ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

          ประชาสังคมอาเซียนคือกลุ่มคนที่หลากหลายที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติในช่วงการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งพระสงฆ์ ผู้สูงอายุ ชนกลุ่มน้อย คนจนในชนบท จนถึงครูขะแมร์ หรือ หมอผีที่เป็นผู้นำทางการแพทย์ทางเลือก ที่ทำให้คนเข้าสู่โลกแห่งธรรมและสามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันไปได้จริง

          ภูมิทัศน์แห่งความพอเพียงไม่ได้แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจหลัก แต่กลับกลายเป็นเสาหลักค้ำจุนเศรษฐกิจชุมชนและคนชายขอบ พระสงฆ์ของไทยมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติพุทธศิลป์ด้วยการสร้างศิลปะร่วมสมัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อฟื้นเมือง ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุของเวียดนามขับเคลื่อนธุรกรรมทางการค้าที่ตลาดน้ำเจ๋อโหนยไก๊รัง ตลาดที่มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงคนในพื้นที่ ๗ จังหวัด ๔ ประเทศ (ไทย กัมพูชา สปป.ลาว และจีน) เข้าด้วยกัน ชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ขับเคลื่อนสังคมพอประมาณและความหลากหลายของชาติพันธุ์ในโลกไร้พรมแดนโดยการผลิตไฟน้ำไว้ใช้ภายในครัวเรือน ที่นำไปสู่การรักษาป่าและระบบนิเวศของประเทศ ชาวชนบทของสปป.ลาวสร้างนวัตกรรมในครอบครัวที่ทุกคนร่วมกันผลิตขึ้นมา กระทั่งทำให้ผักสวนครัวกลายเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ สามารถเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจหลักได้อย่างทรงพลัง ขณะที่ครูขะแมร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการให้บริการทางการแพทย์ทางเลือกซึ่งเป็นองค์ความรู้เดิม (Traditional Knowledge) ที่เน้นการดูแลกันบนฐานแห่งศรัทธาและความเชื่อ เพื่อทำให้คนชายขอบมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          การเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ทางการเมืองและสังคมไม่ได้ทำให้อัตลักษณ์และปฏิบัติการของเศรษฐกิจพอเพียงเปลี่ยนแปลงไป แต่ทำให้คนมีศักยภาพมากขึ้นในการรื้อสร้างสังคมและขับเคลื่อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

          ในกรณีของพุทธศิลปกรรมปูนปั้นของน่าน ความศักดิ์สิทธิ์ของวัด วิหารและพุทธศิลป์ต่างๆ ถูกรื้อสร้างความหมายใหม่ในแง่ที่คนต่างช่วยกันสร้างขึ้นมา ทำให้เกิดการขับเคลื่อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ผ่านจิตอาสาของสล่าชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน วัดเข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้คนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันมาช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร การที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดสำนึกแห่งการร่วมเป็นเจ้าของซึ่งช่วยลดต้นทุน สามารถใช้กระบวนการชุมชนในการบริหารจัดการ เกิดเป็นจริยธรรมของการห่วงใยดูแลกันในชุมชน

          ในกรณีของเวียดนาม โครงสร้างทางเศรษฐกิจพอเพียงถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความสามารถและความชำนาญในการเดินเรือ เทคนิคการจัดซื้อและการบริหารสินค้าคงคลังแบบทันเวลาในการกระจายสินค้าเพื่อให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับสินค้าอย่างพอเพียง โดยใช้เรือเร่ขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทำให้ผลิตภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสามารถในการทำการค้าทำให้คนในวัยชราที่ไม่มีงานทำไม่กลายเป็นคนชายขอบ

          ในกรณีของเมียนมาร์ การขับเคลื่อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะการรักษาลำน้ำยางข่าให้บริสุทธิ์ไว้เสมอ การดูแลความสะอาดลำธาร ปลูกจิตสำนึกให้เด็กและชุมชนช่วยกันอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่า เพราะเป็นต้นกำเนิดของทุกชีวิตให้คงความสมบูรณ์และเอื้อประโยชน์ให้แก่สังคม ในแง่หนึ่งได้รื้อสร้างสังคม โดยทำให้เกิดเครือข่ายเพื่อนบ้าน (Neighbornets) ในการเอาใจใส่ดูแลฉาง เครือข่ายเพื่อนบ้านกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่ทำให้คนเรียนรู้จริยธรรมรายวัน และทำให้คนในชุมชนตื่นตัวกับการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยมีความเพียรเป็นเครื่องตื่น

          ในกรณีของกัมพูชา ระบบเศรษฐกิจได้สร้างความหลากหลายในการดูแลรักษาเพื่อเพิ่มทางเลือก (Choices) ให้กับคนชายขอบซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม

          การศึกษาพบว่า สังคมที่มีศูนย์กลางจะสามารถสนองตอบต่อความต้องการรูปแบบต่างๆ ของคนได้ และสามารถขับเคลื่อนสังคมสู่บริบทใหม่ๆ เช่น การฟื้นฟูศิลปะเมืองน่านและการสร้างความยั่งยืนเพื่อเป็นเมืองมรดกโลก

          คนมีแรงจูงใจและตอบสนองต่อคุณค่าใหม่ๆ ที่ทำให้สังคมอยู่ดีมีสุข โดยแรงจูงใจที่สำคัญได้แก่ ความภูมิใจที่ได้เข้ามาสู่พื้นที่ค้าขายที่ตลาดน้ำโบราณของผู้สูงอายุที่เวียดนามแม้ว่าจะเป็นภาคเศรษฐกิจเล็กๆ ตามอุดมการณ์สังคมนิยมที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคม หรือการครองความสันโดษที่คนเวียดนามเห็นว่าเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง การกลับไปหารากเหง้าของตนเองก็เป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการฟื้นพุทธศิลป์ของน่าน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในกรณีของชาวอาข่าที่เมียนมาร์ การแสวงหาความหลุดพ้นโดยใช้ความเพียรในการผลิตไฟน้ำจาก “ฉาง” และการความรู้ใหม่ๆ คือแรงจูงใจที่สำคัญ เพราะการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์แห่งความทันสมัยและภาวะผู้นำที่ดีของชนเผ่า

          การผลิตจะต้องเกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม โดยไม่ได้ให้คุณค่าทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังหยั่งลึกลงไปถึงจิตใจอันละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์ ทำให้เห็นว่า การให้ดีกว่ารับ ให้แล้วสุขใจมากกว่ารับ ชาวอาข่าเห็นว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือเพื่อนและการรักษาความหลากหลายของชาติพันธุ์ ทั้งนี้เพราะธรรมชาติไม่มีศาสนา ไม่ได้เป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง น้ำและพลังงานก็ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกศาสนาจึงสามารถใช้ธรรมชาติร่วมกันได้ ชาวเวียดนามเห็นว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างกระตือรือร้น นั้นต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันกับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม

          สปป.ลาว อธิบายความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านการสร้างคุณค่าสื่อกลางจากผักสวนครัวที่ทำให้สังคมมีความหมาย โดยเป็นคุณค่าในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และทำให้คนบริสุทธิ์ด้วยปัญญา (ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ) ธรรมชาติไม่ได้โหดร้ายเพราะ “โลกธรรม” ทั้งปวงต่างมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป

          ในกรณีของครูขะแมร์ คุณค่าเป็นเรื่องการสร้างทานบารมีโดยการรักษาสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่เรียกร้องค่ารักษาใดๆ ได้ช่วยรักษาความรู้เหล่านี้เอาไว้ด้วยการสืบทอดประเพณีมุขปาฐะ (Oral Tradition) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองและยั่งยืนที่สืบทอดกันมาของอาณาจักรเขมร

          เศรษฐกิจพอเพียงเน้นกระบวนการผลิตแบบชุมชน เป็นการผลิตแบบวิถีธรรมชาติแบบดั้งเดิม มีการประยุกต์หรือผสมผสานสิ่งใหม่เข้าไป เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อรักษาให้สิ่งเก่าๆ คงอยู่ได้ เหมาะสมกับงาน พื้นที่ และผู้ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงต้องช่วยสร้างสันติภาพในการดำรงชีวิตให้อยู่ใน “สีละ” หรือมรรยาทของสังคม ตลอดจนการพึงสำรวจระวังในสัตว์ทั้งหลายทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีการต่อยอดภูมิปัญญาโดยใช้ความเป็นพี่เป็นน้อง เศรษฐกิจชุมชนยังเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะการปลูกผักสวนครัวที่สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการแตกออกในลักษณะของนวัตกรรมในครอบครัว เช่น การทำปุ๋ยที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป

          เทคโนโลยีในตัวคนเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตแบบชุมชน ในรูปของความสามารถในการเดินเรือและการตัดเส้นทางลัดเลาะสู่คลองต่างๆ เพื่อย่นระยะทางทำให้ตลาดน้ำโบราณมีประสิทธิภาพ

          ในกรณีของชาวอาข่าที่เมียนมาร์ ความรู้ที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเอง (สนฺทิฏฺฐิโก) เป็นการเรียนรู้ที่จะสร้างที่พึ่งของตน (นาถกรโณ) โดยอาศัย “สิปปะ” หรือความรอบรู้ศิลปะในมงคลสูตรที่เกิดจากการหมั่นสังเกตความเร็วของกระแสน้ำ และระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องมีความรู้เรื่องการควบคุมน้ำที่เป็นองค์ความรู้สำคัญของวิศวกรรมแม่น้ำแบบพื้นบ้านของชาวไทใหญ่ รวมไปถึงการปรับภูมิทัศน์ผักสวนครัวทำให้คนอยู่กับความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดนั้นได้ โดยคนในครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตอาหารทุกขั้นตอน

          ในกรณีของกัมพูชา เทคโนโลยีในตัวคนคือองค์ความรู้เรื่องสมุนไพร การสวดมนต์ การบริกรรมคาถาและของขลังต่างๆ ทำให้คนเกิดความน้อมจิตไปในความดับ (นิโรเธ อธิมุตฺตตา) เห็นว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงมีปกติแตกสลายไป คนจึงไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่างๆ (นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปติ) ที่เห็นผิดว่าชีวิตนี้เที่ยง จิตที่น้อมไปในทางดับมีอานิสงส์ทำให้คนปราศจากความกลัว และมีความดับเป็นความสุข

          ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอธิบายความพอดีและพอเพียงในมิติที่หลากหลาย กรณีของเวียดนามคือการกระจายความเสี่ยงด้วยการขายสินค้าที่หลากหลาย โดยยอมขาดทุนเพื่อรักษาอุปสงค์ของผู้บริโภคเอาไว้ให้เติบโตต่อไปได้ในระยะยาว ความพอดีคือบุญหรือประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ดังนั้นการทำบุญคือการช่วยเหลือสังคม ขณะที่ชนเผ่าอาข่าของเมียนมาร์เห็นว่าความพอเพียงถูกกำหนดมาโดยกรรม การดำรงชีวิตอยู่ในวิถีแบบพอเพียงจึงเป็นการเข้าใจหลักธรรมและความภูมิใจที่สามารถผลิตไฟน้ำไว้ใช้ได้เอง

          ประชาสังคมแสดงพฤติกรรมทางเศรษฐศาสตร์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปของกัลยาณมิตร การค้นหาผักจากเพื่อนบ้านที่ทำให้คนหันมาดูแลกัน ยินดีในการร่วมทุกข์ร่วมสุข บอกกล่าวให้กันฟังในสิ่งที่ไม่เคยรู้ และคอยแนะนำให้ตั้งอยู่ในความดีเพื่อช่วยรักษาทรัพย์ (ผักสวนครัว) นั้นไว้ กลไกการบอกเล่าทำให้การสร้างสรรค์และอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง การปันกันกินยังช่วยสร้างศักดิ์ศรี และความภูมิใจให้กับเจ้าของสวนครัว

          การทำความเข้าใจแบบสมัยนิยมทำให้เห็นถึงรากกำเนิดของเศรษฐกิจพอเพียงในมิติที่ลึกซึ้งและพิสูจน์ความเป็นสากลของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันที่จะทำให้ภาคประชาสังคมของอาเซียนมีอิสรภาพอย่างแท้จริงในการสร้างสรรค์สังคมแห่งพรหมวิหารธรรมและสังคหวัตถุธรรม เพื่อการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมอาเซียน

  อ่านทั้งหมด 745 คน

BACK