ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

baotorsin

          ผ้าซิ่นลาวคือศิลปะที่มีชีวิต พื้นที่ทางสุนทรียทัศน์ที่ห่มคลุมร่างกายมนุษย์กลายเป็นเสน่ห์แห่งความงามที่น่าพิศวง เด็กๆ มองเห็นพื้นที่เหล่านี้ด้วยการวิจักษณ์สุนทรียะต่อลวดลายที่เห็นที่ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขา การวิจักษณ์ทำให้คุณค่าลี้ลับถูกซึมซับลงสู่จิตใจ ทักษะการถอดลวดลายและจิตวิญญาณของธรรมชาติแสดงถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่น่าชื่นชม ลูกหลานมองเห็นปู่ย่าตายายของพวกเขาผ่านลายผ้าที่งดงาม ผ้าซิ่นจึงเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพัน ความอบอุ่นของครอบครัว ความเป็นมิตร และความเป็นอมตะ ผ้าซิ่นถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศโดยรัฐบาลลาวประกาศให้ผู้หญิงลาวทุกคนนุ่งซิ่น นัยยะซ่อนเร้นของกลยุทธ์การนุ่งซิ่นของลาว นอกเหนือไปจากการทำให้คนผูกพันกันนั้นชวนค้นหา

          ผ้าซิ่นเป็นฮีตคองของคนลาว เป็นที่ยอมรับและเป็นเครื่องหมายประจำชาติ ทำให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่มีความแตกต่าง ผ้าซิ่นอยู่ในประวัติศาสตร์ชีวิตของคนลาวมานาน การนุ่งซิ่นมีตีนไปโรงเรียนประกาศถึงความเป็นผู้หญิงที่มีคุณค่า การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่ที่ไม่เคยรู้จักและได้รับการยอมรับจากสังคม ครูที่โรงเรียนทุกคนก็นุ่งซิ่น ข้าราชการก็มีชุดข้าราชการที่ตัดเย็บจากผ้าซิ่นสีกากี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยก็นุ่งซิ่นมีตีนไปเรียน สำหรับงานพิธีสำคัญๆ ต้องนุ่งซิ่น เบี่ยงแพรและเกล้าผม ผมที่ถูกเกล้าถือว่าเป็นของสูง ก่อนสิ้นลมต้องสั่งเสียผ้าซิ่นที่ชอบนุ่งในช่วงที่มีชีวิตอยู่ให้ลูกหลานนำมาสวมให้ตอนตาย ผ้าซิ่นจึงอยู่ในลมหายใจของผู้หญิงลาวตั้งแต่เกิดจนตาย

          ผ้าซิ่นของชาวลาวต้องมี “ตีนซิ่น” แสดงเอกลักษณ์ความเป็นชาติลาว ซิ่นยังใช้เป็นเครื่องกันหนาวอย่างดี ฤดูหนาวของลาวจะหนาวจัด เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาและผืนดิน ผู้หญิงลาวต้องนุ่งซิ่นกันหนาว 2 – 3 ชั้น ความสามารถในการทอซิ่นไว้ใช้เองจึงเป็นส่วนหนึ่งของความอยู่รอดของผู้หญิงและครอบครัว

          ผ้าซิ่นเป็นความสำเร็จทางวัฒนธรรม (Cultural achievement) ที่ทำให้ลาวครองพื้นที่ทางวัฒนธรรมผ้าของโลกไว้ได้ นักท่องเที่ยวและความสำเร็จทางวัฒนธรรมสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กผู้หญิงที่ยังนุ่งซิ่นไม่เป็นเริ่มจับเส้นฝ้ายและกี่กระตูก เด็กๆ จะหัดทอผ้าซิ่นกันตั้งแต่ 7 ขวบ วัฒนธรรมในการสร้างความสำเร็จถูกถ่ายทอดมาสู่เด็กๆ ผ่านบททดสอบสำคัญในการทอผ้าครั้งแรก เพราะการทอต้องทำให้เสร็จภายใน 2 วัน เด็กผู้หญิงลาวจึงถูกฝึกให้รู้จักอดทนมาตั้งแต่เล็ก สิ่งที่ถูกปลูกฝังในบทเรียนการทอผ้าครั้งแรกคือความสำเร็จ นิสัยแห่งความเพียรและความไม่ย่อท้อ รวมไปถึงความละเอียดอ่อนทางจิตใจ (จิตตมุทุตา) ทำให้เด็กๆ ได้เข้าถึงจิตวิญญาณทางศิลปะด้วยการจดจ่อจิตใจของตนไปที่งานศิลปะ (Artistic focus) ซึ่งจะเป็นฐานการเรียนรู้ที่ดีในการเรียนศิลปะการทอผ้าซิ่นของลาวต่อไป

          การจดจ่อกับความงามทำให้เด็กๆ รู้จักสีสัน รูปทรง น้ำหนักของใยฝ้ายและรูปแบบผ้าในมิติที่ลึกซึ้ง สิ่งที่พวกเขาได้วิจักษณ์สุนทรียะโดยลำพังจะถูกนำมาบอกเล่าให้กับคนอื่นๆ ด้วยความตื่นเต้น การค้นพบและการชื่นชมในความงามของธรรมชาติรอบตัวที่ปรากฏอยู่ในลวดลายต่างๆ กับหมู่ที่มีทั้งเพื่อนฝูง เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องทำให้มีวงคุยเล็กๆ เรื่องซิ่นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในทุกพื้นที่ชีวิต

          ผ้าซิ่นทำให้ธรรมชาติรอบบ้านกลายเป็นเรื่องที่น่าค้นหาและเป็นพื้นที่ที่มีชีวิต การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนั้นไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของช่างทอผ้าไปได้ การหมั่นสังเกตธรรมชาติทำให้คนพัฒนาสัมผัสในการรับคุณค่าความงามทางสุนทรียภาพ (Aesthetic value) และการถ่ายทอดความงามของธรรมชาติสู่ผ้าซิ่นจะช่วยบันทึกธรรมชาติเหล่านั้นเอาไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น และสำหรับบ้านสะผ่าย เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของบ้านของเมือง ขณะที่วงคุยเล็กๆ ทำให้ธรรมชาติรอบตัวที่เป็นของธรรมดากลายเป็นสิ่งสวยงาม ทำให้คนเข้าถึงความงามที่ช่วยให้คนรักษาธรรมชาติให้คงความสมบูรณ์เอาไว้ เพราะธรรมชาติที่สมบูรณ์จะสร้างดอกไม้และความหลากหลายให้คนได้ชื่นชม

          ดอกไม้ส่วนใหญ่ที่นำมาทำลายซิ่นอยู่ในป่าและทุ่งนาทั้งดอกดาวเรือง ดอกจำปา ดอกบัว และดอกผักแว่น คนบ้านสะผ่ายใช้เวลาส่วนใหญ่ทอผ้า โดยเห็นว่าการทอผ้าเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาคุณค่าของชีวิต วงคุยเรื่องซิ่นเป็นการสร้างและแลกเปลี่ยนค้นหาความรู้ใหม่ๆ จากคนอื่น เพื่อเจริญ “สุตมยปัญญา (ปัญญาที่ฟังจากผู้อื่นมา สำเร็จได้ด้วยการฟัง)” วงคุยยังช่วยหากัลยาณมิตรใหม่ๆ ที่จะคบหาช่วยเหลือกันต่อไปตลอดชีวิต สร้างมิตตสมบัติ (มิตฺตสมฺปตฺติ นาม) เพื่อนเป็นหนึ่งในสมบัติที่จำเป็นของการดำรงชีวิตในเศรษฐกิจพอเพียง ซิ่นบ้านสะผ่ายคือของฝากของต้อนที่ดีที่สุด เพราะบ้านสะผ่ายเป็นต้นกำเนิดการทอซิ่นของลาว

          คุณค่าของชีวิตยังอยู่ที่การจดจ่อกับด้ายแต่ละเส้น กระทั่งเกิดสมาธิ ซึ่งเป็นเหตุอันใกล้ของปัญญา ทำให้รู้ชัด ความรู้ชัดทำให้คนสามารถเห็นความงามของผ้า ความงามของธรรมชาติและป่า กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ในการงานทั้งหลายล้วนต้องจัดการด้วยปัญญา แม้ในงานศิลปะทั้งหลายก็ต้องจัดการด้วยปัญญา ปัญญานั้นมิได้เกิดจากการฟังจากผู้อื่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถคิดอ่าน จนกระจ่างพอใจ ไตร่ตรองได้ด้วยตนเอง จนเกิด “จินตามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากอำนาจความคิดของตนเอง)” และ การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องที่ทำให้คนเจริญ “ภาวนามยปัญญา (ปัญญาจากการปฏิบัติ)” ขึ้นมาในตน อำนาจทางความคิดและการปฏิบัตินี้เองที่เป็นคุณค่าของชีวิตชี้นำชีวิตไปสู่ความพอเพียง

การทอผ้าของท้าวลาว

          ในโลกศิลปะ ปรัชญาในการค้นหาคุณค่าของชีวิตได้ทำให้งานทอผ้าไม่ใช่พื้นที่ทางเพศเหมือนกับประเทศอื่นๆ แม้ผู้หญิงที่บ้านสะผ่ายจะทอซิ่นเป็นกันทุกคน แต่ก็มีผู้ชายหลายคนทอผ้าซิ่น เพราะการทอผ้าซิ่นเป็นเรื่องของผู้ที่มีทักษะความชำนาญ มีความสามารถในการสังเกตลายผ้า มีความละเอียด และมีสมาธิสูง ทักษะความสามารถทำให้ความงามของผ้าซิ่นทอมือมีความโดดเด่นเฉพาะตัวไม่ใช่ความงามแบบสากลเหมือนผ้าซิ่นที่ทอจากโรงงาน

          เมื่อพรมแดนของโลกศิลปะผ้าถูกเปิดกว้างเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและผู้ชายเข้ามาสู่การทอผ้าทำให้มีช่างทอผ้าซิ่นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนเป็นความได้เปรียบของบ้านสะผ่ายที่มีช่างทอผ้าฝีมือดีอยู่มากมาย ขณะเดียวกันก็มีครูบาอาจารย์อยู่มากมายให้ช่างทอผ้ารุ่นต่อไปได้มาเรียนรู้เป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบครุสันนิสัย (ครุสนฺนิสฺสโย นาม) คือการอยู่ในสำนักครูผู้มีสุตปฏิภาณมาก ทำให้คนอยากเรียนรู้ตลอดเวลา

          บ้านที่ผู้ชายหันมาทอผ้าซิ่นเพราะการทำประมงแม่น้ำโขงและการทำนาน้ำฝน ที่ทำได้เพียงปีละครั้งนั้นมีรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว ผู้นำครอบครัวจึงต้องทอผ้าซิ่นในช่วงเวลาที่ว่างหลังฤดูเก็บเกี่ยว ผู้ชายที่บ้านดอนโคเกาะกลางแม่น้ำโขงที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านสะผ่านั้นทอผ้าเป็นทุกคน ไม่ถือว่าผิด   ฮีตผิดคอง เพราะถือว่าช่วยครอบครัวทำมาหากิน ทำให้มีสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว โดยพ่อ แม่ ลูกต่างก็ช่วยกันทำมาหากิน การทอผ้าทำให้ผู้ชายดีใจที่มีส่วนช่วยครอบครัวหารายได้ได้มากขึ้น

          ผ้าซิ่นที่ผู้ชายทอมีราคามากกว่า เพราะผู้ชายมีแรงเหยียบและแรงกระทบกี่มากกว่าผู้หญิง ซิ่นจึงมีเนื้อแน่นกว่า ลายละเอียดกว่า มีน้ำหนักดีกว่า ทำให้ขายได้ราคาดีกว่า ถ้าผ้าที่ผู้หญิงทอขายได้ 100,000 กีบ ผ้าที่ผู้ชายทอก็จะขายได้ 110,000 กีบ ผ้าซิ่นทอโดยผู้ชายช่วยทำให้ซิ่นมีราคาดี การทอผ้าซิ่นของคนในครอบครัวทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะช่วยให้นำรายได้เข้ามาถึง 3,000,000 กีบ โดย 1,000,000 กีบเป็นรายจ่ายประจำเดือน การทำนาปลูกข้าวไว้กินเองและการหาอยู่หากินตามธรรมชาติช่วยลดค่าอาหารทำให้ครอบครัวมีเงินเหลือเก็บเดือนละ 2,000,000 กีบ

          การทำนายังช่วยให้ขาแข็งแรง มีแรงเหยียบและแรงกระทบกี่ได้มากกว่าปกติ คนบ้านสะผ่ายจึงสามารถทอผ้าได้เร็ว การทอผ้ามาอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้คนมีความชำนาญ ช่างทอซิ่นที่เก่งจะทอได้วันละ 3 ผืน

          การออกแบบลายผ้าขึ้นอยู่กับการตีความในความงามของธรรมชาติและจินตนาการของแต่ละคน ส่วนมากผู้หญิงจะเป็นคนคิดและออกแบบลายซิ่น แสดงถึงทักษะความชำนาญที่สูงมาก ต้องมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะในเนื้อผ้าได้เหมือนของจริง ซึ่งอาศัยประสบการณ์จากการทอผ้าซิ่นที่เป็นระบบการผลิตขนาดใหญ่และการฝึกอย่างต่อเนื่องจนชำนาญ ทำให้คนพัฒนาพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้ในระดับอัจฉริยะ

          ชุมชนบ้านสะผ่ายเพิ่งเปิดศูนย์ทอผ้าซิ่นที่เป็นศูนย์กลางการค้าผ้าของหมู่บ้าน เป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ้าของลาว โดยช่วยสร้างตลาดมารองรับการทอผ้าของคนในแต่ละบ้าน เปลี่ยนจากธุรกิจครอบครัวที่ต้องคอยหาตลาดเอง มาเป็นกลุ่มทอผ้าของชุมชน ผู้ที่มารับจ้างทอซิ่นที่ศูนย์จะได้ค่าจ้างผืนละ 30,000 กีบ เป็นรายได้เสริมที่ไม่มีวันหมด ทำให้ไม่มีคนว่างงานในบ้านสะพ่าย ต้องทอให้ได้วันละ 2 ผืนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ผ้าที่ทอเสร็จแล้วจะนำมาวางขายที่ร้านในราคาผืนละ 1,000 บาท

          ซิ่นทอมือกำลังเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงกับผ้าซิ่นจากโรงงานที่ทอซิ่นได้ดีและสวยไม่แพ้กัน แต่มีราคาถูกกว่ามาก สิ่งที่น่ากลัวกว่าโรงงานคือความนิยมในการนุ่งกางเกงของวัยรุ่นผู้หญิงลาวที่ได้รับอิทธิพลมาจากสื่อโทรทัศน์ของไทยและการเข้ามาทำงานในไทย ผู้สูงอายุจึงมีหน้าที่คอยตรวจสอบดูแลการแต่งกายของผู้หญิงในหมู่บ้านโดยสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้หากพบหญิงสาวแต่งกายไม่เหมาะสม เพื่อคงเอกลักษณ์ความเป็นชาติลาวเอาไว้ สังคมจารีตของลาวจึงมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์วัฒนธรรมการนุ่งซิ่นของลาวไว้ได้มาก

ปรัชญาภิปราย

          ผ้าซิ่นรวมเอาคุณค่าทางด้านจิตวิญญาณความเป็นลาว สัญลักษณ์ การเมืองและเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเกิดจากการวิจักษณ์สุนทรียะตั้งแต่เด็กเพื่อปลูกฝังความละเอียดอ่อนทางจิตใจ ทำให้เด็กๆ ได้เข้าถึงจิตวิญญาณทางศิลปะด้วยการจดจ่อจิตใจของตนไปที่งานศิลปะ สายตาที่มองเห็นความงามและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบตัว สร้างฉันทะ (ฉนฺโท) หรือความใคร่จะทำ

          ฉันทะในการเรียนรู้ในเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตอย่างต่อเนื่องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และผู้รู้ขึ้นมามากมาย แต่ที่สำคัญคือทำให้การทอผ้ากลายเป็นการค้นหาคุณค่าของชีวิต โดยคนได้เจริญปัญญาโดยสมบูรณ์ทั้งสุตมยปัญญา จินตามยปัญญาและภาวนามยปัญญา กระทั่งการทอผ้าใต้ถุนที่บ้านริมทุ่งนากลายเป็นสัมมาทิฐิ สามารถสร้างความสำเร็จทางวัฒนธรรม (Cultural achievement) ทำให้ลาวสามารถครองพื้นที่ทางวัฒนธรรมผ้าของโลกไว้ได้

          เหตุผลแห่งความสำเร็จส่วนหนึ่งอยู่ที่การเปิดพรมแดนของโลกศิลปะผ้าเพื่อให้เด็กและผู้ชายเข้ามาสู่การทอผ้า ทำให้มีช่างทอผ้าซิ่นหน้าใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และมีครูบาอาจารย์มากมายให้ช่างทอผ้ารุ่นต่อไปได้เรียนรู้ การเรียนรู้แบบครุสันนิสัย (ครุสนฺนิสฺสโย นาม) คือการอยู่ในสำนักครูผู้มีสุตปฏิภาณมาก ทำให้คนอยากเรียนรู้ตลอดเวลา

          เงื่อนไขแห่งความอยู่รอดของซิ่นทอมือไม่อยู่ที่การทอและการเรียนรู้เท่านั้น แต่อยู่ที่การพัฒนาความสามารถในการตีความในความงามของธรรมชาติและจินตนาการ การทอซิ่นที่บ้านสะผ่ายเป็นระบบการผลิตขนาดใหญ่ที่มีคนมาฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องจนชำนาญ จนทำให้คนพัฒนาพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้ในระดับอัจฉริยะ กระทั่งคนสามารถไปแข่งขันกับเครื่องจักรที่อยู่ในโรงงานได้

          งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบทฤษฎีชีวิตที่ทำให้คนรู้จัก “การประหยัดจากการเรียนรู้ชีวิต (Economies of Life Learning)” ตัวตนทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้คนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เรื่องราวในชีวิตที่นำไปสู่การสร้างปัญญาของตนเอง พลังทางปัญญายังคงสร้างเรื่องราวที่ทำให้มนุษย์แปลกใจได้เสมอ

อ่านทั้งหมด 763 คน

BACK