ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

 panamkien

          ป่าต้นน้ำที่ลุ่มน้ำน่านเป็นหัวใจของระบบน้ำในประเทศคอยส่งน้ำหล่อเลี้ยงแม่น้ำเจ้าพระยาเกือบครึ่งสาย เมื่อคนแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวทำให้นิเวศป่าต้นน้ำที่เป็นแหล่งรวมพันธุกรรม แหล่งอาหารและแหล่งน้ำของโลกล่มสลาย เมื่อกิเลสเป็นเหตุให้ก่อกรรม (กมฺมกิเลส) เข้าครอบงำ สัตว์ทั้งหลายจึงเศร้าหมองเพราะกรรมนั้น

1) ทุนทางสังคมและทุนทางธรรมชาติของน้ำเกี๋ยน

          “น้ำเกี๋ยน” ตำบลเล็กๆ ในจังหวัดน่าน รู้จักในนามชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนป้องกันยาเสพติด ชุมชนจัดการตนเอง มีกระบวนการเรียนรู้และจัดการตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้นำจะเปลี่ยนไปกี่รุ่น แต่รากฐานการพัฒนาชุมชนที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ยึดเอาทุนทางสังคมที่มีอยู่เป็นตัวเชื่อมร้อยคน ร้อยแผน ร้อยกิจกรรม สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปสู่ภาพฝันร่วมกันของคนในชุมชนที่ว่า “กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี” กินอิ่ม หมายถึง การมีเศรษฐกิจความเป็นอยู่ที่พอเพียง พออยู่ พอกินนอนอุ่น หมายถึง มีสุขภาวะที่ดี ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณฝันดี หมายถึง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีอบายมุขและสิ่งเสพติด

          ห่างจากตำบลน้ำเกี๋ยน ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าขุนน้ำเกี๋ยน มีเนื้อที่กว่า 2 ร้อยไร่ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญคือ “ ลำน้ำเกี๋ยน ” ที่ไหลหล่อเลี้ยงชุมชนน้ำเกี๋ยนมานานหลายร้อยปี คนในชุมชนก็ถือเอาชื่อของลำน้ำเป็นชื่อของหมู่บ้าน แต่เดิมนั้น ป่าไม้ในเขตน้ำเกี๋ยนถูกลักลอบตัดกันเป็นจำนวนมาก ลำน้ำเกี๋ยนเคยแห้งแล้ง และชุมชนก็ประสบกับปัญหาภัยพิบัติน้ำป่าจากภูเขาที่ไหลมาอย่างรวดเร็วทำให้ดินอ่อนตัวแล้วถล่มลงมาทับและปิดทางเข้าออกหมู่บ้าน เพราะภูเขาด้านบนต้นไม้ถูกตัดโค่นจนหมดเพื่อเอาที่ดินมาทำเป็นไร่ข้าวโพด อีกทั้งยังมีกระบวนการของกลุ่มที่ลักลอบตัดไม้นำไปขายกับโรงงานแปรรูป ไม้ส่วนใหญ่ที่โดนตัดก็จะเป็นไม้สัก ไม้รัง ปัญหาการลักลอบตัดไม้และการเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยทำให้ภูเขากลายเป็นเขาหัวโลน ชาวบ้านจึงหันมาให้ความสนใจเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้

2) ชุมชนล่มสลาย

          น้ำเกี๋ยนเป็นชุมชนที่ล่มสลายด้วยปัญหาต่างๆ ทั้งการพนัน การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และปัญหายาเสพติด ส่งผลให้ครอบครัวและชุมชนล่มสลาย แต่ก่อนเคยเป็นชุมชนดงนักเลง ชาวบ้านไม่มีความสามัคคี แบ่งพรรคแบ่งพวก เมื่อมีการลักลอบตัดไม่ทำลายป่ามากขึ้น ทำให้มีนายทุน ผู้มีอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ น้ำเกี๋ยนจึงถูกมองว่าเป็นชุมชนที่ไม่น่าอยู่ เต็มไปด้วยนักเลงพนัน นักเลงสุรา ยาเสพติด ป่าไม้ถูกนายทุนเข้ามาทำลาย จนกลายเป็นข่าวดังเพราะเป็นแหล่งค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ของจังหวัดน่าน

          ครูก็อยู่ไม่ได้และพระก็ถูกขับไล่เพราะขัดแย้งกับกลุ่มยาเสพติด ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีอำนาจที่จะอะไรได้ สถานีอนามัยก็โดนรังขวานทำให้หมอที่มาอยู่ก็อยู่ได้ไม่นาน น้ำเกี๋ยนเลยเป็นสังคมแห่งความแตกแยก ที่คนคิดต่างกัน ไม่มีการพูดคุยกัน ทุกคนเลือกเอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง

          ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เด็กในชุมชนไม่รับการศึกษาที่ดีพอ เพราะมีการค้ายาอย่างเสรีและการตัดไม้ทำลายป่า กลุ่มนายทุนที่เข้ามาตัดไม้ให้การสนับสนุนการพนัน ไพ่ ไฮโลว์ ปั่นแปะ ชนไก่ ชนวัว ชนกว่าง กลุ่มผู้เล่นนั้น มีตั้งแต่ข้าราชการ พ่อบ้าน แม่บ้าน จนกระทั่งเยาวชน ในช่วงที่มีงานศพในหมู่บ้าน มีการเล่นไพ่ ไฮโลว์ ในงานศพเพิ่มมากขึ้น โดยอ้างว่าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพ ระยะหลังๆ เริ่มมีการใช้ยาบ้าเพื่อให้นั่งเล่นการพนันได้ทั้งคืนโดยไม่ง่วงนอน และใช้ยาบ้าในการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

          ลักษณะการล่มสลายได้เกิดขึ้นที่น้ำเกี๋ยนเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ทำให้คนในชุมชนหันกลับมาดูตนเอง กระทั่งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ชุมชนจึงได้ตั้งกฏเหล็กทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกัน คือ

  1. ทางชุมชนจะไม่ให้ความร่วมมือใดๆ กับผู้ที่จำหน่ายยาเสพติด
  2. ครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะไม่มีสิทธิ์ในการกู้ยืมเงินกองหมู่บ้าน และถูดตัดสิทธิ์ในการรับทุนการศึกษาของบุตรหลาน
  3. ครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะถูกตัดสิทธิ์ในการรับทุนอาหารกลางวันของบุตรหลานที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนน้ำเกี๋ยน
  4. ครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะถูกตัดสิทธิ์การใช้บัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรค โดยทางผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันจะไม่เซ็นรับรองรองฐานะลูกบ้านให้

3) สังคมเครือญาติและกลุ่มเสี่ยวช่วยฟื้นป่า

          ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อชุมชนได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ทำลายมาเป็นนักอนุรักษ์ ป่าขุนน้ำเกี๋ยนก็ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาด้วย โดยการดูแลกันระหว่างคนกับป่า ชุมชนเชื่อว่าเมื่อคนดูแลป่าแล้ว ป่าจะดูแลคน ป่าที่ได้กลับคืนมาได้ให้ชีวิตใหม่แก่ชาวบ้าน กระทั่งกลายเป็นความผูกพันความหวงแหนในทรัพยากรที่จะสืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกหลาน

          ชุมชนน้ำเกี๋ยนเป็นสังคมเครือญาติ สังคมเครือญาติคือคนจะช่วยเหลือกัน พึ่งพาอาศัยกัน ครอบครัวส่วนใหญ่มีนามสกุลที่มีคำขึ้นต้นว่า “ดี” เช่น ดีกล้า ดีดำ ดีคำวงค์ ดีค่ายคำ เป็นต้น ทั้งหมด 27 ดี หรือในส่วนที่ไม่ได้มีนามสกุลขึ้นว่า ดี แต่มีปีเกิดปีเดียวกันหรือเกิดปีใกล้ก็จะมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรียกว่า “กลุ่มรุ่นกลุ่มเสี่ยว” ทำให้คนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน

          นายผอง มหาวงศ์สนั่น อายุ 45 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการอนุรักษ์ป่าชุมชนที่เป็นป่าต้นน้ำให้ฟื้นคืนสภาพเดิม โดยผู้ใหญ่บ้านชักชวนให้ชาวบ้านช่วยกันเป็นยามดูแลป่าไฟป่า เพราะไฟป่าอาจจะเกิดขึ้นทุกเวลา โดยเฉพาะในหน้าแห้งจะมีโอกาสเกิดได้ง่ายกว่า ดังนั้นชาวจะต้องไปศึกษาวิธีการทำแนวกันไฟป่าและอบรมการดับไฟฟ้ากับเจ้าหน้าที่ป้องกันสาธารณะภัย ซึ่งจะจัดอบรมปีละ 2 ครั้ง ทำให้ชาวบ้านมีความรู้ในการรักษาป่า มีการเปิดเวทีชาวบ้านเพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการรักษาป่าด้วยการบวชป่า

4) การบวชป่า

          ในการบวชป่า ชุมชนได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เจริญพระคาถา โดยนำจีวรพระเก่ามาผูกที่ต้นไม้เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า ต้นไม้นั้นมีการบวชแล้ว เป็นการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ การบวชป่าเป็นกุศโลบายทำให้คนไม่กล้าเข้ามาลักลอบตัดต้นไม้ที่ผ่านการบวชแล้ว เพราะต้นไม้ที่ผ่านการบวชจะมีเทพเทวดามาอาศัยอยู่ การตัดไม้ที่บวชแล้วจึงถือว่าบาปมาก เสมือนการฆ่าพระสงฆ์ วิญญาณจะไม่ได้ไปผุดไปเกิด ผู้ที่ตัดจะได้รับบาปนั้นเอง วิธีการดังกล่าวเป็นการรักษาป่าแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นที่ได้ผล เพราะในระยะแรก ๆ ยังมีกลุ่มอิทธิพลที่เหลืออยู่

          ในเขตป่าอนุรักษ์จะมีกุฏิของพระสงฆ์ตั้งอยู่ เพื่อปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ทุกๆ ปีจะมีการจัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น การทำบุญตักบาตร การสมโภชป่า (สวดมนต์ ) และในบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งของกล้วยไม้ป่า ชาวบ้านสังเกตว่าถ้าป่าอุดมสมบูรณ์กล้วยไม้จะเจริญเติบโตดี เมื่อเข้าฤดูฝนจะมีเห็ดป่า เช่นเห็ดเผาะ เห็ดโคน ขึ้นอยู่

          ผู้ใหญ่บ้านจะพาเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านน้ำเกี๋ยนมาเก็บขยะในป่าเป็นประจำ เพื่อแนะนำ ให้รู้จักต้นไม้ พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ รวมทั้งการสำรวจสมุนไพรและการสำรวจป่าต้นน้ำ เด็กๆ ยังได้มาร่วมในพิธีบวชป่า ทั้งป่าชุมชน และป่าขุนน้ำเกี๋ยนซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของป่า ในฐานะที่เป็นป่าอาหาร ป่าต้นน้ำและป่าสมุนไพรให้กับชุมชน เด็กๆ เกิดมาในยุคที่สังคมเจริญด้านวัตถุ โดยคนอยู่อย่างแปลกแยกจากธรรมชาติ ดังนั้นการเริ่มปลูกฝั่งสำนึกการรักษ์ป่าตั้งแต่เด็กๆ โดยสอนให้เด็กรู้จักต้นไม้ รู้จักแยกแยะประเภทต้นไม้ และรู้ประวัติความเป็นมาจะทำให้เด็กรู้จักคุณค่าของป่า การเรียนรู้แบบซึมซับจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและเกิดความรู้สึกหวงแหนป่าผืนนี้

          บ้านน้ำเกี๋ยนมี 5 ชุมชน ทุกปีชาวบ้านจะรวมตัวกันโดยมีหมู่ 5 เป็นเจ้าภาพในการจัดงานทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกหมู่บ้านและคนในชุมชนต่างๆ ได้มาพบเจอกัน พระอธิการสาธิต อินทปฺญโญ ผู้นำทางจิตวิญญาณจะเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม โดยนำความเชื่อในอดีตที่ดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันมาใช้ในการจัดกิจกรรม จากนั้นจะมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบดูแลป่า โดยแต่ละชุมชนจะรับผิดชอบพื้นที่ป่า 200 ไร่

5) การจุดบั้งไฟ

          ประเพณีของน้ำเกี๋ยนที่สำคัญในการอนุรักษ์ป่าได้แก่ การบูชาเทพเจ้าจอมหมอก ดอยจอมหมอก คือภูเขาแห่งหนึ่งในตำบลน้ำเกี๋ยน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 หรือบ้านต้นกอก ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ดอยจอมหมอกเป็นดอยหนึ่งที่ชาวบ้านในชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนมีความเชื่อว่า เจ้าที่เจ้าฐานที่สิ่งสถิตอยู่ ณ บริเวณดอยจอมหมอกนี้ มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก

          ในเดือน 9 เป็ง หรือวันขึ้น15 ค่ำของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนจะเดินขึ้นดอยเทพจอมหมอก เพื่อไปจุดบั้งไฟถวายสักการบูชาที่เจ้าฐานดอยจอมหมอก อีกความเชื่อหนึ่งเห็นว่า บั้งไฟจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล

          ในปัจจุบัน การจุดบั้งไฟไม่ได้ทำแล้วเนื่องจากบริเวณป่าชุมชนมีการปลูกยางพารา บั้งไฟที่รวงลงมาทำให้เกิดไฟไหม้ส่วนยางของชาวบ้าน จึงได้ยกเลิกการจุดบั้งไฟ และมาทำพิธีกรรมทางสงฆ์มากกว่า เช่น การทำบุญใส่บาตรร่วมกันและร่วมรับประทานอาหาร

          บริเวณป่าชุมชนน้ำเกี๋ยนมีการทำไร่เลื่อนลอย เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด โดยจะปลูกพืชเพียงอย่างเดียว หลังฤดูเก็บเกี่ยว ชุมชนก็ไม่มีงานทำ ทำให้ขาดรายได้ที่จะนำมาใช้เลี้ยงครอบครัว ในปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลจึงได้ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกยางพารา โดยทดลองปลูกร่วมกับการปลูกข้าวโพด กระทั่งต้นยางพาราโตคลุมพื้นที่ไว้ทั้งหมดก็ไม่สามารถปลูกข้าวโพดได้อีก ชุมชนจึงเลิกปลูกข้าวโพดและหันมาปลูกยางพาราใกล้ๆ กับป่าชุมชนแทน

          ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการปลูกยางพาราบริเวณป่าชุมชนจะทำให้ป่าชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากยางพาราเป็นต้นไม้ที่มีรากยาวและมีใบปกคลุมหน้าดิน ดินจึงชุมชื้น ทำให้ภูเขาหัวโลนที่เคยมีแต่ไร่ข้าวโพดกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวได้อีกครั้ง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยางพารามีรากที่สั้น ทำให้ไม่สามารถยึดหน้าดินได้ การทำสวนยางพาราจึงทำให้เกิดปัญหาดินถล่ม (Landslide) ตามมา

6) ชีววิถี

          การใช้ชีววิถีเพื่อคืนชีวิตให้ป่าผืนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การปลูกป่าทดแทนต้องทำร่วมกับการบวชป่าและการบวชกล้วยไม้ที่ช่วยอนุรักษ์ทั้งไม้ต้นและกล้วยไม้ป่าหายาก กล้วยไม้กินอาหารจากเปลือกนอกที่ตายแล้วของไม้ต้นแม่ ถ้าต้นแม่ไม่สมบูรณ์กล้วยไม้ก็จะตาย ชาวบ้านจึงใช้กล้วยไม้วัดความสมบูรณ์ของไม้ต้น และใช้เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติให้แมลงและผีเสื้อที่ช่วยผสมเกษรเพื่อการขยายป่าต่อไป

          กล้วยไม้ได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญจากเทคโนโลยีราชมงคลล้านเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง กล้วยไม้นั้นไม่ได้ปลูก แต่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและขยายพันธุ์เอง กล้วยไม้ป่านั้นมีความอ่อนไหวไปตามสิ่งแวดล้อมมาก ถ้าป่ามีความผิดปกติกล้วยไม้จะไม่เจริญเติบโต ดังนั้นชาวบ้านจึงใช้กล้วยไม้เป็นเครื่องวัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า และช่วยตรวจสอบความอุดมสมบรูณ์ของป่า

          การรักษาป่ายังรวมถึงการรวมตัวกันทำแนวกันไฟ แนวกันไฟจะช่วยรักษากล้วยไม้ป่าเอาไว้ไม่ให้ถูกไฟป่าเผา นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเขตอนุรักษ์และเขตป่าต้นน้ำโดยออกกฏห้ามตัดต้นไม้โดยเด็ดขาด ชีววิถียังรวมถึงการจัดยามเฝ้าป่าใช้ป่าสร้างป่า (Conservation through use) เพื่อให้ไม้ใหญ่รักษาไม้เล็กและไม้เล็กรักษาไม้ใหญ่ โดยกำหนดสิทธิในการตัดไม้ก่อนตัดต้องแจ้งผู้นำชุมชนและไปชี้ต้นที่จะตัด ให้ตัดแค่พอใช้แม้แต่ไม้ไผ่หรือหน่อไม้เพื่อรักษาเห็ดไผ่ให้เป็นแหล่งอาหารของชุมชน เห็ดทำให้ป่าถึงความบริสุทธิ์ (วิสุทฺธิยา)

          การเก็บเห็ดของชาวบ้านไม่มีกฏบังคับ การเก็บเห็ดหรือหน่อไผ่ป่าจะได้ประโยชน์ทั้งคนและป่า คนที่หาเห็ดจะช่วยเป็นหูเป็นตาเห็นกับชุมชน คอยดูแลไฟป่า และคอยสอดส่องดูแลผู้ที่จะเข้ามาลักลอบตัดไม้ในป่า

          การฟื้นป่ากระทั่งป่ากลับมาสมบูรณ์อีกครั้งจากคนในชุมชนน้ำเกี๋ยนเองทำให้ชาวบ้านมีความหวงแหนป่าชุมชนนี้มาก เป็นป่าชุมชนของชาวบ้านที่ให้อาหารกินตลอดปี ป่ายังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้กับลำน้ำเกี๋ยนที่ใช้หล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ ได้ทั้งตำบลตลอดทั้งปี

7) มาตรการชุมชนเรื่องการตัดไม้   

          ชุมชนน้ำเกี๋ยนมีการกำหนดมาตรการของชุมชนโดยผู้นำชุมชนต่างๆ ผู้ที่ต้องการไม้ในป่าชุมชนจะต้องมาขออนุญาตจากผู้นำชุมชนก่อน และต้องเป็นไม้ที่ตายเองโดยธรรมชาติเท่านั้น แม้แต่ต้นไม้เล็กๆ หรือกิ่งไม้ที่ตายแล้ว ที่ร่วงหล่นลงมาก็ต้องมาขออนุญาตผู้นำชุมชนก่อนนำไปใช้ประโยชน์ เช่นนำมาทำเป็นฟืน เป็นต้น ส่วนไม้ใหญ่ที่ตายจะนำมาใช้ประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อสร้างโต๊ะหรือเก้าอี้สำหรับใช้ในการประชุมของชุมชน ผู้ที่ลักลอบเข้าไปตัดไม้ หากถูกจับได้จะถูกปรับ 1,000 บาทและมีการแจ้งเตือนจากผู้นำชุมชนแต่ละชุมชนโดยสร้างแรงกดดันผู้ที่กระทำความผิด หากไม่ปฏิบัติตามก็จะส่งตัวให้ทางตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย

          แม้แต่ไม้ที่ใช้ในพิธีกรรมตูปผีเพื่อสร้างบ้านให้ผีอยู่ก็ต้องขออนุญาตผู้นำชุมชน ตูปผีมีลักษณะคล้ายกระท่อมปลายนา การสร้างบ้านตูปผีจะนำไม้ในป่าชุมชนมาสร้างและประกอบพิธีกรรม โดยต้องได้รับอนุญาตจากชุมชนและคนในชุมชน ไม้ที่นำมาใช้จะต้องเป็นไม้เล็กๆ และไม้ที่ตายเองโดยธรรมชาติ หลังจากเสร็จพิธีกรรมก็จะนำตูปผีมาถวายวัดบ้านโป่งคำ

          ป่าเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน ใช้ศึกษาสมุนไพรหายาก เช่น ใบหมี่ ว่านเอนเยือด ใบสาบเสือและยังเป็นเหล่งอาหารของคนในหมู่บ้าน การกำหนดกฎการใช้ป่าของชุมชนทำให้ทุกคนรู้จักใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรที่มี และไม่มีการแย่งชิงทรัพยากรที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้มา

          หากไม่หวงแหนทรัพยากรป่าที่เป็นเสมือนชีวิตของชาวบ้านน้ำเกี๋ยนแล้ว ชาวบ้านก็คงอยู่ไม่ได้เพราะป่าเป็นทั้งแหล่งต้นน้ำของลำน้ำเกี๋ยน ไหลไปหล่อเลี้ยงชาวบ้านให้มีน้ำกิน น้ำใช้ในการเกษตร และป่ายังเป็น แหล่งอาหารขนาดใหญ่ เป็นเหมือนตลาดสดของชุมชน อาหารที่ได้จากป่าชุมชน คือ เห็ดจะเกิดขึ้นในฤดูฝนเป็นจำนวนมาก พอที่จะเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน ส่วนหน่อไม้ไผ่ป่าสามารถให้หน่อตลอดฤดูฝน หน่ออ่อนชาวบ้านจะตัดมาประกอบอาหาร แต่ในช่วงฤดูแล้งที่มีความชื้นน้อยกว่าช่วงฤดูฝน ไผ่ป่าจะให้หน่อแต่ไม่อ่อน อาหารที่เจ้าอาวาสวัดโป่งคำบิณฑบาตรได้มาตลอดทั้งปีส่วนใหญ่ทำมาจากเห็ดและหน่อไม้

          เมื่อชาวบ้านเห็นผลการอนุรักษ์ป่าชุมชน จึงสร้างวาทะกรรมว่า “ป่าก็ดูแลชุมชน ชุมชนก็ดูแลป่า” น้ำเกี๋ยนจึงเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน การเป็นชุมชนล่มสลายทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างแกนนำในส่วนของ บ้าน วัด โรงเรียนและสถานีอนามัย ที่เรียกว่า บวรส เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน เรียกว่ายุคแห่งความร่วมมือโดยใช้แนวทาง ผู้นำ 42 ขุนศึก และมาตรการทางสังคมความเป็นเครือญาติ ร่วมกับเวทีประชาคม เป็นแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

8) ผู้นำ 42 ขุนศึก

          น้ำเกี๋ยนมีผู้นำที่หลากหลายมารวมกันทำโดยยึดหลัก พระเอกแบบหมู่ ไม่มีใครเป็นพระเอกคนเดียว ต่างเป็นพระเอกแบบหมู่เพื่อผลึกกำลัง 3 ฝ่ายได้แก่ฝ่ายปกครอง ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ฝ่ายองค์การปกครองส่วนตำบล คือสมาชิก อบต. ทุกหมู่บ้านและฝ่ายตัวแทนชาวบ้านมาเป็นคณะกรรมการ โดยตั้งเป็นองค์กรพัฒนาคุณภาพตำบลน้ำเกี๋ยน มีแกนนำหลักทั้งหมด รวม 42 คนชาวบ้านเรียกกันเล่นๆ ว่า 42 ขุนศึก

          กลุ่มแกนนำทำงานแบบดาหน้าเข้าหาปัญหา ทุกเรื่องจะผ่านการคิด ร่วมวางแผน และตัดสินใจร่วมกัน ผู้นำทั้ง 42 คนทำให้การดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลน้ำเกี๋ยนเป็นไปได้ด้วยดี เพราะเอาจริงเอาจัง กล้าได้กล้าเสีย ทุ่มเท เสียสละ และทุกคนต่างเคารพในกฎกติกาการทำงานร่วมกัน เช่นยอมรับการจ่ายเงินค่าปรับครั้งละ 200 บาท หากผู้ที่เป็นกรรมการไม่เข้าร่วมกิจกรรม หรือขาดประชุม

          กรรมการทั้งหมดจึงเป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการการทำงานแบบมีส่วนรวมของชุมชน สิ่งที่ผู้นำทำนั้นจะเป็นกระจกให้ชาวบ้านได้เห็น และถ้าภาพที่ปรากฎออกมาไม่ดี คนในชุมชนก็จะไม่นับถือ คนในชุมชนต่างจับตามองกรรมการ คอยประเมินผลการทำงาน กรรมการจะไม่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นคณะกรรมการอีก หรือไม่ได้เลือกตั้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอีกหากขาดประชุมหรือมีความประพฤติที่ไม่ดี คนในชุมชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มาตการทางสังคมที่เข้มงวดทำให้กรรมการไม่กล้าขาดการประชุมและต้องประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่เล่นการพนัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และไม่ทุจริต

9) ปรัชญาภิปราย

          ป่าชุมชนต้นน้ำเกี๋ยนในพื้นที่ 300 ไร่ถูกนายทุนรุกรานจนตาน้ำถูกทำลาย การเก็บขยะในป่าและการปลูกเห็ดป่าโดยนำดอกเห็ดแก่มาปั่นผสมน้ำรดโคนต้นกล้า ก่อนนำไปปลูกในป่าหรือปลูกต้นกล้าใกล้ต้นแม่ที่มีเห็ดขึ้นแล้วขุดไปปลูกที่อื่นๆ เพื่อให้เชื้อเห็ดกระจายไปทั่วป่า ทำให้มีเห็ดป่าเกิดขึ้นมากมายไว้คอยดูดซับสารพิษตกค้างในดิน (Bioremediation) เช่น น้ำมันและย่าฆ่าแมลงที่ไหลมาตามน้ำหลากจากไร่ข้าวโพดของชนเผ่าบนยอดเขา เห็ดทำให้ป่าถึงความบริสุทธิ์ (วิสุทฺธิยา)

          มลพิษทำให้การฟื้นฟูป่าระยะแรกต้องปลูกเห็ดป่าควบคู่ไปกับการเพาะเลี้ยงเห็ดในชุมชน เศรษฐกิจพอเพียงช่วยสร้างอาหารเลี้ยงคน หลังจากนั้นความมั่นคงทางอาหารจะช่วยฟื้นป่าต่อไป ธาตุอาหารตกค้างในก้อนเชื้อเห็ดที่หมดสภาพนำมาทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ปลูกป่า

          การปฏิวัติพันธุกรรมจึงมิใช่แค่การตัดแต่งพันธุกรรมที่ทำให้คนหลงในลักษณะแห่งสังขารและการค้า แต่เป็นการเรียนรู้กฎธรรมชาติและปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องจนเข้าถึงสัจธรรม ความรู้ที่เป็นสัจธรรมนี้เองที่ช่วยสร้างสรรค์ประโยชน์อย่างแท้จริง เช่น เศรษฐกิจพอเพียงของเห็ดที่ช่วยฟื้นป่าแต่สิ่งที่เป็นความหมายจริงๆ ของการปฏิวัติพันธุกรรมคือการสร้างสมบัติอันประเสริฐ โดยการใช้ชีววิถีเพื่อทำความรู้จักกับธรรมชาติแห่งชีวิตซึ่งเป็นเรื่องภายใน

อ่านทั้งหมด 864 คน

BACK