ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

baandin

          คนเชียงตุงเชื่อว่า คนเกิดจากดิน ตายก็ไปกับดิน ดังนั้นต้องใช้ชีวิตให้อยู่กับดิน เพราะดินคือความมั่งคั่ง (Wealth) การรู้จักดินและการอยู่กับดินทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

          ชาวเชียงตุงรู้ดีว่า ดินรองรับสังคมขนาดใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า จุลินทรีย์ในดิน และสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากมาย ดินยังเป็นสังคมของสิ่งไม่มีชีวิต ทั้งหิน ลำธาร และแร่ธาตุที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ภูเขาสูงเขตร้อน (Tropical mountain) ระบบนิเวศป่าไม้บนภูเขา (Mountain tropical forest) ที่สมบูรณ์และสภาพอากาศที่หนาวจัดทำให้ดินมีสีแดง ดินบางส่วนเป็นดินเหนียวและหินทรายสีแดงปนเหลืองเพราะความชุ่มชื้น ดังนั้นถ้าจะรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ต้องรักษาป่า และป่าไม้ที่จะทำให้ได้ดินที่ดีต้องเป็นป่าพรหมจรรย์ (Virgin forest) ป่าดั้งเดิมของเชียงตุงที่เกิดจากเมล็ดพืชและไม่เคยถูกตัดฟันมาก่อน

          ป่าไม้ยังช่วยป้องกันกันผู้คนจากภัยพิบัติน้ำท่วม ภัยหนาวและดินถล่มที่จะทำให้ดินที่นาสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไป นอกจากนี้ยังช่วยทำให้อากาศเย็นสดชื่นได้ตลอดปี การอยู่กับดินในความหมายของคนเชียงตุงจึงรวมไปถึงการรักษาป่าพรหมจรรย์เอาไว้เพื่อให้ธรรมชาติสามารถสร้างสรรค์ทรัพยากรที่มีค่า (Productive natural resources) ในที่นี้หมายถึงดิน น้ำและความชื้นได้อย่างยั่งยืนต่อไป

          เมื่อดินเป็นวัสดุธรรมชาติคุณภาพดีมีอยู่มากมายในเมืองภูเขาอย่างเชียงตุง การสร้างบ้านดินจึงเป็นวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมานาน อาจจะพอๆ กับประวัติศาสตร์บ้านดินของโลกที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน และในปัจจุบันประชากรโลกกว่า 30% ก็ยังคงอยู่อาศัยในบ้านดิน ดินจะช่วยทำให้บ้านอบอุ่นในฤดูที่หนาวที่หนาวจัด และทำให้บ้านเย็นขึ้นในฤดูร้อน

          การสร้างและรักษาบ้านดินทำให้บ้านกลายเป็นหน่วยการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ช่วยรักษาทรัพย์สินทางชีวภาพ (Biological assets) ให้คงความหลากหลายทาง และดำรงไว้ซึ่งผลิตภาพ (Productivity) ของธรรมชาติ ประสิทธิภาพในการผลิตไม่ได้อยู่ในรูปจำนวนและมูลค่า แต่เป็นการส่งผ่านความรู้เรื่องดินจากรุ่นสู่รุ่น ที่ทำให้คนสามารถอยู่กับดิน สร้างบ้านดินและช่วยกันรักษาระบบธรรมชาติที่เปราะบางของเชียงตุงไว้ได้

บทเรียนจากบ้านดิน

          การพึ่งพิงระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ทำให้มนุษย์ลืมไปว่า เราต่างมีศักยภาพที่จะสร้างบ้านเองได้ จากวัสดุพื้นถิ่นที่มี การทำบ้านดินจึงเป็นการเข้าไปทำความรู้จักกับดินใกล้ตัวและป่าข้างบ้าน แหล่งที่มีดินดีคือท้องนาใกล้เชิงเขา บ้านดินต้องใช้ดินเหนียวจากนาจำนวนมาก บ้าน 1 หลังต้องขุดดินในขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ดินจึงต้องนำมาจากที่นาของตนเอง

          หน้าดินนั้นไม่มีความเหนียว เวลาไปเอาดินมาทำบ้านจึงต้องขุดหน้าดินออกก่อน ดินเหนียวจะอยู่ในชั้นดินที่ลึกลงไปประมาณต้นขาถึงเอว ซึ่งเป็นชั้นของดินเหนียวและดินแดง เหตุผลที่คนเชียงตุงไม่ขุดดินให้ลึกกว่านี้เพราะว่า 1) ถ้าขุดลึกกว่านี้จะมีน้ำซึมออกมาจากดิน และ 2) เพื่อให้ธรรมชาติสามารถสร้างดินขึ้นมาได้ใหม่ให้ทันฤดูปลูกข้าวครั้งถัดไป ดินในที่นาเชิงเขาได้รับความอุดมสมบูรณ์จากน้ำที่พัดเอาตะกอนดินลงมาจากภูเขา ตะกอนดินที่ไหลมาจะช่วยถมบ่อดินให้เต็ม หากขุดบ่อลึกต้องใช้เวลานานกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟูดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และถ้าดินยังไม่เต็มบ่อก็จะปลูกข้าวไม่ได้ ปีนั้นก็จะมีข้าวไม่พอกิน

 bd1นาข้าวเชิงเขาที่เชียงตุง

          การอยู่กับดินต้องอาศัย ความเป็นหนึ่งในการทำงานร่วมกัน (Unity of work) เพราะบ้านดินเป็นการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องยาวนาน ต้องใช้ความอดทนสูง บ้านแต่ละหลัง ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากดินอย่างเดียวแต่ยังใช้แรงกายของผู้คนมากมาย การสร้างบ้านดินต้องใช้คนจำนวนมาก และใช้เวลาสร้างนาน บ้านแต่ละหลังจะใช้เวลาในการสร้างประมาณ 8 – 12 เดือน

          นอกจากการขุดดินแล้ว การขนดินจำนวนมากจากที่นากลับมาบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในยุคแรกๆ ที่การเดินทางยังไม่สะดวก ต้องใช้สาแหรกใส่ดินแล้วหาบกลับบ้านมาทุกวัน วันละ 10 เที่ยว เมื่อถนนดีขึ้นจึงหันมาใช้ควายเทียมเกวียนขนดิน อาเสวนปัจจัย (อาเสวนปจฺจโย) ในการขนดินจำนวนมากเป็นการประกอบความเพียรที่ทำจนคุ้นเคย ทำให้คล่องแคล่วและมีกำลังยิ่งขึ้น อีกแง่หนึ่งนั้นความยากลำบากในการสร้างบ้าน ทำให้คนรู้จักใช้บ้านอย่างถนอม คนที่อยู่บ้านดินจึงต้องดูแลอยู่ตลอดเพื่อให้บ้านอยู่ได้อย่างคงทนและน่าอยู่

          วิธีการทำบ้านดินแตกต่างกันไปในแต่ละหลังสะท้อนถึงความแตกต่างทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละครอบครัว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการตากดิน ดินที่ขุดขึ้นมาต้องนำมาตากให้แห้ง แล้วร่อนเอาเศษหิน เศษหอย ซากปลาเล็กปลาน้อย เศษไม้ รากไม้ออกให้หมดด้วยตะแกรงตาถี่ เพราะเศษซากเหล่านี้ถ้าติดอยู่ในดิน จะเกิดการย่อยสลายทำให้บ้านมีกลิ่นเหม็นกว่าซากพืช

          อีกเหตุผลหนึ่งคือดินต้องย่ำจนเหนียว หากมีเศษซากเหล่านี้ติดอยู่อาจตำเท้าได้ อิฐดินจะต้องใช้ทั้งดินดำ (เล็กน้อย เพื่อช่วยทำให้เหนียว) ดินแดงและดินเหนียว นำดินที่ร่อนแล้วมาใส่ในกระบะ แล้วใส่ดินทรายหรือทรายลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำลงไป แล้วย่ำไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง จนดินมีความเหนียว

          เคล็ดลับในการผสมดินอยู่ที่น้ำ เพราะน้ำจะช่วยละลายดินเข้าด้วยกัน น้ำที่ใช้ต้องนำมากจากหลายแหล่งเพื่อให้ดินมีคุณภาพดี ทั้งน้ำฝน น้ำบ่อบาดาลที่ขุดขึ้นเองหลังบ้าน (ลึกประมาณ 4 เมตร) น้ำจากแม่น้ำ และที่สำคัญคือหยาดเหงื่อแรงกาย น้ำแต่ละแหล่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป

          สำหรับบ้านที่มีฐานะจะเพิ่มแป้งเปียกผสมลงไปด้วย แป้งเปียกทำมาจากข้าวสารนำมาบดอย่างดีแล้ว ผสมด้วยส่วนผสมที่เป็นเคล็ดลับเฉพาะของแต่ละครอบครัว จากนั้นนำไปกวนแล้วนำมาผสมกับดิน แป้งเปียกจะทำให้ดินเปลี่ยนสี และมีคุณสมบัติพิเศษคือ ทำให้น้ำไม่เกาะที่ตัวอิฐและไม่ซึมเข้าผนังบ้าน การผสมแป้งเปียกในดินนั้นต้องใช้แป้งจำนวนมากจึงทำได้เฉพาะบ้านที่มีฐานะที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น

bd2

การย่ำดิน

          การย่ำดินเป็นการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับบ้านดิน ที่เป็นคุณค่าในการใช้งานจริง (Use value) ในการอยู่อาศัย และทำให้คนช่วยเหลือกัน สมาชิกในครอบครัวและคนในหมู่บ้านจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยย่ำดินตามที่ร้องขอ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ในความหมายที่ทำให้คนมีบ้านเป็นชีวิต และทำให้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

          เพราะดินจากที่นาที่นำกลับมาในแต่ละวันจะต้องนำมาย่ำให้เหนียว กระทั่งติดเท้าขึ้นมา การย่ำดินเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก เมื่อดินเหนียวแล้วทิ้งไว้ 2 – 3 วัน หรือถ้าแดดไม่แรงก็ต้องตากนานถึง 5 วันก่อนจะนำมาขึ้นรูปเพื่อให้ไม่มีฟองอากาศและดูการคืนตัวของดิน ถ้าน้ำอาจเยอะเกินไปหรือยังเหนียวไม่พออาจทำให้ดินยุบตัว ต้องผสมดินเพิ่มลงไป การตากต้องตากวันละหน้า โดยวางไว้ที่พื้น

          การย่ำดินเป็นการผลิตอิฐดินที่ทำให้เงินไม่มีความหมาย เป็นเมตตากายกรรมซึ่งเป็นเหตุให้คนระลึกถึงกัน (สาราณียธรรม) สร้างความรักความเคารพต่อกัน เพื่อการสงเคราะห์กันและสร้างเอกภาพ สำหรับบางบ้านจะผสมทราย ฟางข้าวแห้งและแกลบลงไป เพราะถ้าใช้ดินอย่างเดียว เมื่อโดนน้ำอาจจะแห้งและแตกหักได้ง่าย ทรายจะทำให้เกิดช่องว่างเล็กๆ ช่วยระบายน้ำและระบายความชื้นออกไปจากผนังบ้าน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ส่วนฟางข้าวแห้งจะช่วยทำให้ดินยึดเกาะกันดีขึ้น แกลบจะช่วยฆ่าหญ้า ทำให้วัชพืชไม่ขึ้นบนอิฐดิน เพราะแกลบมีความร้อน

          เส้นใยของเศษฟางข้าวจะทำหน้าที่ในการยึดเกาะเนื้อดินไม่ให้แตกหักได้ง่าย อิฐดินจึงมีความแข็งแรงมากขึ้น ฟางข้าวแห้งต้องนำไปตากเหมือนการตากอาหารจนฟางแห้งสนิทไม่มีความชื้นหลงเหลือ อิฐที่ผสมฟางจะช่วยทำให้น้ำจะผ่านได้เร็วกว่าจึงมีความทนทานมากกว่า การใส่ฟางข้าวหลังสุดเพื่อทำให้ฟางข้าวไม่ช้ำหรือดูดน้ำเวลาที่ย่ำดิน ฟางจะได้ไม่เป็นรา

 bd3ผนังบ้านผสมฟางข้าวที่มีอายุกว่า 60 ปี

          การผสมดินกับฟางข้าวแห้งต้องใช้ดินเหนียวหรือดินปนทราย 8 ส่วน และฟางข้าวแห้ง 2 ส่วน ฟางข้าวต้องตัดให้สั้นประมาณ 2 ข้อนิ้ว (ประมาณ 1 นิ้ว) เพราะถ้ายาวเกินไปเวลาขึ้นรูป ฟางข้าวจะโผล่ออกมาจากอิฐทำให้กำแพงบ้านไม่สวย ต้องคอยตัดออก

          ดินที่ย่ำจนเหนียวและผสมส่วนประกอบต่างๆ แล้วจะนำมาขึ้นรูปด้วยบล็อกไม้เพื่อทำอิฐดิน บางบ้านทาบล็อกด้วยทรายผสมน้ำก่อนใส่ดินลงไป เพราะทรายละเอียดจะช่วยเพิ่มความร้อน และทำให้เคาะออกจากบล๊อกได้ง่าย จากนั้นใช้ไม้ปาดหน้าให้เรียบ แล้วนำไปตาก พอดินแห้งหมาดๆ ก็กะเทาะดินออกมาจากบล็อกก่อนที่ดินจะคืนตัว ดินที่แห้งหมาดๆ ทำให้กะเทาะออกมาได้ง่าย ถ้าไม่ออกให้ใช้น้ำหล่อแล้วค่อยๆ แกะออกมา

bd4

          อิฐที่นำมาสร้างบ้านแต่ก้อนเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อของพ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ บ้านหนึ่งหลังจึงเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อของในชุมชนที่รวมกันสร้างขึ้นมา คนที่มีบ้านดินจึงมีความสุขทุกครั้งได้มองและชื่นชมสิ่งที่ตัวเองทำขึ้นมากับมือ

          อิฐดินมีหลายขนาดด้วยกัน ขนาดใหญ่จะกว้าง 8 นิ้ว ยาว 10 นิ้ว หนาประมาณ 3 – 5 นิ้ว เมื่อตากจนแห้งดีแล้ว จะมีขนาดลดลง 10% เหลือ 5 x 8 นิ้ว ส่วนอิฐขนาดเล็กนั้นไม่เป็นที่นิยม        การใช้อิฐขนาดใหญ่สร้างบ้านจะประหยัดกว่า แต่ต้องทำฐานรากของบ้านให้แข็งแรง เพราะเวลาฝนตกดินจะอุ้มน้ำ ทำให้บ้านมีน้ำหนักมากขึ้น และทรุดพังลงมาได้ง่าย หรือเอียงไม่ได้รูปทรง มีบ้าน 2 – 3 หลังที่ตัวบ้านเอียงเพราะใช้อิฐขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากฐานรากแข็งแรง ทำให้หลังคาเปิดออก ไม่ทรุดพังลงไป

          การทำอิฐดินในแต่ละวันจะใช้บล็อกไม้ประมาณ 10 บล็อกได้อิฐดิน 100 ก้อน อิฐดินที่ใช้ทำฐานของบ้านต้องนำไปเผาก่อน ที่เรียกว่า “อิฐสุก” ก่อนเผาต้องเอาทรายใส่ลงไป อิฐสุกจะใช้ในการก่อจากพื้นขึ้นมาประมาณ 90 เซนติเมตร การทำบ้านดินต้องตากดินตากอิฐดินให้แห้งสนิท ดังนั้นจึงทำได้เฉพาะในฤดูร้อนกับฤดูหนาว ถ้าฝนตกดินจะละลาย อิฐดินที่เตรียมไว้ก็ให้คลุมด้วยตับไม้ใบไม้เอาไว้ก่อน ส่วนในฤดูฝน คนจะหันมาทำนาและเตรียมอุปกรณ์ในการสร้างบ้าน

          กำแพงบ้านดินต้องหนา 30 เซนติเมตร โดยจะก่ออิฐดินทีละชั้นจนครบทั้งหลังแล้วจึงก่อชั้นถัดไป จากนั้นฉาบผนังบ้านด้วยดิน ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วจึงฉาบด้วยปูนขาว หรือแกลบละเอียดอีกครั้ง คุณสมบัติพิเศษของปูนขาวคือทำให้บ้านดินมีสีขาว ส่วนแกลบละเอียดจะทำให้บ้านมีสีแดงๆ ส้มๆ เป็นวิธีการทาสีบ้านแบบโบราณ บ้านที่ผสมปูนขาวจะเปื้อนง่ายกว่าผสมแกลบ แต่การผสมแกลบแม้จะสวยกว่าแต่ก็มีราคาแพงกว่า

 bd5บ้านดินฉาบด้วยปูนขาว

           อิฐดินที่ย่ำดินจนเหนียวทำให้เนื้อดินแน่น เมื่อนำมาทำเป็นผนังบ้านที่มีความหนาจะช่วยกันความร้อนได้ดี พื้นบ้านก็เป็นดินที่อัดแน่น อุณภูมิภายในบ้านจึงเย็นสบาย เหมาะกับพื้นที่ที่มีสภาพอากาศรุนแรงของเชียงตุง บ้านดินจึงช่วยประหยัดค่าไฟ ไม่ต้องใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเหมือนบ้านปูน หน้าฝนจะมีกลิ่นดินเล็กน้อย คนเชียงตุงเชื่อว่า การอยู่กับดินทำให้คนไม่เป็นภูมิแพ้

          เมื่อดินเริ่มรุ่ยต้องนำดินเหนียวมาฉาบใหม่ การฉาบกำแพงจะต้องกะเทาะเอาดินที่ฉาบไว้ก่อนออกให้หมด แล้วพรมน้ำเพื่อให้ “อิฐดินสะดุ้งน้ำ” จากนั้นก็พรมต่อไปจนชุ่มแล้วปล่อยให้แห้งจึงพรมน้ำซ้ำลงไปอีกครั้ง ทำแบบนี้ตลอด 3 – 4 วันเพราะการพรมน้ำจะทำให้ดินมีความชื้น เวลาฉาบดินจะได้เกาะตัวดี ดินที่นำมาฉาบต้องมีความเหนียวเป็นพิเศษ เพื่อให้ฉาบติดทนนาน ไม่แตกร้าวได้ง่าย การย่ำจนเหนียวสังเกตได้จากเมื่อยกเท้าขึ้นมาดินจะหนืดติดเท้า ดินที่ใช้ทำอิฐและใช้ฉาบจึงต้องขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วย

          เพื่อนบ้านต่างพากันมาช่วยกัน “ลงแขกย่ำดิน” เพราะเชื่อว่า การช่วยสร้างบ้านจะได้บุญ เหมือนการขนดินขนทรายเข้าวัด เกิดชาติหน้าจะได้มีบ้านอยู่อาศัย ไม่ต้องเป็นคนร่อนเร่ การลงแขกย่ำดินต้องทำหลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ไม่นิยมทำในฤดูเก็บเกี่ยวเพราะการย่ำดินต้องใช้พลังงานมาก การลงแขกย่ำดินทำให้ประหยัดเวลาในการสร้างบ้าน เพื่อนบ้านจะหมุนเวียนกันไปช่วยบ้านอื่นๆ การทำบ้านดินจึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่ต้องไว้วางใจกันและร่วมแรงร่วมใจกันทำบ้าน ถ้าไม่สนิทใจกัน อิฐดินจะไม่เหนียว ทำให้บ้านไม่คงทนหรือทนแต่ไม่สวยเพราะอิฐดินไม่ได้มาตรฐาน

          การคอยดูแลซ่อมแซมบ้านอยู่ตลอดหลังจากสร้างเสร็จเป็นวิธีการใช้งานแบบที่มิได้เป็นการใช้ประโยชน์อย่างเดียว แต่เป็นการทนุถนอมเพื่อให้บ้านคงทนและน่าอยู่ การหมั่นซ่อมแซมบ้านนั้นทำให้บ้านดิน ป่าไม้และทุ่งนา กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคน

          การซ่อมแซมบ้านดินยังแสดงถึงความมีประสิทธิภาพในการผลิต เป็นวิธีที่ทำให้ลูกหลานได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อน ความรู้จึงถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ให้คนรู้จักอยู่กับดินได้อย่างมีความสุข บ้านดินต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างมากโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน หรือเมื่อแผ่นดินไหว (ซึ่งเกิดไม่บ่อยนัก) โดยหมั่นตรวจสอบจุดที่เอียง แตกร้าว หรือควรได้รับการแก้ไข  แม้บ้านดินจะไม่มีปลวกขึ้น แต่ยังต้องคอยระวังหนูมาทำรังที่ผนังบ้านเพราะจะทำให้บ้านเป็นรู เจ้าของบ้านดินส่วนใหญ่จึงต้องเลี้ยงแมวไว้ บ้านดินนอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้วยังใช้ทำเป็นยุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวได้ กระสอบข้าวที่นำเอามาเก็บในบ้านดินดีกว่าเก็บไว้ในยุ้งข้าวเพราะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่ร้อนและไม่เย็นเกินไป ทำให้ข้าวคงสภาพอยู่ได้นาน ไม่มีปลวกมากิน

bd6

 บ้านดินชั้นที่ 2 นำมาใช้ทำยุ้งฉางไว้สำหรับเก็บข้าว

          การปลูกบ้านหนึ่งหลังก็เหมือนการสร้างชีวิตหนึ่งขึ้นมาบนวิถีแห่งความพอเพียง เพราะหมดกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย ทำให้มีเวลาว่างมากพอ พร้อมไปช่วยผู้อื่น

บ้านดินสองชั้น

          บ้านดินสองชั้นต้องใช้ทั้งอิฐดิบและอิฐสุก โดยอิฐที่สุกใช้ทำฐานบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้ามา เพราะเวลาน้ำท่วม อิฐต้องแช่น้ำ การเผาจะช่วยทำให้ดินแน่นขึ้นไม่ละลายน้ำ ก่อนเผาต้องทาทรายที่ตัวอิฐก่อน เมื่อก่อฐานด้วยอิฐสุกแล้วก็ก่อตัวบ้านด้วยอิฐดิบแล้วฉาบด้วยดินอีกที

          บ้านที่ไม่เผาอิฐจะใช้วิธีการทำฐานรากแทน โดยขุดดินให้ลึก 2 ฟุตเพื่อวางอิฐดินลงไปเป็นฐานรากของบ้าน อิฐที่ใช้ทำฐานบ้านจะมีขนาดใหญ่กว่าและใช้เวลาในการตากนานกว่า จนแห้งสนิทดี เพื่อให้อิฐสามารถรับน้ำหนักของตัวบ้านได้ เพราะช่วงที่ฝนตกหนักๆ น้ำจะซึมลงมาจากผิวดินลงสู่พื้นดิน ถ้าอิฐที่ใช้ทำฐานบ้านไม่แข็งแรงก็จะแตกร้าวได้ง่าย

          พื้นชั้นสองทำจากกระดาน “ไม้ก่อ” หาได้ง่ายตามป่าใกล้ๆ หมู่บ้าน ชั้นบนแบ่งพื้นที่ไว้เป็นห้องนอน ด้านหน้ามีระเบียงเล็กๆ ปัจจุบันใช้เป็นที่เก็บกระสอบข้าวสารและไหว้บรรพบุรุษ ส่วนชั้นล่างมีห้องนอน 1 ห้อง และห้องนั่งเล่น 1 ห้อง ห้องนั่งเล่นกลายเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ บางครั้งใช้เป็นที่นอน พื้นที่ใกล้ๆ กันใช้เป็นที่สำหรับจอดรถมอเตอร์ไซด์ ส่วนห้องครัวและบ่อน้ำอยู่ด้านหลังของบ้าน ห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน บางหลังสร้างห้องน้ำด้วยปูนเตรียมไว้สำหรับการสร้างบ้านปูนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บ้านหลายหลังใช้พื้นที่ที่เหลือด้านหลังของบ้านเก็บสะสมอิฐแดงไว้เพื่อเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ อิฐแดงในเชียงตุงราคาก้อนละ 2 บาท

          ลักษณะพิเศษของบ้านดินที่เชียงตุงนั้นหลังคาจะเป็นเพิงยื่นออกมา 1 เมตรเพื่อช่วยบังแดดและฝนให้กับตัวบ้าน โครงสร้างหลังคาของบ้านดินสองชั้นมีลักษณะที่ต่างออกไปเพราะต้องมีน้ำหนักเบา เดิมทำจากไม้และหลังคาใช้หญ้าคาและใบสักป่า (ใบตองตึง) แต่เนื่องจากเชียงตุงมีฤดูฝนที่ยาวนานถึง 4 – 5 เดือน และฝนฟ้าคะนองรุนแรง ฝนจะตกทั้งวัน วันที่ฝนตกหนักคนจะทำอะไรไม่ได้ต้องอยู่แต่ในบ้าน เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวที่หนาวจัด สภาพอากาศที่รุนแรงทำให้หลังคาใบไม้ผุและทรุดลงมา ต้องคอยเปลี่ยนเป็นประจำทุก 1 – 2 ปี การเปลี่ยนหลังคาแต่ละครั้งใช้เวลานาน ต่อมาจึงเริ่มมีการใช้หลังคาดินเผา บางคนใช้หลังคาสังกะสี

          ในสมัยโบราณ กระเบื้องดินเผาจะใช้มากในวัดและในวัง เห็นได้จากโบสถ์ของวัดที่เชียงตุงแต่เดิมนั้นจะสร้างแบบครึ่งไม้ครึ่งดิน ความรู้เรื่องการเผากระเบื้องดินเผาจึงเป็นความรู้ชั้นสูงในหมู่พระสงฆ์และข้าราชบริพารในวัง ต่อมาความรู้ในการเผาจึงได้แพร่กระจายออกไป ทำให้มีการเผากระเบื้องกันมากขึ้น เมื่อเปลี่ยนระบบการปกครอง ช่างที่เคยทำเตาเผาของวังหลวงไปประกอบอาชีพอื่นที่รัฐบาลพม่าจัดให้ ความรู้ในการสร้างเตาเผาจึงได้หายไป

การเผากระเบื้องดินเผามีอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์เท่านั้น เพราะเป็นแหล่งที่มีดินเนื้ออ่อนคุณภาพดี กระเบื้องดินเผามีราคาแผ่นละ 20 จ๊าดหรือประมาณ 75 สตางค์

bd7

กระเบื้องดินเผายังมีขายที่ตลาด

บ้านดินโครงไม้ไผ่

          โครงไม้ไผ่ใช้ดินน้อยกว่า เหมาะกับห้องที่เผื่อรื้อถอน ปรับเปลี่ยนหรือขยายพื้นที่เช่น ห้องบูชาบรรพบุรุษ หรือห้องนอนสำหรับลูกชายที่ยังโสด

          บ้านดินทุกหลังของเชียงตุงจะมีห้องบูชาบรรพบุรุษ เพราะเชื่อว่า วิญญาณผู้ที่ล่วงลับจะช่วยดูแลคุ้มครองบ้านและลูกหลาน คนตายที่ไหนวิญญาณจะอยู่ที่นั่น จุดที่ตายลูกหลานจึงทำบ้านดินไว้เพื่อบูชาดวงวิญญาณและเป็นที่เก็บกระดูกผู้ตาย โดยแยกออกมาเป็นสัดเป็นส่วน ถ้าตายนอกบ้านก็จะเอากลับมาในบ้าน ถ้าพี่ตายก่อนน้องก็ให้เอากระดูกน้องมาไว้ที่เดียวเก็บกระดูกของพี่ ห้องบูชาบรรพบุรุษจะเป็นบ้านดินชั้นเดียว มีเพียงรูปและโถเก็บอัฐิวางไว้ ต้องเป็นโครงสร้างที่สามารถรื้อถอนได้ง่าย บ้านที่เชียงตุงจึงไม่ทำศาลพระภูมิเพื่อเชื่อว่ามีผีบรรพบุรุษคุ้มครองอยู่

          การทำบ้านดินสำหรับรื้อถอนจึงใช้โครงไม้ไผ่ โดยสานได้ 2 รูปแบบคือ สานแบบตาราง ที่เรียกว่า “จ๊ากว้าด” แต่ละตาห่างกันประมาณ 1 คืบ นิยมใช้ทำฝาผนังห้อง และสานไขว้เป็นรูปกากบาท ไว้ทำผนังของตัวบ้าน เพราะจะยึดเกาะได้ดีกว่า ข้อเสียของการใช้โครงไม้ไผ่คือถ้าชื้นมากต้องคอยเปลี่ยนไม้ไผ่ ซึ่งจะต้องคอยเปลี่ยนทุกๆ 20 ปี

bd8

ไม้ไผ่ก่อนจะนำมาทำโครงบ้านต้องแช่น้ำไว้ก่อน

กรณีศึกษาบ้านดินของแม่เฒ่าปามเหมย

            หมู่บ้านกาดลอยหลวง (กาดหมายถึงตลาด ดอยหลวงหมายถึงดอยใหญ่) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขนาด 60 หลังคาเรือน มีบ้านดินโบราณอยู่ประมาณ 30 หลัง แม่เฒ่าปามเหมยอายุ 75 ปี มาอยู่ที่กาดลอยหลวงตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ก่อนแถวนี้เป็นป่า มีบ้านอยู่เพียง 10 หลัง ญาติที่ย้ายมาก่อนแบ่งที่มาให้ปลูกบ้าน บ้านดินหลังนี้อายุ 50 ปีแล้ว สร้างมาตั้งแต่ราคากระเบื้องแผ่นละ 20 สตางค์ ปัจจุบัน 75 สตางค์ ใช้มานานก็ยังไม่รั่ว

กรณีศึกษาบ้านดินของป้าโอ

          ป้าโอย้ายมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านกาดลอยหลวงเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ป้าโอและสามีคิดจะสร้างครอบครัวให้มั่นคงเพราะมีลูกชาย 2 คน บ้านหลังเดิมเป็นเพียงเพิงที่ทำมาจากไม้ไผ่สาน หลังคาทำจากใบไม้หรือฟางที่ตากแห้งไว้บังแดดบังฝน แต่เนื่องจากฤดูฝนที่เชียงตุงนั้นฝนตกชุกและยาวนานถึง 4 เดือน เมื่อฤดูฝนผ่านไปก็จะเป็นฤดูหนาวทันที ไม้ไผ่ที่ใช้สานเป็นฝาบ้านถูกปลวกกินเพราะชื้น หลังคาก็มีรอยรั่วและอุ้มน้ำทำให้โครงบ้านหนักและพังลงมาทุกปี ป้าโอและสามีต้องเสียเวลาในการดูแลรักษาบ้าน เมื่อได้รับการถ่ายทอดวิธีการสร้างบ้านดินจึงลงมือสร้างบ้านดินของตนเอง

          บ้านดินหลังที่อยู่ปัจจุบันนี้สร้างมาได้ 23 ปี มีทั้งหมด 4 หลัง สร้างให้ลูกแต่ละคนอยู่ ป้าโอบอกว่า มีความสุขกับการอาศัยอยู่ในบ้านดิน เพราะทนทานนานกว่าบ้านปูน ป้าโออยู่มา 23 ปี เพิ่งจะซ่อมบ้าน ป้าโอเห็นว่า “ถ้าจะให้อยู่บ้านดีๆ สวยๆ เหมือนคนอื่นแล้วต้องเป็นหนี้ ก็ไม่เอา เพราะไม่มีความสุข” ป้าโอมีรายได้ต่อวันไม่ถึง 100 บาท การสร้างบ้านสมัยใหม่จึงเป็นเรื่องที่เกินความสามารถ ป้าโอบอกว่า “ไม่ได้มีลมหายใจไว้เพื่อการเป็นหนี้ มีแค่นี้ก็พอ ก็มีความสุขแล้ว”

          บ้านดินหลังสุดท้ายที่เพิ่งสร้างได้ไม่นานเป็นของลูกชายที่ยังโสด โครงบ้านจึงใช้ไม้ไผ่มาสาน แล้วฉาบด้วยดินแบบเดียวกับการทำผนังอิฐดินเพื่อให้สะดวกต่อการรื้อถอน หากต้องขยับขยายเมื่อลูกชายแต่งงานมีครอบครัว บ้านจึงมีความประณีตน้อยกว่าหลังอื่นๆ

กรณีศึกษาบ้านดินของอาเปีย

          บ้านดินของอาเปียสร้างเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เป็นบ้านดิน 2 ชั้น พื้นบ้านชั้นล่างเป็นดิน ใช้ผ้ากั้นห้องต่างๆ ที่ห้องครัวเตาก็ทำมาจากดิน ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเป็นของเอกชน

          ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้อาเปียและชาวเชียงตุงต่างอยากสร้างบ้านปูนแทนบ้านดินที่อาศัยอยู่ สำหรับอาเปียนั้น อยากได้บ้านชั้นเดียวเพราะการขึ้นลงบ้านดินสองชั้นนั้นไม่สะดวกเมื่ออายุมากขึ้น การสร้างบ้านของชาวเชียงตุงต้องใช้เวลาในการสะสมวัสดุในการใช้สร้างบ้านนานถึง 6 ปี อาเปียจึงทยอยซื้อวัสดุต่างๆ มาเก็บไว้ที่ด้านหลังของบ้าน

          คนหนุ่มส่วนที่มาทำงานในไทยรับอิทธิพลในการดำรงชีวิตแบบคนสมัยใหม่ พอมีเงินก็กลับไปปลูกบ้านแบบสมัยใหม่ นอกจากคนหนุ่มสาวแล้ว อิทธิพลของสื่อโทรทัศน์ของไทยที่เป็นที่นิยมของคนเชียงตุงก็มีความสำคัญ อาเปียเห็นเพื่อนบ้านหลายคนเริ่มสร้างบ้านปูนก็อยากได้บ้านปูนหลังใหม่ แม้ว่าจะเสียดายบ้านดินของพ่อ ที่มีความแข็งแรงทนทาน อาเปียซ่อมบ้านดินทุก 20 ปี เพียงแค่ฉาบผนังใหม่ เพื่อให้กันฝนกันแดดได้ดีขึ้นและทำให้บ้านดูสวยงาม

ปรัชญาภิปราย

          การปลูกบ้านดินหลังหนึ่งก็เหมือนการสร้างชีวิตหนึ่งขึ้นมา บนวิถีแห่งความพอเพียง เพราะหมดกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย ทำให้มีเวลาว่างมากพอพร้อมไปช่วยผู้อื่น การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นสร้างสรรค์สังคมแห่งความเพียรและญาติมิตร บ้านดินจึงเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ของคนทั้งหมู่บ้านที่กลมเกลียวเหนียวแน่นเหมือนเช่นเดียวกับดินที่นำมาใช้สร้างบ้าน พื้นที่บ้านของบ้านดินจึงกว้างใหญ่ไร้พรมแดน เพราะรวมจิตวิญญาณของคนทั้งหมู่บ้านและธรรมชาติรอบตัวเอาไว้

          ธรรมชาติคือทุน (Capital) ที่สำคัญในการดำรงชีวิต การอยู่อย่างเกื้อกลูกับธรรมชาติคือการทำความรู้จักดินใกล้ตัวและใช้ดินเพื่อความอยู่รอด บ้านดินมีส่วนช่วยรักษาป่าพรหมจรรย์เอาไว้ ทำให้ธรรมชาติสามารถฟื้นฟูดินขึ้นมาใหม่ได้ การอนุรักษ์ป่ายังช่วยรักษาน้ำในระบบนิเวศ ทำให้น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถผลิตไฟฟ้าจากน้ำเลี้ยงชุมชนอื่นๆ ได้ด้วย

          ความงามและสุนทรียภาพในการอยู่อาศัยจึงหมายถึงความแข็งแรงของบ้านดินที่ซ่อนความแข็งแรงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้คนมากมายเอาไว้ สุนทรียภาพยังรวมถึงประวัติศาสตร์ของบ้านที่ทำให้คนเกิดความภูมิใจในภูมิปัญญาการสร้างบ้านขึ้นมาเองของคนรุ่นก่อนๆ รวมทั้งรู้จักการอยู่อย่างพอเพียง

          บ้านดินทำให้คนมีรายน้อยมีความมั่นคงในชีวิต และช่วยประหยัดพลังงาน ในปัจจุบันการสร้างบ้านดินมีต้นทุนที่สูงจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม การทำให้คนเห็นคุณค่าและความสวยงามของบ้านดินไม่ได้แค่เชิดชูศักดิ์ศรีและภูมิปัญญาของคนเชียงตุงเอาไว้เท่านั้น แต่บ้านดินยังทำให้คนกลับไปสู่สัจธรรมที่ว่า “คนเกิดจากดิน เวลาตายก็ไปกับดิน“ นี้ต่างหากที่เป็นความหมายอันยิ่งใหญ่ เพราะ

อจิรํ วตยํ กาโย   ไม่นานหนอกายนี้

ปฐวึ อธิเสสฺสติ      จักนอนทับแผ่นดิน

ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ     ปราศจากวิญญาณ ถูกทิ้ง

นิรตฺถํว กลิงฺครํ     ราวกับท่อนไม้ท่อนฟืนไม่มีประโยชน์

          คนเชียงตุงจึงเชื่อว่า คนเกิดจากดิน เวลาตายก็ไปกับดิน ดังนั้นต้องใช้ชีวิตให้อยู่กับดิน เพราะดินจะช่วยขัดเกลาชีวิตให้บริสุทธิ์ด้วยความเพียรและความพอเพียง

 

อ่านทั้งหมด 1937 คน

BACK