู่กรรม ดูแลการทำคลอด ฝังสายแฮรวมทั้งดูแลแม่และลูกในช่วงการอยู่ไฟ แนวคิดในเรื่องชนชั้นทางเศรษฐกิจจึงสลายไป ความมั่งคั่งนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เพื่อแบ่งปันทรัพยากร โดยเฉพาะการให้เวลา ดูแลความเอาใจใส่และทักษะความชำนาญเฉพาะด้านของหมอตำแยที่มีความคุ้นเคยทำให้เหมือนญาติพี่น้อง การดูแลของหมอตำแยทำให้เกิดการถ่ายทอดทักษะการดูแลให้กับครอบครัว ทำให้ครอบครัวดูแลกันมากขึ้นและทำให้สังคมเล็กๆ มีความมั่นคง

          กระบวนการถ่ายทอดความรู้ผ่านเทคนิคการพยาบาลในเรื่องการดูแลเป็นรูปแบบที่ปฏิเสธการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) แต่เป็นการกระจายความรับผิดชอบให้ครอบครัวรู้จักการทำงานทุกด้านที่เกี่ยวกับการดูแลโดยเฉพาะสามี ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว หมอตำแยคือผู้ผลิตความสัมพันธ์ทางสังคมและความมั่งคั่งที่เป็นเป็นผาสุกทางจิตวิญญาณโดยให้อำนาจแก่สังคมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แทนการครองไว้ซึ่งอำนาจนั้นเอง

ด้วยวิธีคิดดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงมากขึ้น

อ่านทั้งหมด 940 คน

BACK