ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

pachachaidan

๑) ป่าศักดิ์สิทธิ์

          ป่าผืนสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในละแวกบ้านในทุกหมู่บ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาคือป่าช้า สัญลักษณ์ของความยั่งยืนที่รวมจิตวิญญาณของบรรพบุรุษเอาไว้ โลกทัศน์ของคนสุรินทร์จึงเห็นว่าป่าช้าคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และผีมีความผูกพันกับคน ป่าช้ายังเป็นพื้นที่แห่งชีวิตวัฒนธรรมที่ช่วยขัดเกลาให้คนสงัดจากกามทั้งหลายและสร้างสำนึกร่วมของคนในชุมชน พิธีกรรมและชุดความเชื่อต่างๆ ช่วยถ่ายทอดคุณค่ามาสู่คนรุ่นปัจจุบัน พร้อมๆ กับการแสดงความนับถือดวงวิญญาณที่ช่วยปกป้องให้ป่าช้ายังคงความอุดมสมบูรณ์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ได้ช่วยลดต้นทุนชีวิตทำให้คนอยู่อย่างพอเพียง โดยเกื้อกูลกับคนรอบข้างและธรรมชาติรอบตัว

          เมื่อเริ่มตั้งหมู่บ้านต้องกันพื้นที่ไว้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเป็นพื้นที่ของวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน และป่าช้าซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับคนตาย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก หมายถึงการห่างไกลจากความตื่น ชีวิตไม่มีวันฟื้น เหมือนพระอาทิตย์ที่ตกดินไปแล้ว ป่าช้าจึงมีความเป็นมาพร้อมๆ กับการตั้งหมู่บ้าน ส่วนใหญ่มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี

pc1
การสำรวจป่าช้าที่บ้านตรึม

          ป่าช้าแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ (๑) ป่าช้าแบบทิ้งศพ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า ป่าช้าผีดิบ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีคนตายเป็นจำนวนมาก (๒) ป่าช้าแบบฝัง ใช้รองรับศพที่ตายในจำนวนไม่มาก โดยเป็นการตายแบบผิดธรรมชาติ เช่น การตายจากอุบัติเหตุ (ตายโหง) และ (๓) ป่าช้าแบบฌาปนกิจศพ (การเผาศพแบบเชิงตะกอน) ซึ่งใช้ไม้ฟืนจำนวนมากในการเผาและใช้พื้นที่มากกว่าป่าช้าแบบอื่น

          ผีตายโหงคือ คนที่ตายผิดธรรมชาติ เช่น ตายท้องกลม จะไม่มีการรดน้ำศพแต่จะห่อศพด้วยผ้าขาวแล้วนำไปฝังที่ป่าช้า เพราะถือว่าเป็นการตายอย่างบริสุทธิ์ จึงไม่ต้องเผาไฟ หากจะเผาต้องทำพิธีเอาเด็กออกมาเสียก่อนแล้วจึงค่อยเผา การเผาศพผีตายโหงเป็นเรื่องที่คนทั่วไปหวาดกลัว เพราะเกรงว่าจะเกิดอาเพศ อาจทำให้คนในหมู่บ้านล้มป่วยและตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ผีแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ถ้าทำคุณก็เรียกว่าผีฟ้า ถ้าทำสิ่งไม่ดีก็เรียกว่า ผีเปรต แต่ถ้าเป็นผีบรรพบุรุษจะเป็นผีที่อยู่ท่ามกลาง คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลาน

๒) พิธีปลงศพ

          คนสุรินทร์จึงให้ความสำคัญกับงานศพมากกว่างานมงคลหรืองานอวมงคลอย่างอื่น พิธีกรรมในการปลงศพและป่าช้าเป็นโครงสร้างที่สร้างสรรค์ช่วยรักษาความเป็นชุมชนแห่งศีลธรรมของคนสุรินทร์เอาไว้ โดยคนมีความใกล้ชิดกับศาสนาและธรรมชาติมากขึ้นผ่านความเป็นและความตาย เพื่อขัดเกลากิเลสและลดความเป็นปัจเจก ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล

          พิธีปลงศพจัดเป็นหนทางในการทำความดี จัดเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง (บุญกิริยาวัตถุ) ที่ประกอบไปด้วยบุญจากการให้ (ทานมัย) และ การเจริญภาวนา (ภาวนามัย) ทำให้คนมีสติตั้งมั่น เกิดสติที่มีความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ (มรณานุสสติ) พิธีกรรมล้วนมีความหมายอยู่ในตัวเอง ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล และควรน้อมเข้ามาในตน

          พิธีการปลงศพเริ่มจากการอาบน้ำศพ ผู้ที่เจ็บป่วยตายจะต้องทำพิธีอาบน้ำศพโดยใช้น้ำอบน้ำหอมเพื่อให้ศพปราศจากมลพิษ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการสอนคนให้น้อมนำศีล สมาธิ ปัญญามาเป็นน้ำอาบกาย วาจา ใจ ให้สะอาด จากนั้นนำเงินใส่ปากผีเพื่อเป็นเสบียงค่าเดินทางไปสวรรค์ จะใช้เป็นเงินฮาง (เงินรู) แบบโบราณหรือเหรียญบาทที่ใช้อยู่ในยุคปัจจุบันก็ได้ การนำเงินใส่ปากผีเป็นการสอนให้คนรู้จักการให้ทาน เป็นอุบายให้คนทำดี เพราะเมื่อตายก็นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปไม่ได้ เหลือแต่เพียงดวงวิญญาณและบาปบุญของตนเท่านั้นที่จะติดตามไป นอกจากใส่เหรียญบาทแล้วสำหรับผู้ที่ชอบเคี้ยวหมากก็ให้นำคำปหมากใส่ปากไปด้วย ความต้องการในการกินหมากถือว่าเป็นทุกข์ของคนที่ยังมีลมหายใจ คนที่ตายนั้นไม่มีความอยาก ถึงนำหมากไปให้ก็เคี้ยวกินไม่ได้ คติธรรมดังกล่าวเกิดจากการเรียนรู้แบบซึมซับผ่านการปฏิบัติ ทำให้คนเข้าใจสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต

          ก่อนนำศพไปฝั่งหรือใส่โลงจะต้องปิดตาและปิดปากของศพด้วยขี้ผึ้งเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองน้ำหนองไหลออกมาส่งกลิ่นเหม็น การปิดตาปิดปากศพด้วยขี้ผึ้งสอนให้คนรู้จักปิด หู จมูก ลิ้น กาย ให้ดี ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่ได้มา ในอดีตโลงศพจะต้องทำจากไม้ฝาเรือน หรือไม้แผ่นกระดานเรือนตรงที่พ่อแม่นอนตายมาทำเป็นโลงศพให้ท่าน เชื่อว่าจะได้ปลูกสร้างเรือนหอวิมานไว้รอลูกในสวรรค์ โลงศพนั้นมีทั้งแบบคว่ำหน้าและแบบหงายหน้า ในโลงจะต้องนำใบชา พิมเสน การบูรและถ่านมาปูรองที่พื้นโลงและโรยไปตามร่างเพื่อช่วยดับกลิ่น

          ในสมัยโบราณมีการฝังศพ ๒ ครั้ง ฝังครั้งแรกเพื่อให้ศพเน่าเปื่อย จากนั้นขุดขึ้นมาฝังอีกครั้ง ประเพณีดังกล่าวมีอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมื่อศาสนาพุทธเข้ามา คนเข้าใจสัจธรรมของชีวิตในแง่มุมที่เปลี่ยนไป โดยเห็นว่า ร่างกายเมื่อตายแล้วสูญสิ้น จึงควรเผา ในสมัยก่อนจะเผาที่กลางทุ่งนา โดยสับปะเหร่อ ๔ คนและพระอาจารย์ผู้นำในการทำพิธี และต้องมีการแห่ศพ ผู้ที่มาร่วมงานต้องแต่ชุดขาวไว้ทุกข์และโกนผมเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้ตาย ต่อมามีการแต่งชุดดำตามวัฒนธรรมของชาติตะวันตก ในยุคหลังได้ย้ายไปเผาศพที่สุสานประจำหมู่บ้าน

๓) ป่าช้าเผาศพ

          ที่จังหวัดสุรินทร์ยังคงมีพิธีกรรมในการฝังศพหรือเผาศพที่ป่าช้า เริ่มจากการโยนไข่เสี่ยงทายหาที่ปลงศพ การโยนไข่จะใช้ไข่ดิบ ๑ ฟอง และข้าวเหนียว ๑ ปั้น นำมาวางไว้ที่พื้นดินก่อนแล้วจึงทำการโยนเพื่อเสี่ยงหาที่เผาศพ ถ้าไข่ตกแตกตรงไหนก็จะทำการเผาศพตรงนั้น เพราะเชื่อว่าไม่มีผีหวงอยู่ ถ้าโยนไปแล้วไข่ไม่แตก แสดงว่าที่นั้นมีเจ้าที่อยู่และเจ้าที่ไม่อนุญาตให้เผาศพ ถ้าโยนไข่ไปตกตรงต้นไม้ใหญ่ก็จะต้องตัดต้นไม้นั้นเพื่อทำการเผาศพ

          การเผาศพเริ่มจากการทำกองฟอนหรือเชิงตะกอนเพื่อเผาศพตรงจุดที่ไข่แตก ก่อนเผาต้องนำ “ไม้ข่มเหง” ซึ่งเป็นไม้ใช้วางทับโลงศพมากดโลงไว้เพื่อกันไม่ให้โลงศพหล่นลงมาบนพื้นดินเวลาเผาไหม้ ไม้ข่มเหงสอนให้คนรู้จักเคารพผู้ใหญ่เพราะคนเราต้องมีผู้ใหญ่คอยปกครองดูแลรักษา หากไม่มีคนสั่งสอนก็จะออกนอกลู่นอกทาง

pc2
ไหใส่กระดูก

          หลังจากเผา จะใช้จอบแต่งผงขี้เถ้าให้เป็นหุ่นเหมือนคนนอนหงาย โดยสมมติว่าตายลงแล้วและต้องหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก จากนั้นนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมาติกาบังสุกุล แล้วลบหุ่นนั้นก่อนที่จะตกแต่งให้เป็นรูปร่างคนขึ้นมาใหม่อีกครั้งโดยหันศีรษะมาทางทิศตะวันออก เป็นพิธีการส่งวิญญาณคนตายให้ไปเกิดใหม่ จากนั้นบรรจุเถ้ากระดูกลงในไหและฝังดินไว้ร่วมกับครกหรือเครื่องใช้อื่นๆ ใช้เสาไม้ปักลงบนดินเพื่อแสดงตำแหน่ง การปักไม้ต้องหันหลังมาปัก เวลาเดินออกจากป่าช้าอย่าหันหลังกลับมาครอบครัวผู้ตายจะต้องซื้อสิ่งของที่ผู้ตายใช้ประจำตัว ทั้งฟูก หมอน เตียง พริก เกลือ และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมาถวายพระสงฆ์เพื่อให้ผู้ตายนำไปใช้ในโลกหน้า

๔) บทบาทของป่าช้าในปัจจุบัน

          ป่าช้าแสดงถึงอารยธรรมของคนสุรินทร์ ดังนั้นจึงต้องคอยปลูกทดแทนและคนในชุมชนต้องช่วยกันดูแลเพื่อให้เป็นป่าสาธารณประโยชน์ต่อไป เพราะป่าช้าเป็นแหล่งอาหารที่ช่วยลดต้นทุนชีวิต แหล่งอนุบาลสัตว์ ป่ายังเต็มไปด้วยเห็ด แมงกินนูน หอยเดื่อ ผักหวาน กิ้งก่า และต้นไม้ใหญ่ หลายต้นมีผ้าจีวรผูกเอาไว้เพื่อแสดงถึงการบวช ป่าช้ายังเป็นพื้นที่ไว้ใช้สอนคน ปัจจุบันเป็นแหล่งศึกษาดูงานที่สำคัญของทั้งคนไทยและชาวกัมพูชา เป็นแหล่งส่องดูนกที่สำคัญของพื้นที่ และพระสงฆ์ใช้ป่าช้าสำหรับการปริวาสกรรม

 

pc3.1

pc3.2

pc3.3

การบวชต้นไม้หายากและการจัดทำฐานข้อมูลสำคัญในป่าช้าเพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้กับคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

 

          ป่าช้าที่บ้านทับทิมนิมิตมีเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์เนื่องจากไม่มีการเข้าไปใช้ประโยชน์มากนัก นอกจากจะเอาไว้ฝั่งศพเฉพาะผีตายโหงเท่านั้น เมื่อ ๒๐ ที่ผ่านมาได้มีการนำระบบฌาปนกิจแบบเมรุมาใช้แทนการเผาศพแบบเชิงตะกอน ทำให้ความความพิถีพิถันในการประกอบพิธีกรรมลดลง การลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลงเพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาทำให้วัฒนธรรมและประเพณีเกี่ยวกับการปลงศพสูญหาย ป่าช้าจึงลดความสำคัญลงไปด้วย

          แม้ในปัจจุบันบทบาทของป่าช้าและพิธีกรรมจะลดความสำคัญลงแต่ป่าช้าก็ยังให้ชีวิตกับคนในชุมชน ผู้นำและคนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับป่าช้าในฐานะที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ไม้หายากและสมุนไพร ป่าช้าจึงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กและเยาวชน การอนุรักษ์ป่าไม้ทำให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ขึ้นมา เพื่อช่วยเผยแพร่ความรู้ในการใช้ป่าสาธารณะประโยชน์ผืนสุดท้ายสู่สาธารณะชน

๕) ภัยคุกคาม

          ป่าช้าเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยไม้เศรษฐกิจหายากและมีราคาแพง เช่น ไม้พยุง ไม้แดง ไม้โมก ไม้มะค่าเกลือ และไม้กฤษณา ป่าช้าจึงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนายทุนค้าไม้ เพื่อเข้ามาลักลอบตัดไม้ไปขายต่อให้กับประเทศอื่นๆ ต่อไป พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสั่งสอนในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เรื่องอสุภกัมมัฏฐานนิเทศไว้ว่า ป่าช้าเป็นสถานที่ไม่ต้องระแวง พวกโจรจึงมาประชุมกัน ดังนั้นจึงควรระวัง

pc4
การศึกษาดูงานในป่าช้าร่วมกับชุมชนและทหารพรานเพื่อความปลอดภัย

          ในกรณีของไม้พยุงนั้นใช้เวลานานถึง 50 ปีกว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ คนไทยไม่นำมาใช้สร้างบ้าน ประเทศจีนมีความต้องการไม้พยุงและไม้กฤษณาเพื่อนำมาใช้ซ่อมพระราชวัง ไม้พยุงมีมากบริเวณชายแดนเทือกเขาพนมดงรัก ในจังหวัดนครพนม สกลนคร ไม้พยุงจะถูกส่งไปขายต่อที่สปป.ลาว โดยจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและถูกส่งต่อไปขายให้กับประเทศจีน

          คนจีนเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีพลังหยินหยาง เนื่องจากเนื้อไม้นั้นมีสองสี ทั้งสีขาวที่ปนอยู่กับสีดำ ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ไม้พยุงมีราคาแพง ราคาขายนั้นคิดเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละ ๗,๐๐๐ บาท ถ้าต้นที่มีอายุมากและมีขนาดใหญ่จะขายได้หลายแสนบาท ถ้าขาย ๓ ต้นจะได้ราคาประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนรากสามารถนำมาขายได้กิโลกรัมละ ๔๕ บาท ราคาที่สูงทำให้คนเกิดความโลภและพร้อมที่จะเสี่ยงกับการถูกจับ หรือโดนยิงตายกลางป่า ปัญหาการลักลอบตัดไม้ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ป่าช้ากลายเป็นที่ฝั่งศพของผู้ลักลอบตัดไม้ไปด้วย

          เมื่อหลายปีก่อน ประเทศจีนจะรับซื้อไม้เหล่านี้จากสปป.ลาวเป็นหลัก เมื่อไม้พยุงในลาวถูกตัดโค่นจนหมด จึงหันมารับซื้อไม้จากประเทศไทย เพราะป่าไม้พยุงที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นอยู่ในประเทศไทย การที่เจ้าหน้าที่รัฐไปตีตราไม้เป็นการชี้ช่องทางการลักลอบตัดไม้ ทำให้ผู้ที่ลักลอบไม่ต้องเสียเวลาหาไม้ เพราะเจ้าหน้าที่ได้หาไว้ให้แล้ว นอกจากการลักลอบเข้ามาตัดไม้พยุงในป่าช้าแล้วยังมีผู้ลักลอบเข้ามาตัดไม้สัก ไม้แดง ไม้ประดู่และไม้ชิงชังไปขาย ไม้ที่ลักลอบตัดมาได้จะนำไปแช่น้ำหรือถ่วงน้ำไว้ก่อนเพื่อพลางสายตาจากเจ้าหน้าที่รัฐ

pc5
ต้นพยุงในป่าช้าที่เพิ่งถูกลักลอบตัดไปได้ 3 วันก่อนการสำรวจ

๖) อารักขสัมปทาแหล่งอาหาร

          ปัจจุบันชุมชนเข้ามาช่วยกันสอดส่องดูแลป่าช้ามากขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้ป่าช้าร่วมกันอย่างยั่งยืน เพราะป่าช้าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของคนในชุมชน โดยเฉพาะของป่าต่างๆ ช่วยครอบครัวประหยัดค่าอาหาร ของป่าที่พบในป่าช้าได้แก่ เห็ดโคนและเห็ดนางฟ้า รวงผึ้ง จักจั่นที่ต้องใช้เสียมขุดหาในดิน หอยเดื่อที่จะพบมากในป่าช้าที่อุดมสมบูรณ์ มักอยู่บริเวณโคนจอมปลวก และกิ้งกือที่สามารถนำไปทำขนมจีนน้ำยาได้ ถ้าป่าที่มีกิ้งกืออยู่มากแสดงว่าจะมีเห็ดมาก เห็ดจะออกดอกบ่อยกว่าที่อื่น เพราะกิ้งกือกินเห็ดเป็นอาหาร คนในชุมชนเชื่อว่าถ้าไม่มีป่าช้า ก็จะไม่มีเห็ดขึ้นมาให้คนได้บริโภค

pc6
ของป่าที่หาได้จากป่าช้าทับทิมนิมิตร

          ป่าช้ายังเป็นเป็นป่าสาธารณประโยชน์ผืนสุดท้ายของชุมชนที่ใช้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติและสร้างสมดุลในชั้นบรรยากาศของชุมชน ป่าช้าช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนจากการขายอาหารและเครื่องดื่มให้กับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เข้ามาศึกษาป่าช้า

          การอนุรักษ์พันธุ์ไม้หายากและไม้มีราคาในป่าช้านั้นรวมถึงการฟื้นฟูให้ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ ป่าช้าของไทยเป็นป่าเต็งรังที่ขึ้นสลับกับป่าเบญพรรณ มีต้นพะยูง ต้นตะเคียนทอง ต้นประดู่ขึ้นอยู่ เป็นแหล่งสมุนไพรพื้นถิ่นทั้งเฉียงพร้านางแอ กระชายป่า นมวัว ผักตูบหมอบ เปราะป่า เป็นต้น

  • เปราะป่า ส่วนหัวนำมาใช้รักษาแผลเรื้อรัง โดยนำมาบดแล้วพอกไว้ที่แผล หรือนำมาผสมน้ำผึ้งกินเป็นยาอายุวัฒนะ
  • หญ้านางแดงให้นำมาต้มกินกันไข้ป่า
  • ไม้หนาม ใช้รากนำมาทารักษาริดสีดวง หรือจะใช้เครือใบลิ้นลม และแก่นจำปามาต้มกินเพื่อรักษาริดสีดวงก็ได้
  • ต้นคทา นำแก่นไม้มาทุกทำไม้สีฟัน หรือไม้จิ้มฟัน โดยต้องเอามีดถากเปลือกออกมาชิมก่อน ต้นที่เปลือกมีรสขมเท่านั้นจึงจะนำมาทำไม้สีฟันได้ เพราะยางของต้นคทาจะใช้เป็นยาในการรักษาฟันอย่างดี และช่วยเคลือบฟัน

          ชุมชนจึงกำหนดกติการ่วมกันในการตัดต้นไม้เพื่อรักษาป่าเอาไว้ เพราะป่าคือทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่นเพียร ดังนั้นต้องรักษาไม่ให้เป็นอันตราย ไม่ให้เสื่อมโทรมลงไป (อารักขสัมปทา) ในการหาของป่ามีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ตามประโยชน์การใช้สอย การหาของป่าต้องหาในปริมาณที่พอแก่การบริโภคภายในครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้ชุมชนยังต้องปลูกสมุนไพรขึ้นมาทดแทน เช่น ขิง ข่าป่า บอน กระชาย ลูกเร่ว กติกาชุมชนที่กำหนดขึ้นมานี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องถูกปรับสินไหมจากผู้ใหญ่บ้าน เงินที่ได้จากการปรับสินไหมจะนำมาจัดสรรเป็นค่าฌาปนกิจให้กับคนในชุมชน โดยครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือการฌาปนกิจประมาณ 30,000 – 40,000 บาทต่อศพ รวมทั้งการช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ

          การอนุรักษ์ป่าช้าให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนทำให้เกิดการสืบทอดประเพณีการปลงศพที่เคยมีมาในอดีตและความเชื่อของคนในชุมชน เช่น หากผู้ตายสั่งเสียก่อนตายให้ฝังศพตนจึงจะนำศพไปฝังไว้ที่ป่าช้า หรือศพที่ตายโหงต้องฝังเท่านั้นโดยเฉพาะศพที่ตายท้องกลม ความเชื่อทำให้คนไม่กล้าลักลอบเข้าไปตัดไม้ในป่าช้า

          ความเชื่อที่คนยังฟังอยู่นำมาซึ่งความงามในเบื้องต้นที่เกิดจากการฟัง เพราะช่วยข่มนิวรณ์ได้ และเมื่อได้นำมาปฏิบัติผ่านพิธีกรรมและการอนุรักษ์ป่าร่วมกัน ก็ย่อมนำมาซึ่งความงามในท่ามกลางจากสุขอันเกิดจากการปฏิบัติ กระทั่งเกิดผลแห่งการปฏิบัติสำเร็จแล้วคือป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ดี ก็นำมาซึ่งความงามในที่สุด

๗) ปรัชญาภิปราย

          การศึกษา การสืบสาน และการตีความพิธีกรรมการปลงศพและการอนุรักษ์ป่าช้าช่วยรักษาความเป็นชุมชนแห่งศีลธรรม และสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ชุมชนแห่งศีลธรรมทำให้คนยังคงใกล้ชิดกับศาสนาและธรรมชาติผ่านความเป็นและความตาย เพื่อขัดเกลากิเลสและลดความเป็นปัจเจก ซึ่งจะทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          พิธีปลงศพเป็นบุญกิริยาวัตถุที่ประกอบไปด้วยบุญจากการให้ (ทานมัย) และ การเจริญภาวนา (ภาวนามัย) พิธีกรรมต่างๆ ทำให้คนมีสติตั้งมั่น เกิดสติที่มีความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ (มรณานุสสติ) พิธีกรรมล้วนมีความหมายอยู่ในตัวเอง ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล และควรน้อมเข้ามาในตน

          ประเพณีเกี่ยวกับศพและการอนุรักษ์ป่าช้าช่วยสร้างอัตตัตถสมบัติ คือความถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตน ซึ่งเป็นพุทธคุณในการบำเพ็ญบารมีธรรมเพื่อกำจัดอาสวกิเลส และทำศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์ ใช้เป็นที่พึ่งของตน และช่วยเหลือผู้อื่น กระทั่งนำไปสู่การฟื้นฟูป่าช้าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

          ป่าช้ายังช่วยสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน ผู้นำได้รับความร่วมมือจากลูกบ้านและสำนักสงฆ์ในการช่วยกันดูแลทรัพยากรในป่าช้า ไม่ให้ป่าถูกบุกรุกหรือถูกทำลายไปมากกว่านี้ คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาผืนป่าและพันธุ์ไม้หายาก รวมทั้งสมุนไพรพื้นถิ่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการเอื้ออาทรต่อคนรอบข้างและธรรมชาติรอบตัว

          ป่าช้าชายแดนกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการศึกษาดูงานของประเทศเพื่อนบ้านและแหล่งพันธุกรรมพืชพันธุกรรมสัตว์ที่มีความสำคัญ ช่วยทำให้ท้องถิ่นสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้

pc7
การแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องป่าช้ากับผู้บริหารและคณาจารย์จาก มจร วิทยาเขตสุรินทร์

pc8
เสวนาชวนถกเรื่องป่าช้าชายแดนที่จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ คณะผู้วิจัย จาก มจร หน่วยวิทยบริการวัดไร่ขิงและนิสิตระดับปริญญาโท จาก มจร วิทยาเขตสุรินทร์ ที่ห้องประชุมใหญ่ ตึกอธิการบดี มจร วังน้อย

 

อ่านทั้งหมด 798 คน

BACK