ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

pacha

          โตนเลสาบคือทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา เป็นมรดกทางธรรมชาติและแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก ป่าและป่าช้าที่โตนเลสาบคือพรมแดนที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าไปไม่ถึง ป่าโตนเลสาบใช้สร้างความมั่นคงทางอาหารโดยการหมักน้ำ ขณะที่ป่าช้าเป็นป่าแห่งจิตวิญญาณมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์โตนเลสาบ เตือนให้คนอยู่ด้วยความไม่ประมาทและเป็นผู้มีความมักน้อย ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่มีความสำคัญ ทำให้คนอยู่ร่วมกันในนิเวศวิทยาแบบชีพจรน้ำท่วมที่ต้นไม้และซากพืชซากสัตว์มากมายถูกหมักเป็นระยะเวลานานได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อแสวงหาความอยู่รอดนิเวศวิทยาป่าโตนเลสาบ

          โตนเลสาบเป็นระบบนิเวศวิทยาแบบชีพจรน้ำท่วม (Flooding-pulsed ecosystem) น้ำจะไหลจากแม่น้ำโตนเลสาบเข้าท่วมที่ราบลุ่ม แม่น้ำ บึงและระบบนิเวศที่เปราะบางต่างๆ รอบๆ ทะเลสาบทุกปี ระดับน้ำที่โตนเลสาบจึงเปลี่ยนแปลงไปตามฤดู และจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เมตรในช่วงฤดูน้ำหลาก มวลน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลลงแม่น้ำโขงจะไหลมายังแม่น้ำโตนเลสาบ พัดพาเอาน้ำและตะกอนมากมายมาด้วย ทำให้เกิดการสะสมของหน้าดินที่โตนเลสาบจาก 2,500 ลบ.กม. เป็น 12,500 ลบ.กม.

          น้ำจากแม่น้ำสายต่างๆ จะไหลเข้าท่วมพื้นที่รอบๆ โตนเลสาบทำให้ทะเลสาบมีพื้นที่น้ำเพิ่มขึ้น 5 เท่า น้ำท่วมทำให้เกิดระบบการหมักน้ำ ต้นไม้และซากพืชซากสัตว์ สารอินทรีย์จะถูกกลืนอยู่ใต้น้ำ และถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียเพื่อสร้างสายใยอาหาร (Food web) ขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของการย่อยที่เกิดขึ้นที่โตนเลสาบคือการทำให้คาร์บอนจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ปลาและสัตว์น้ำจึงมีขนาดใหญ่กว่าระบบนิเวศน์อื่นๆ

          สายใยอาหารขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศวิทยาแบบชีพจรน้ำท่วมทำให้โตนเลสาบมีผลิตภาพทางน้ำสูง แต่ละปีจะสามารถจับปลาเพื่อส่งขายได้ประมาณ 230,000 – 250,000 ตัน ปลาบางส่วนชาวประมงจับมาเป็นอาหารเพื่อใช้ยังชีพ ปลาที่จับได้ทั้งหมดจากโตนเลสาบ 290,000 ตันกลายเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก สามารถเลี้ยงคนได้ถึง 2 ล้านคน สูงกว่าการผลิตอาหารเฉลี่ยของโลกถึง 24%

          น้ำท่วมทำให้ทะเลสาบมีความลึกมากขึ้น บริเวณกลางทะเลจะมีความลึก 30 – 40 เมตร ชาวประมงแบ่งน้ำที่โตนเลสาบออกเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ

          ชั้นที่ 1 (ชั้นบนสุด) ระดับที่มีคลอโรฟิลด์ลอยอยู่ด้านบน ซึ่งช่วยสร้างออกซิเจนให้กับโตนเลสาบโดยใช้แสงแดดและคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้น้ำชั้นรองลงมามีออกซิเจนละลายอยู่มาก ในน้ำยังมีกลิ่นกำมะถันที่เกิดจากการย่อยสารอินทรีย์ในชั้นล่างสุด คลอโรฟิลด์ที่ผิวน้ำทำให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำไม่ได้ อุณหภูมิที่ผิวน้ำจึงสูง น้ำที่ลึกกว่า 1 ช่วงแขนจะเย็นจัด

          ชั้นที่ 2 เป็นที่อยู่ของปลาหลากสายพันธุ์ เพราะน้ำจะเย็นกว่า อาศัยกินใบไม้ใต้น้ำจากต้นไม้ที่แช่น้ำเป็นเวลานาน และสาหร่ายที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ ช่วงกลางคืนจะมาอาศัยนอนตามผักตบชวาพืชพื้นถิ่นที่มีอยู่มากในโตนเลสาบหรือซอกต่างๆ ของต้นไม้ที่ยืนต้นแช่อยู่ในน้ำ ทำให้โตนเลสาบมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

          ชั้นที่ 3 คือระดับน้ำที่ลึกที่สุด คลอโรฟิลด์จากใบไม้ที่ตายจะจมลงสู่ท้องน้ำ รวมกับพืชใต้น้ำจะสะสมที่ด้านล่างเป็นอาหารของดิน ทำให้ดินตะกอนมีความสมบูรณ์ ในชั้นนี้จะมีออกซิเจนละลายอยู่น้อยมาก แบคทีเรียแบบไม่ใช้ออกซิเจนสามารถทำงานได้ดี เพื่อย่อยสารประกอบคาร์บอนเป็นให้เป็นชีวมวล (Biomass) จากสิ่งมีชีวิต และปล่อยก๊าซต่างๆ เช่นมีเทนและก๊าซไข่เน่า น้ำที่โตนเลสาบจึงมีกลิ่นกำมะถันปนอยู่จางๆ ดินที่เกิดขึ้นหลังน้ำลดในบริเวณที่น้ำลึกที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูง

          ปลาตัวใหญ่จากที่ต่างๆ จะอพยพมาตามน้ำเพื่อมาอาศัยอยู่ในน้ำชั้นที่ 3 เพราะมีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ โดยกินปลาตัวเล็กและกุ้งที่อยู่ในชั้นที่ 2 พอถึงฤดูน้ำลด ปลาใหญ่ที่อพยพมาจะว่ายกลับไปยังแหล่งที่อยู่เดิม “กระเบนแม่น้ำ” ก็มาอาศัยอยู่ที่โตนเลสาบ มักซ่อนตัวในน้ำลึก โดยจะออกหากินในช่วงกลางคืน จึงไม่ค่อยมีคนพบเห็นยกเว้นชาวประมง

          น้ำหลากไหลลงสู่โตนเลสาบนั้นเป็นน้ำขุ่นสีออกแดงๆ เพราะดินที่กัมพูชาเป็นดินลูกรังสีแดง เมื่อทิ้งไว้ น้ำจะใสขึ้นเพราะมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสารอินทรีย์ต่างๆ ส่วนบริเวณใกล้ชุมชน น้ำในทะเลสาบจะมีกลิ่นคาว เนื่องจากการทำประมงและของเสียจากมนุษย์ที่มาอาศัยอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น

          นิเวศวิทยาป่าโตนเลสาบจึงเป็นระบบความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน การอนุรักษ์ป่าที่อยู่ใต้น้ำท่วมนาน 9 เดือนจึงเป็นความท้าทาย คนต้องดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำอยู่ตลอดเวลาด้วยความไม่ประมาท ทะเลสาบก็เผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการขยายตัวของชุมชน การท่องเที่ยว การประมงพาณิชย์ และการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

พื้นที่เศรษฐกิจกลางทะเล

          ทะเลสาบมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลจนคนในท้องถิ่นไม่เคยมีใครไปถึงพื้นที่อีกด้านหนึ่งของทะเลสาบ โตนเลสาบเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของประเทศ ความสะดวกในการเดินทางทางเรือทำให้คนในพื้นที่เห็นว่า การอาศัยอยู่ที่โตนเลสาบช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น พื้นที่รอบๆ โตนเลสาบยังเป็นทั้งอู่ข้าวอู่น้ำของชาวกัมพูชา ช่วงที่น้ำในโตนเลสาบลดระดับลงได้ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมากมาย

          น้ำจะไหลเข้าท่วมโตนเลสาบนานถึง 9 เดือน โดยช่วงที่ระดับน้ำขึ้นสูงสุดคือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม (3 เดือน) น้ำจะขึ้นเวลาประมาณ 19.15 นาที แล้วจะเริ่มลดลงจนถึงธันวาคม ในฤดูแล้งระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี ระดับน้ำในโตนเลสาบจะเริ่มลดลงกระทั่งมีเกาะดินโผล่ขึ้นมา เกาจะช่วยกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปในชุมชนที่ปลูกอยู่บนดิน พื้นที่บางส่วนหลังน้ำลดถูกนำมาใช้ปลูกข้าวโพดและผักต่างๆ

          โตนเลสาบเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโลก ฤดูแล้งน้ำในโตนเลสาบจะนิ่งและใสเหมาะกับการเที่ยวชมความงามของผืนน้ำ น้ำที่โตนเลสาบมีหลายสีด้วยกัน เกิดจากแร่ธาตุต่างๆ ที่ไหลมาในช่วยที่น้ำหลาก และจะเปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลา นายดึยโตงยวย อายุ 18 ปี เชื้อสายเขมรมีอาชีพขับเรือในโตนเลสาบพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ รวมทั้งชุมชนชาวประมงกลางน้ำ ที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจามไร้สัญชาติ จามคือคนเวียดนามที่อพยพเข้ามาในช่วงสงครามเวียดนาม ไม่ได้รับสิทธิ์ในที่ดินกิน จึงไม่สามารถสร้างบ้านบนดินได้ ต้องอาศัยอยู่แต่ในเรือ สถานที่ท่องเที่ยวที่โตนเลสาบยังรวมถึงร้านขายของที่ระลึก (เครื่องจักรสานจากผักตบชวา) ร้านอาหาร แหล่งดูนก แบลเลี้ยงจระเข้ รวมทั้งป่าช้ายอดไม้

ป่าช้ายอดไม้

          การอยู่กับน้ำนิ่งที่เต็มไปด้วยแบคทีเรียทำให้เด็กเจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากไม่มีการรักษาที่ดีเพราะอยู่ไกลสถานพยาบาลทำให้เด็กหลายคนเสียชีวิต ดังนั้นพื้นที่ชั้นในเลยหมู่บ้านชาวเขมรและชาวจามเข้าไปถูกกันไว้เป็นป่าช้า พื้นที่ป่าแห่งจิตวิญญาณ

          เมื่อมีคนตาย ศพจะถูกบรรจุใส่โลงแล้วพันด้วยผ้าห่มหลายๆ ชั้นมัดให้แน่น แล้วนำไปวางบนกิ่งไม้ขนาดใหญ่บนยอดที่สูงที่สุด โดยต้องสามารถรับน้ำหนักของโลงและศพได้ เมื่อระดับน้ำลดลง ญาติจะนำศพไปที่วัดเพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อไป

          การประกอบพิธีในช่วงน้ำหลากนั้นไม่สะดวก เพราะการเดินทางยากลำบาก แม้จะเป็นชุมชนใหญ่ที่อยู่ติดๆ กันและมีวัดมากถึง 3 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นวัดของชาวกัมพูชา เช่น วัดระวี วัดกัมปงเถียงและวัดสะได แต่วัด เตาเผาศพและที่เก็บศพ (สำหรับศพไร้ญาติ) ก็ถูกน้ำท่วมหมด

          การเผาบนเชิงตะกอนแสดงถึงฐานะ ครอบครัวที่ฐานะดีสามารถหาซื้อฟืนจำนวนมากมาศพเผาได้ ไม้ฟื้นที่นำมาเผาศพนั้นมีราคาแพง เพราะฟืนหายาก โดยเฉพาะในช่วงน้ำขึ้น ค่าใช้จ่ายในการซื้อฟืนเพื่อเผาศพมีราคามากกว่าทอง ฟืนที่เผาต้องเป็นฟืนขนาดใหญ่ เพราะให้ไฟแรงกว่า ไม่ดับง่ายแม้ถูกน้ำเหลืองจากศพ ฟืนต้องได้มาจากต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตาย ซึ่งได้หายาก เพราะต้นไม้ใหญ่สามารถปรับตัวให้เข้ากับนิเวศวิทยาแบบชีพจรน้ำท่วม จึงไม่ค่อยมีไม้ใหญ่ยืนต้นตาย ฟืนที่ขายในตลาดกลางน้ำขนาดใหญ่มีขนาดเท่าแขนไม่ใช่สามารถนำมาใช้ทำฟืนสำหรับเผาศพได้

          ราคาทำศพและเผาศพในหน้าน้ำตกประมาณ 100,000 – 200,000 เรียว (6,000 – 7,000 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่สูงมาก เพราะคนที่อยู่ในโตนเลสาบมีรายได้ไม่ถึง 150 บาท บางครอบครัวมีคนตายพร้อมกันหลายคน โดยเฉพาะเด็กที่จมน้ำตายกันมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการทำศพเพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่าตัว ดังนั้นจึงนิยมนำศพใส่โลงหรือพันผ้าแล้วนำมาวางไว้ตามต้นไม้ใหญ่ในป่าที่กันให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ป่าช้าขึงเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ หรือพื้นที่ๆ มีความสำคัญเช่นทะเลโล แหล่งเพาะพันธุ์ของปลาในโตนเลสาบ

มรณานุสสติ

          การวางศพหรือแขวนศพไว้ที่ต้นไม้ใหญ่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกันได้ โดยช่วยทำให้คนเจริญมรณานุสสติ หรือ สติที่มีความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์ เพื่อระงับทุกข์ทั้งปวง

          การวางศพต้องวางไว้ที่ต้นไม้ใหญ่น้ำท่วมไม่ถึง ต้นไม้ใหญ่สามารถวางศพได้มากกว่า 1 ศพ แต่ต้องเรียงตามอาวุโส ศพเด็กไม่ควรวางในระดับเดียวกับศพของผู้ที่อายุมากกว่า ต้นไม้หนึ่งต้นจะต้องวางศพที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันหรือญาติเท่านั้น ถ้าเป็นศพของครอบครัวอื่นจะต้องทำพิธีขออนุญาตดวงวิญญาณของศพที่นำมาวางไว้ก่อน โดยญาติของทั้งสองฝ่ายจะต้องมาร่วมกันทำพิธี

          พิธีกรรมดังกล่าวช่วยป้องกันความขัดแย้ง เพราะในช่วงที่มีศพวางอยู่ ญาติๆ ต้องเข้าไปดูแลอยู่เสมอ เพื่อคอยดูหนูและงูเหลือมที่จะมากินศพ การดูแลเป็นการเจริญมรณานุสสติ ทำให้คนเห็นว่า ร่างกายเป็นบ่อเกิดของโรคทั้งหลาย เป็นที่ตั้งแห่งทุกขธรรม เป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ทำให้ลดการยึดถือการเป็นเราเป็นของเรา ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นในช่วงการทำบุญหรือเคลื่อนย้ายศพ ทำให้ศพอื่นหล่นลงมา หรือเกิดขึ้นเมื่อศพหายไป การวางศพจากคนในครอบครัวเดียวกันจะช่วยป้องกันความขัดแย้งนี้ได้ หรือต้องทำพิธีขออนุญาตก่อน

          หากน้ำท่วมสูงจนมิดยอดไม้ ญาติต้องหมั่นแวะเวียนมาดูและเซ่นไหว้ศพเป็นประจำ อาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้ง เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก ศพจะถูกน้ำพัดพาให้ลอยไป ชาวกัมพูชาถือว่าเป็นการทำทานให้กับสัตว์น้ำ การเป็นผู้สละได้เด็ดขาด (มุตฺตจาโค) โดยยินดีในการสละ จิตย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ย่อมเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

          การวางศพที่ต้นไม้ทำให้คนมีความผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ผู้ที่ตายตามธรรมชาติส่วนใหญ่จะสั่งเสียไว้ก่อนตาย ให้ญาตินำศพไปไว้ที่ต้นไม้ที่ได้เลือกไว้ แสดงว่าคนที่อาศัยโตนเลสาบมีความผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะชาวกัมพูชาที่เชื่อว่าต้นไม้ใหญ่มีสิ่งศักดิ์คุ้มครองอยู่จึงไม่ตัดไม้ ไม่ดึงไม้ ไม่หักกิ่งไม้ หากผ่านป่าช้าจะไม่ใครกล้าชี้นิ้วไปที่ศพ เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติผู้ตาย ดวงวิญญาณของผู้ตายจะโกรธแค้นแล้วติดตามมารบกวน คอยหลอกหลอน ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ในแง่หนึ่งยังเป็นการแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ

          ขณะที่ชาวเวียดนามมีความเชื่อตามลัทธิเต๋าที่มีความเชื่อแตกต่างออกไป สำหรับชาวเวียดนาม ถ้าตายตามธรรมชาติจะนำผ้ามาพันศพไว้ให้แน่น แล้วนำไปใส่ไว้ในเรือหรือแพแล้วผูกเชือกติดกับบ้านเรือที่พักอาศัย โดยอยู่ในระยะที่ห่างออกไป เพราะเชื่อว่า ดวงวิญญาณจะช่วยคุ้มครองลูกหลาน จนกว่าจะนำศพไปทำพิธีช่วงที่น้ำลดระดับลง

ปรัชญามรณานุสสติ

          การวางศพบนต้นไม้ใหญ่เป็นการปฏิบัติธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง (สนฺทิฏฺฐิโก) โดยการดูแลศพเพื่อเจริญมรณานุสสติ โดยมีสติที่มีความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์ เพื่อระงับทุกข์ทั้งปวง และการดำเนินชีวิตแบบสมถะสำรวม การเป็นผู้สละได้เด็ดขาด (มุตฺตจาโค) เช่นการที่ศพลอยน้ำไปนั้นถือเป็นการทำทานให้กับสัตว์น้ำ เป็นต้น ย่อมทำให้เป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า การเจริญมรณานุสสติและการดำเนินชีวิตโดยเป็นผู้มีความมักน้อยจะช่วยอนุรักษ์ผืนป่าขนาดใหญ่เอาไว้ได้ ทำให้ต้นไม้ใหญ่ไม่ให้ถูกตัดโค่นลงไป ป่าช้าจึงยังมีเถาวัลย์ขึ้นอยู่มากมาย

          พื้นที่รอบๆ ต้นไม้ใหญ่ยังกลายเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ เพราะเงียบ ไม่มีคนเข้ามารบกวน บริเวณป่าช้าไม่มีทางสัญจรให้เรือวิ่งผ่าน แม้แต่ชาวประมงก็ไม่กล้าผ่านในช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว และไม่กล้าเข้าไปจับปลาเพราะเชื่อว่าผีดุ บริเวณป่าช้ายอดไม้จึงมีปลาชุกชุม มีปลาหลายร้อยตัวกระโดดขึ้นมาบนผิวน้ำ

          ป่าช้ายอดไม้จึงเป็นการอนุรักษ์ป่าที่ทำให้ปลาแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น ป่าช้ามักอยู่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ปลา เช่น ป่าช้าตราบุมที่ทะเลโล เป็นสะดือของโตนเลสาบ เมื่อน้ำลดปลาจะมาอยู่รวมกันที่ทะเลแห่งนี้ น้ำจะลึกที่สุด และมีผืนป่าที่กว้างใหญ่ ป่าช้ายอดไม้จึงเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมปลาที่สำคัญ ช่วยรักษาความมั่นคงทางอาหารของโลกเอาไว้

อ่านทั้งหมด 696 คน

BACK