ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

buddhasilp2

          ศิลปะบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของสล่าตุ๊เจ้า (พระช่าง) ได้ทำให้พุทธศิลป์น่านกลายเป็นความพอเพียงที่อยู่ในบริบทศิลปะร่วมสมัย โดยการผสมผสานศิลปะช่างสกุลน่านกับศิลปะแบบใหม่ และเคลื่อนเข้าไปอยู่ในวาทะกรรมระดับโลก

          เมื่อใดที่ศิลปะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความจำเป็นของชีวิตแล้ว ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจจะมีพลังสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้มากแค่ไหน ก็ไม่อาจสร้างคุณค่าที่ทำให้คนมีชีวิตอยู่อย่างประณีตและงดงามได้ เพราะศิลปะสามารถขัดเกลาจิตใจคน ทำคนให้เงียบสงบทางจิตวิญญาณ โดยทำให้จิตให้มีอารมณ์เดียว (สมถพละ) ไม่ฟุ้งซ่านหวั่นไหว ขณะที่พุทธศิลป์ทำได้มากกว่านั้น

          พุทธศิลป์เป็นมากกว่าการแสดงออกซึ่งสุนทรียภาพที่ช่วยสร้างความเข้าใจในทางธรรม พลังอำนาจลึกลับช่วยขับเคลื่อนชีวิตต่างๆ ให้มาอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้องสายเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน การสร้างสรรค์พุทธศิลป์จึงเป็นการสร้างมรดกแห่งความทรงจำอันพร้อมพรั่งไปด้วยความงามที่ทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ดี เพราะสังคมที่มีศูนย์กลางจะสามารถสนองตอบต่อความต้องการรูปแบบต่างๆ ของคนได้ นำไปสู่การผลิตที่เกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม ที่ไม่ได้ให้คุณค่าทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังหยั่งลึกลงไปถึงจิตใจอันละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์ ความอยู่รอดของพุทธศิลปะจึงทำให้สังคมนั้นอยู่รอด จินตนาการสร้างซ้ำ (Re-imagination) ของสล่าตุ๊เจ้า (พระช่าง) ทำให้เห็นว่า ศิลปะช่างสกุลน่านช่วยฟื้นเมืองได้

สล่าตุ๊เจ้าและการเข้าถึงรากเหง้าความเป็นมนุษย์ด้วยพุทธศิลป์น่าน

          น่านเป็นเมืองที่มั่งคั่งไปด้วยพุทธศิลป์ทั้งทางด้านวัตถุและวัฒนธรรม เป็นต้นแบบของพระพุทธรูปในยุคสุโขทัยที่อยู่เหนือกาลเวลา (อกาลิโก) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อยูเนสโก (UNESCO) ได้เข้ามาดำเนินโครงการอนุรักษ์ศิลปะสกุลน่านเพื่อทำให้น่านเป็นเมืองมรดกโลกคู่ไปกับเมืองหลวงพระบางของลาว พุทธศิลป์เมืองน่านก็เข้าไปสู่วาทะกรรมระดับโลก แสดงถึงความสำเร็จของช่างสกุลน่านโบราณ (Artistic Achievement) และที่สำคัญคือทำให้เกิดการรื้อฟื้นกลับไปหารากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง แม้ศิลปะจะดำเนินไปด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังขาดการขับเคลื่อนในระดับเมืองที่เป็นภาพใหญ่ การที่ยูเนสโก (UNESCO) เข้ามาทำให้เกิดการรวมกลุ่มของพระสงฆ์ โดยตั้งเป็น “กลุ่มพุทธศิลปะเมืองน่าน” ที่มีแนวคิดในการฟื้นฟูศิลปะน่านให้สืบสานต่อไปได้

          สังคมรู้จัก “สล่าตุ๊เจ้า” หรือพระช่างน้อยมาก ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติพุทธศิลป์ด้วยศิลปะร่วมสมัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง วัดแสงดาวคือผู้นำในการฟื้นพุทธศิลป์เมืองน่าน วัดแสงดาวตั้งอยู่ที่อำเภอภูเพียง โดยการนำของพระมหาธนพล ธมฺมพโล พระสงฆ์ผู้มีอุดมการณ์ที่ขับเคลื่อนเรื่องการฟื้นฟูศิลปะเมืองน่านและสร้างความยั่งยืน พระมหาธนพลอายุ ๓๔ ปี พรรษา ๑๔ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดแสงดาว หัวใจสำคัญของการทำงานคือการเข้าถึงรากเหง้าที่แท้จริงที่จะทำให้งานมีความลุ่มลึก มีที่มาที่ไป ทำให้ความร่วมสมัยเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจได้และยั่งยืน

          พุทธศิลป์เป็นงานร่วมสมัยแต่ไม่ไร้จุดยืนโดยยอมรับทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความน่ากลัวให้เป็นความท้าทาย พระช่างของกลุ่มพุทธศิลปะเมืองน่านเห็นว่า พุทธศิลป์ของช่างสกุลน่านนั้นมีรากเหง้ามาจากน่าน ความกลัวในการผสมผสานศิลปะจะทำให้พุทธศิลป์เป็นของที่ตายไปกับตัวคน

          สิ่งที่ทำให้พุทธศิลป์เมืองน่านควรค่าแก่เป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลกก็คือความหลากหลายที่สะกดลมหายใจของผู้ที่ได้มาพบเห็น ศิลปะน่านจึงแสดงถึงประสบการณ์การผ่านสิ่งต่างๆ มามากมายด้วยการผสมผสานศิลปะจากหลายๆ ที่ ความแข็งแกร่งของประสบการณ์และความหลากหลายทำให้ศิลปะน่านโดดเด่นและมีจิตวิญญาณที่ไม่เหมือนใคร พระพุทธรูปจะถูกออกแบบหรือปั้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มเสมอ พระยิ้มทำให้ใจยิ้มไปด้วย รอยยิ้มแสดงถึงสังคมน่านที่มีแต่ความสงบสุข รอยยิ้มยังทำให้ศิลปะดูมีชีวิตชีวา การปั้นความสุขในงานพุทธศิลป์ตอกย้ำความเป็นตัวตนของช่างสกุลน่าน

          เนื่องจากทองคำเปลวมีราคาแพงแผ่นละ ๗ บาท จึงต้องใช้สีทองแทน สีทองที่ใช้ขวดขนาด ๖๐ มิลลิลิตร ราคาขวดละ ๑๒๐ บาท หากนำมาผสมกับน้ำมันสนก็ใช้ทาได้มาก ทาก่อนปิดทองคำเปลว หรือที่เรียกกันว่า “ลงรักปิดทอง” หากไม่ทำลักษณะนี้ทองคำเปลวก็อยู่ไม่ได้ การจะรักษาของเก่าต้องคำนึงถึงต้นทุนด้วย ต้องหาวิธีปรับไปตามยุคสมัยเพื่อให้ศิลปะเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากงานปั้นแล้วกลุ่มพุทธศิลปะเมืองน่านยังแกะสลักพระพุทธเจ้าไม้และทำเครื่องดนตรี ไม้ที่ใช้เป็นไม้มงคล เช่น ไม้สัก ไม้คูณ ไม้พยุง ไม้โพธิ์ ไม้ขนุน หรือไม้รักที่สามารถนำมาแกะได้ง่าย เจ้าภาพจะให้ค่าจ้างแกะแก่สล่าเด็กเพื่อเป็นทุนเล่าเรียน

bs

รูปที่ ๑ ปูนปั้นโดยสล่าตุ๊จ้าว

          ความงามของอาคารศิลปะน่านนั้นโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่นเพราะใช้ปูนผสมไม้ เพื่อแสดงถึงความงามของธรรมชาติ (ดังรูปที่ ๑) ขนาดของโบสถ์วิหารแสดงถึงดุลยภาพความเป็นมนุษย์ ทำให้เห็นถึงการอยู่กันอย่างเสมอภาคและเอื้ออาทร ปูนยึดติดกับไม้ต้องใช้เทคนิคพิเศษในการผสมปูนและที่สำคัญคือ “การตำปูน” ปูนปั้นของช่างสกุลน่านจึงต้องเอาไปตำในครกกระเดื่องเพื่อให้ปูนละเอียดนาน ๒ – ๓ ชั่วโมง การปั้นปูนจะช่วยให้คนตกผลึกทางความคิด จนเกิดมุมมองที่ลึกลงไปถึงความหลากหลายที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน สล่าน่านเดิมนั้นเป็นช่างศิลป์รับใช้อยู่ในราชสำนัก การใช้ปูนปั้นผสมไม้แสดงให้เห็นถึงรสนิยมความหรูหราสวยงาม ทำให้เห็นว่าน่านมีความมั่งคั่งร่ำรวย เพราะงานปูนปั้นติดไม้ทำได้ยาก สล่าจะต้องมีสมาธิและความพยายามอย่างมากในทุกขั้นตอน

          การผสมปูนจะใช้ปูนขาวหรือปูนภูเขา ๗% ทรายละเอียด ๒% ทรายส่วนใหญ่ได้มาจากขนทรายเข้าวัดในประเพณีสงกรานต์ไม่ต้องซื้อหาเพราะมีอยู่มากมาย และใช้น้ำมันละหุ่งหรือน้ำมันตังอิ๋ว ๑% นำทั้งสามอย่างมาผสมกันแล้วปั้นติดบนไม้ที่ทายางรักไว้เพื่อรักษาไม้ไม่ให้ปลวกกินหรือเป็นเชื้อราได้ง่าย

          การซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมนุษย์ไม่ได้สามารถผลิตสินค้าทุกอย่างได้เอง ต้องซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน การซื้อยางรักมาแม้จะมีราคาสูงก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากกระบวนการผลิตยางรักหรือน้ำมันละหุ่งนั้นเป็นกระบวนการผลิตแบบชุมชน ผลิตแบบวิถีธรรมชาติแบบดั้งเดิม การกรีดยางรักไม่ได้ไปตัดต้นรักทิ้งเพียงแค่กรีดที่ผิว แล้วนำหมุดไปตอกให้น้ำยางรักหยดลงในกระบอก แล้วนำไปเคี่ยวในกระทะ น้ำมันละหุ่งก็เช่นเดียวกัน มีการผลิตแบบวิถีธรรมชาติ

          การทำเองใช้เองในบ้านในชุมชนเป็นความพอเพียงเฉพาะตัว แต่ไม่ได้เป็นระบบเศรษฐกิจ เพราะระบบดังกล่าวต้องมีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกัน การที่จะอนุรักษ์งานศิลปะไว้ต้องอาศัยสิ่งใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานสิ่งเก่าบ้าง เพราะสิ่งเก่าๆ ที่เคยใช้นั้นอาจจะไม่มีหรือหายากขึ้น มีราคาแพง การจะอนุรักษ์นั้นจำเป็นจะต้องคำนึงถึงต้นทุนด้วย วัตถุดิบดั้งเดิมที่เคยใช้หากมีราคาแพงมาก การนำมาใช้ถือว่าไม่อยู่บนความพอเพียง

          การประยุกต์หรือผสมผสานสิ่งใหม่เข้าไปหมายถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ด้วยเพื่อรักษาให้สิ่งเก่าๆ คงอยู่ได้ พอเพียงจึงไม่ได้หมายถึงเอาแต่ของเก่าๆ เพียงอย่างเดียว ถ้านำของใหม่มาผสมผสานแล้วเกิดผลดีก็ควรจะพิจารณา ไม่ควรยึดติดแต่ให้รู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวงาน กับพื้นที่ กับผู้ใช้

          การปั่นปูนติดไม้นั้นจะต้องปั่นในขณะที่ยางรักที่ทายังไม่แห้งสนิทดี เพราะถ้าแห้งแล้ว ปูนที่ปั่นจะไม่ติดเนื้อไม้ ต้องทาไปติดไป ถ้าปูนไม่ได้ผสมน้ำมันละหุ่ง ต้องใช้ตะปูตัวเล็ก (หรือตะปูที่ใช้ทำกระทง) ตอกลงไปบนตัวลายที่ปั้นนั้นด้วย เพื่อให้ปูนยึดติดกับเนื้อไม้เพิ่มความคงทน เพราะกาวมีความเหนียวและความคงทนน้อยกว่าน้ำมันละหุ่งอยู่ได้ไม่เกิน ๓๐ ปี

          พุทธศิลป์น่านคือภาพสะท้อนของสังคม ที่รื้อสร้างความหมายใหม่ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวัด วิหารและพุทธศิลป์ต่างๆ ให้มาอยู่ที่การช่วยกันสร้างขึ้นมา เศรษฐกิจพอเพียงที่พึ่งตัวเองได้ต้องทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน ความพอเพียงไม่ได้หมายถึงการประหยัดได้มากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างพลังทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกันช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร การฟื้นพุทธศิลป์น่านทำให้ชุมชนเห็นว่า “การให้ดีกว่ารับ ให้แล้วสุขใจมากกว่ารับ”

          พุทธศิลป์เป็นการสร้างมรดกแห่งความทรงจำอันพร้อมพรั่งไปด้วยความงามที่ทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ การเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ดี ทำให้ศิลปะและสังคมเกิดการผสานความกลมกลืน การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมและการยอมรับทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดบริบทใหม่ เป็นบริบทร่วมสมัยที่มีความหลากหลายในมิติต่างๆ รวมทั้งการรื้อสร้าง การโหยหาอดีต ที่ผสานกันอย่างกลมกลืนอย่างมีเอกภาพ

          สังคมที่มีศูนย์กลางจะสามารถสนองตอบต่อความต้องการรูปแบบต่างๆ ของคนได้ นำไปสู่การผลิตที่เกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม ที่ไม่ได้ให้คุณค่าทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังหยั่งลึกลงไปถึงจิตใจอันละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์ ความอยู่รอดของพุทธศิลปะจึงทำให้สังคมนั้นอยู่รอด

          งานปั่นปูนแต่ละชิ้นนั้นไม่จำเป็นต้องปั่นให้เหมือนกัน เพราะช่างแต่ละคนมีความคิด จิตนาการไม่เหมือนกัน แต่ก็ต้องให้ไปในทิศทางเดียวกัน จะไปกะเกณฑ์ไม่ได้มาก งานก่อสร้างแต่ละงานต้องอาศัยชุมชนจึงจะทำได้สำเร็จ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในงานนั้นด้วย คนจึงจะรู้สึกว่าเป็นเจ้าของงาน ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนศิลปะหรืออาคารสถานที่ที่สร้างขึ้นมา

          การนำเงินมาบริจาคเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของในงานนั้นๆ แต่ไม่ได้มาร่วมทำหรือใส่ใจในงานเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่ได้ผลในการยึดโยงจิตใจ ในการสร้างพุทธศิลป์ของวัดแสงดาวนั้นไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แม้ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไรขอให้มาช่วยกัน คนในชุมชนส่วนใหญ่ก็ทำนาทำไร่และรับจ้าง การก่อสร้างของวัดจึงต้องใช้เวลานาน ไม่มีการเขียนหรือจารึกชื่อคนบริจาคไว้ที่ถาวรวัตถุ เพราะพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นไม่ได้มีเจ้าของเพียงคนเดียว คนอื่นก็ส่วนร่วม ทางวัดต้องการให้คนรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

          วัดต้องอาศัยบ้านและบ้านก็ต้องอาศัยวัด จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ แต่การที่จะให้ชาวบ้านเกิดศรัทธานั้น วัดจะต้องทำให้เห็นก่อน โดยพระสงฆ์จะต้องเป็นผู้ที่ประพฤติดีทำดีก่อน การทำงานของ “กลุ่มพุทธศิลปะเมืองน่าน” เริ่มจากจุดเล็กๆ โดยการไปช่วยแกะสลักหรือซ่อมพระพุทธรูปให้กับวัดต่างๆ ในเมืองน่าน อาศัยความรู้และใจรักที่มีต่อพุทธศิลปะ งานที่ทำเป็นงานรับใช้พระพุทธศาสนา เพื่อให้พุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ผ่านงานศิลปะ

          การทำงานในความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ได้ทำเองคนเดียว หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึง การกินอยู่ได้เฉพาะตัว เพราะเป็นความเห็นแก่ตัว แต่จะต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในงานนั้น การร่วมแรงร่วมใจจะนำไปสู่กระบวนการที่ช่วยลดต้นทุนได้เอง

          ศรัทธาทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวนำทำให้เกิดการแสวงหาความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายการจัดการต้องทำควบคู่ไปกับหลักรัฐศาสตร์ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากพระสงฆ์ใช้ได้แต่พระคุณ ไม่สามารถใช้พระเดชได้ การใช้พระเดชจึงเป็นกระบวนการทางสังคมที่คนในชุมชนต้องจัดการกันเอง

          เป้าหมายสูงสุดของการเป็นสล่าชุมชนคือการได้ช่วยเหลือคน การสอนช่วยสร้างคนสร้างงาน สร้างคนคือได้มีอาชีพไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างงานคือการทำให้ศิลปะแบบน่านเผยแพร่ไป พุทธศิลปะเมืองน่านจึงไม่ตาย ช่างสกุลน่านมีลักษณะที่พิเศษกว่าช่างทั่วไปคือมีจิตอาสา ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาส

          พระจะต้องใช้ความสามารถในเรื่องที่ถนัดอย่างเต็มที่ พระสงฆ์จะต้องมีจิตสำนึกในการรับใช้พระพุทธศาสนาและสังคมให้มาก วัดเองก็ควรเปิดโอกาสในพระสงฆ์ได้แสดงความสามารถให้ได้เต็มที่ โดยไม่จำกัดความสามารถ ในขณะเดียวกัน วัดก็ต้องหาช่องทางในการติดต่อประสานความร่วมมือกับชุมชนโดยตรง เริ่มจากการเดินเข้าไปหาชุมชนโดยอาศัยญาติโยม หรือผู้นำชุมชน อาศัยสื่อสมัยใหม่ในการติดต่อ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ มีการนัดประชุมกันกับชุมชนในวาระต่างๆ เพื่อในชุมชนได้รับรู้ว่าวัดได้ทำอะไรไปบ้าง

          ในกระบวนการสร้างมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยต้องปล่อยไป ต้องรักษาน้ำดีไว้ ไม่เสียเวลาบำบัดน้ำเสีย เพราะถึงเวลาน้ำดีจะไล่น้ำเสียเอง ดังนั้นความพอเพียงจึงไม่ได้หมายถึงการประหยัดได้มากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างพลังทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกันช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ซึ่งน่าจะได้ผลกว่าต่างคนต่างทำ

          ชุมชนแสงดาวพัฒนา ๕ มีช่างปูนปั้นเก่งๆ ๕ – ๗ คน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมีแค่ ๑ – ๒ คน ซึ่งอายุมากแล้ว ปูนปั้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างชุมชนแสงดาวพัฒนา ๕ กับชุมชนอื่นๆ คนในชุมชนจะไปช่วยชุมชนอื่นๆ ในต่างอำเภอ ที่ต้องการช่างทำปูนปั้นโดยใช้เทคนิคของวัดแสงดาว การแลกเปลี่ยนแรงงานได้ประโยชน์มากกว่าตัวเงิน เพราะการช่วยงานชุมชนอื่นเป็นการช่วยกันเผยแพร่งานศิลปะออกไปในตัว เป็นการประชาสัมพันธ์งานได้อีกทาง ยิ่งทำมากก็ยิ่งมีการต่อยอดมาก

อ่านทั้งหมด 808 คน

BACK