ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

nives

          ปลาข่อนเป็นเรื่องของเศรษฐกิจสายน้ำที่ธรรมชาติเป็นผู้ผลิตแหล่งอาหารขนาดใหญ่นี้ไว้ให้กับมนุษย์ การทำความเข้าใจในระบบน้ำของแม่น้ำแม่โขงช่วยทำให้เข้าใจการวิถีการผลิตและความเปราะบางของระบบนิเวศ ที่คนมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ปลาแม่พันธุ์และบ่อปลาข่อนเพื่อรักษาฐานอาหารของชุมชนเอาไว้ตลอดฤดูแล้งที่ยาวนาน รวมทั้งดำรงชีวิตตามวิถีการบริโภคที่พอประมาณ แค่เพียงพอที่จะอยู่ได้อย่างผาสุก การงดเว้นการแสวงหาและการกินอาหารจนเต็มท้องสร้างความหมายใหม่ในการบริโภค ทำให้คนคำนึงถึงความมีอยู่มีกิน (Well-being) ของตนเอง เพื่อนบ้านและหมู่บ้านอื่น ปลาข่อนทำให้คนในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของ สปป.ลาวสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่มีคุณภาพดีโดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขง และแม้ในช่วงหน้าแล้งที่อาหารขาดแคลน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องปลาข่อนก็สามารถสร้างสัมพันธ์ทางสังคมที่เกื้อกูลกันได้

          การจัดการทรัพยากรน้ำและปลานั้นอยู่บนบรรทัดฐานของ “ระบอบประชาธิปไตยประชาชน” หรือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่ในระดับท้องถิ่นแล้วคนมีอิสระในการดำเนินชีวิตธุรกิจ ในที่นี้รวมถึงสามารถค้าขายได้อย่างเสรีในท้องถิ่นของตนและการรักษาวิถีชีวิตชุมชนรวมถึงการรักษาความหลากหลายทาง     ชีววัฒนธรรม (Biocultural diversity)

          คนลาวเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำโขง เพราะเป็นแม่น้ำที่ให้ชีวิตและเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ที่ถูกปกป้อง สำนึกและความรู้สึกหวงแหนแม่น้ำโขงทำให้หน้าที่ดูแลแม่น้ำโขงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตทางธุรกิจของเอกชนและผู้คน ไม่มีใครทำลายแม่น้ำโขง เช่น ในฤดูที่ปลาวางไข่ ปลาชนิดไหนวางไข่ผู้คนจะไม่จับและขายปลาชนิดนั้น แต่จะนำปลาชนิดอื่นมาวางขายแทน เพื่อให้ปลาได้โอกาสแพร่พันธุ์ต่อไป

          ปลาที่คอนพะเพ็งมีทั้งปลาเคิง ปลาผ๋อ ปลาซวย ปลาสะงั้ว ปลาสวาย ปลาบึ่ง ปลาแก้ ปลาดก ปลาแขยง ปลาพร ปลาปาก ปลาเพียร ปลาก๋อ ปลาข่อ ปลาดุก ปลาเข๋ง ปลานิล ปลาใน ปลาสร้อย ปลาขี้ไก๋ ปลาจาด ปลาหัวมวม ปลาฝา (ปลากระเบนน้ำจืดที่ขึ้นชื่อ) ปลาเสือ ปลาเงิน ปลาเพี้ยะ และปลาวารวมทั้งจระเข้และพญานาค เวลาที่พญานาคต้องการมนุษย์ไปเป็นทหาร จะมาเอาที่หมู่บ้าน (ท่าเคาะ) ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ปีละ 2 คน เอาไปทุกปี คนที่นี่ต่างก็เห็นพญานาคกันมาแล้ว โดยจะเห็นหงอนในช่วงเข้าพรรษาและออกพรรษา ถ้าหมู่บ้านทำผิดกฎของหมู่บ้าน เช่น ใช้ไฟช๊อตปลา พญานาคจะมาเตือน โดยมาปรากฏให้เห็น ต้องไปทำบุญให้ถูกต้องตามประเพณี เช่น บุญเผวด หรือบุญเดือน 4 ส่วนจระเข้ผี ถ้าอยากได้คน ก็จะแปลงเป็นผู้หญิงสวยไปเอาคนจากในหมู่บ้าน บางคนก็รอดชีวิตมาได้ โดยการวิ่งเข้าไปในวัด คนที่นี่จึงต้องหมั่นเข้าวัดทำบุญ จึงจะมีชีวิตรอด

          นอกจากการทำบุญแล้ว คนลาวยังมีประเพณีการไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นพิธีบูชาแม่น้ำที่สำคัญแสดงถึงการสำนึกในบุญคุณของแม่น้ำโขง และการบูชาพญานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ชาวประมงที่คอนพะเพ็งถูกมองว่า เป็นอาชีพที่ต้องมีความรู้และทักษะสูง มีความมั่นคงเพราะสามารถทำได้ตลอดชีวิต ทำสลับกับการทำนาก็พออยู่พอกิน

          การจับปลาจึงไม่จำเป็นต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน เพราะทุกคนกลัวต่อการล่วงละเมิดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม่น้ำโขง การเป็นชาวประมงจึงไม่ใช่แค่มีทักษะในการจับปลา และการมีความรู้เรื่องแม่น้ำแต่ต้องเป็นคนดีและต้องหมั่นทำบุญ เมื่อทุกชุมชนเชื่อเหมือนกัน

          ปลาบางตัวว่ายทวนน้ำขึ้นมาที่หนองจนถึงแปลงนาเพื่อวางไข่ในฤดูฝน พอวางไข่เสร็จก็จะว่ายกลับไปที่ห้วยซอน ปีที่มีน้ำเยอะจะมีปลาแม่พันธุ์ว่ายมาออกไข่ที่ท้องนาเยอะ ทำให้บ่อปลาข่อนมีปลาเหลืออยู่มาก ในช่วงเดือน 10 เดือน 11 (ตุลาคม – พฤศจิกายน) ปลาแม่พันธุ์จะว่ายกลับไปที่ห้วยซอน ชาวบ้านจะวางหลี่ หลุมดักปลาทำจากไม้ไผ่สานหรือใช้ตาข่ายดักปลาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ตามทางน้ำไหล ปลาแม่พันธุ์นั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่หนักครึ่งกิโล จับแค่ 2 ตัวก็ได้เต็มกิโล หลี่และตาข่ายที่วางอยู่ตลอดลำน้ำมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีทำให้ปลาที่จะเกิดขึ้นใหม่ลดลง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนปลาลดลงไปถึง 30%

          ชาวบ้านจะคอยดูแลบ่อปลาข่อนแต่ละบ่อไว้เป็นอย่างดี โดยทำ “เฮอะ” จากเศษไม้หรือตัดกิ่งไม้โยนลงไปไว้ในบ่อเพื่อให้เป็นรังที่อยู่ของปลาที่เพิ่งออกมาจากไข่ตัวเล็กๆ แดงๆ เฮอะยังเป็นที่อยู่สัตว์น้ำอื่นๆ ที่มาอาศัยอยู่ในบ่อนั้น นอกจากเฮอะแล้ว ต้นข้าวยังมีส่วนช่วยรักษาลูกปลาที่บ่อปลาข่อนเอาไว้ด้วย ต้นข้าวที่บ่อปลาข่อนจะไม่ค่อยงามเพราะน้ำลึกเกินไป มีขึ้นอยู่บ้างประปราย บ่อปลาข่อนอยู่กลางนา ช่วงที่ข้าวกำลังเจริญเติบโตจึงไม่มีคนลงไปจับปลา เพราะจะทำให้ต้นข้าวเสียหาย ลูกปลาจึงมีโอกาสเติบโตต่อไป

          ไม้ที่นำมาใช้ทำเฮอะได้ดีที่สุดคือไม้ไผ่ เพราะทนทานไม่ผุพังง่าย หนามและกิ่งจะเป็นที่หลบภัยของปลาตัวเล็กๆ ทำให้ลูกปลารอดพ้นจากการล่าของปลาตัวใหญ่ นก งู รวมทั้งวัวควายที่มาอาศัยกินน้ำ หรือจะใช้ตาข่ายวางไว้รอบๆ บ่อเพื่อป้องกันไม่ให้เป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ลงไปในบ่อ พอลูกปลาโตแล้วค่อยนำเฮอะขึ้น เฮอะยังช่วยป้องกันไม่ให้คนมาหว่านแหจับปลา เพราะถ้าหว่านแห แหจะขาด เสียหายมาก ดึงขึ้นมาก็ลำบาก การซ่อมแหต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก

          บ่อปลาข่อนเป็นตลาดขนาดเล็กที่ไม่ปรากฏตัวตนในระบบการผลิตหลักของประเทศ แต่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพราะทำให้คนมีอาหารกินตลอดฤดูแล้งที่ยาวนาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          เมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน น้ำในนาเริ่มแห้งขอด และไหลมารวมกันตามมุมของแปลงนา ลูกปลาเล็กๆ ที่แม่ปลามาไข่ทิ้งไว้ในเดือนมิถุนายนก็เติบโตขึ้น ปลาเหล่านี้เป็นของสาธารณะใครต้องการก็สามารถเข้ามาจับไปได้ ฝูงปลาพากันมาอาศัยบ่อปลาข่อนอยู่ในช่วงหน้าแล้ง ทั้งปลาค่อ (ปลาช่อน) ปลาดุก ปลาเข็ง (ปลาหมอ) ปลาหลด ปลาชิว กุ้งฝอย แมงขี้เลียด (คล้ายกับแมงกินนูน) และแมงดา ที่บ่อปลาข่อนยังมีงูน้ำอาศัยอยู่ โดยมาหากินปลาที่บ่อปลาข่อน คนไปจับปลาข่อนก็อาจจะเจองู เมื่อน้ำแห้ง ถ้าจับปลาขึ้นมาไม่ทันปลาก็จะตายและงูน้ำก็จะพากันตายไปด้วย หากขุดลงไปในดินยังมีหอยจุ๊บที่ไหลมากับน้ำ พอน้ำแห้งก็ลงไปอยู่ในดินใกล้ร่องน้ำที่มีความชื้น เวลาหาหอยจุ๊บให้ใช้เสียมขุด จับหอยได้แล้วใส่กะตา (ตระกร้าสาน) ไว้

          หน้าแล้งที่ยาวนานถึง 7 เดือน (กันยายน – มีนาคม) ทำให้บ่อปลาข่อนกลายเป็นคลังอาหารประจำถิ่นที่สำคัญ ต้องจับในถิ่นของตนเองเท่านั้น ถิ่นใครถิ่นมัน ข้อตกลงร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญในการกระจายทรัพยากรให้ทั่วถึงทุกคน

          ชาวบ้านจะจับปลาข่อนครั้งละ 3 – 4 ตัว สำหรับทำอาหารกินในครอบครัว และจะไม่จับทุกวัน ต้องทิ้งไว้ 2 – 3 วันปล่อยให้ปลาที่เหลือมีโอกาสเติบโตจึงค่อยไปจับอีกครั้ง ความพอประมาณในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเรียกว่าเป็นความขาด (ความขาดแห่งเอกาสนิกังคธุดงค์) ทำให้ได้อานิสงส์ของการเป็นผู้มีความเจ็บป่วยน้อย เป็นผู้มีความลำบากน้อย ลุกขึ้นคล่องแคล่ว แข็งแรง อยู่สำราญ และที่สำคัญคือมีความมักน้อยและบรรเทาตัณหาในรสเสียได้ เป็นการกำจัดเวทนาเก่า (ความหิว) และไม่ให้เวทนาใหม่ (ที่เกิดจากการบริโภคที่ไม่เป็นสัปปายะ – ไม่เกื้อหนุนและเกินพอดี) เกิดขึ้น การมักน้อยและบรรเทาตัณหาในรสช่วยควบคุมความต้องการส่วนเกินของชีวิตคน ให้คนดำรงชีวิตอยู่บนความพอดี

          ปีที่ฝนดี ฝนตกตลอดและฝนไม่ทิ้งช่วงจะทำให้น้ำในนาไม่แห้งขอดและมีปลาข่อนเยอะ ช่วงเดือน 9 ถึงเดือน 10 ซึ่งเป็นฤดูการกินปลาเพราะปลามีเยอะ ลูกปลาที่ปลาแม่พันธุ์มาไข่จะโตเต็มที่และมีอยู่มากมาย สามารถจับปลาได้บ่อยถึงวันละ 5 – 6 ครั้ง จับได้แล้วใส่กะคุไว้ที่นาเพื่อไม่ให้ปลาตาย เมื่อต้องการนำมาทำอาหารก็ไปกู้ที่กะคุ จะได้กินปลาสดๆ การจับปลาใส่กะคุจึงเป็นการถนอมอาหารแบบหนึ่ง ทำให้คนค่อยๆ กินค่อยๆ ใช้ ปลาไม่ต้องขโมยกันกินเพราะมีอยู่มากมาย แต่ปลาข่อนในเดือน 11 เดือน 12 (พฤศจิกายน – ธันวาคม) เมื่อน้ำแห้งที่ถือว่าเป็นยอดอาหารของคนที่อยู่ในชนบท เพราะเป็นฤดูที่ปลาในบ่อปลาข่อนจะมัน จึงมีสำนวนที่แสดงถึงความอร่อยว่า “ข้าวใหม่ปลามัน”

          บ่อปลาข่อนมีอยู่มากมายตามท้องนา ในบริเวณเดียวกันมีประมาณ 60 บ่อ (รอบๆ บ้านโนนป่าติ้ว) การใช้ควายทำนาทำให้มีบ่อปลาข่อนเกิดขึ้นอยู่มากมาย เพราะเมื่อควายไถนา พื้นนาจะไม่เรียบเสมอกัน และบ่อที่มีตามธรรมชาติจะไม่ถูกไถกลบเหมือนการใช้รถไถ เพราะรถไถมีตัวที่ใช้ไถลึกกว่าคันไถที่ใช้ควายลาก ควายยังชอบนอนจมปลัก ปลักควายเมื่อปล่อยน้ำเข้านาจะกลายเป็นบ่อปลาข่อน บ่อปลาข่อนมีอยู่มากมายทำให้ไม่ต้องขโมยกันกิน คนที่หาปลามาได้เยอะก็เอามาเป็นของฝากของต้อนให้กับเพื่อนบ้าน

          หากกินไม่หมดภายใน 9 – 10 วันก็จะนำไปขาย ปลาที่จับมาแล้วถ้าไม่ได้กินทันทีต้องนำไปเลี้ยงไว้ที่ในโอ่งหรือสระเล็กๆ ข้างบ้าน ถ้าปล่อยไว้นาน ปลาก็จะผอมลงไปเรื่อยๆ น้ำก็จะแห้งลงไปเรื่อยๆ ภายใน 10 วันถ้ายังกินไม่หมดต้องรีบนำไปขาย ปลาที่เหลือจากการกินและการขายจะนำมาทำปลาแดก โดยใส่เกลือและแกลบหยาบ (รำข้าว) ลงไปแล้วหมักทิ้งไว้ 2 – 3 เดือน ก็นำมากินได้ ถ้าแกลบละเอียดจะเอาไว้ทำส้มปลาแดก (ปลาส้ม) คนลาวจะไม่นำปลาแดกไปขาย จะทำไว้แค่พอกินกันในครอบครัวเพราะปลามีน้อย

          ขณะที่ปลาข่อนช่วยประหยัดค่าอาหารได้ถึงเดือนละ 1,000 บาท หรือประมาณ 30% ของรายจ่ายทั้งหมดต่อเดือน (ประมาณ 3,000 บาท) ปลาข่อนยังเป็นรายได้เสริมได้อีกทาง ปลาช่อน ปลาดุกและปลาหมอที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนจะนำไปขาย ปลาจากบ่อปลาข่อนไม่ได้นำไปขายที่ตลาดมากนัก ยกเว้นส่วนที่เหลือจากการบริโภคซึ่งน้อยมาก และได้จากบ่อข่อนที่ลึก น้ำจึงยังคงมีอยู่ตลอดฤดูแล้ง

          ในวันที่ชาวบ้านไม่ได้ออกไปหาปลา เช่นวันพระที่คนลาวจะไม่ไปจับปลา แต่จะไปซื้อหรือไปหาเนื้อสัตว์อื่นๆ มากินแทน เนื้อสัตว์ที่คนลาวจะกินเป็นหลักได้แก่เนื้อไก่ เนื้อหมู หอย กบ เขียดและกะปอม (กิ้งก่า) เนื้องูก็มีทั้งงูสิงห์ งูสา และงูเห่า แหล่งโปรตีนชั้นดี แต่กะปอมนั้นเป็นที่นิยมเพราะนำมาปิ้งตำใส่พริก รสชาติอร่อย ระหว่างเดือน 6 ถึงเดือน 12 ยังสามารถไต้กบเขียดเอาไว้กินได้ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือก็นำไปขายที่ตลาด

          คนลาวไม่นิยมเลี้ยงหมูเพราะรำมีราคาแพง รำไม่ได้เหลือเยอะ ต้องตำข้าวจึงจะได้รำ ข้าวสารจะทยอยตำตลอดปี รำจึงไม่ได้เป็นอาหารเหลือใช้เหมือนในเศรษฐกิจโรงสี และส่วนใหญ่แต่ละบ้านจะเก็บไว้ใช้ทำส้มปลาแดก และไม่นิยมเลี้ยงเป็ด เพราะเป็ดตัวเล็กๆ ต้องเลี้ยงด้วยรำข้าว เป็ดยังชอบไปเจาะต้นกล้วยที่คนลาวจะเก็บไว้ทำหมากเบ่งเพื่อบูชาพระ ในแต่ละเดือนจึงต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อซิ่น (ชิ้นเนื้อ) ควาย ซิ่นหมูมากิน เดือนละ 1 – 2 กิโลกรัม

          ก่อนน้ำใหม่จะมาจึงต้องวิดน้ำเก่าออกเพื่อจับปลาข่อน ลูกปลาที่จับได้จะนำมาทำอ่อมปลา โดยใส่ตะไคร้ กระเทียม พริกไทยลงไป ส่วนปลาตัวใหญ่นำไปต้มหรือป่น (ตำน้ำพริก) ซดน้ำกิน อาหารปลาถูกปรุงขึ้นอย่างเรียบง่ายทั้งต้มและแกงปลาช่อน ป่นปลาดุก ย่างปลาหลด ส้มปลาจ่อม (ปลาซิว) ก้อยกุ้งแจ่วกุ้ง ปิ้งปลาหมอ อ๊อแมงขี้เสียด และแจ่วหรือน้ำพริกแมงดา เป็นอาหารสด ไม่มีการแปรรูปเพราะปลามีไม่มาก

          ประเพณีที่สำคัญในเดือน 12 ของคนลาวคือการไหว้พ่อเฒ่าพ่อปู่ที่ “หอผี” เพื่อขอให้มีข้าวเต็มนา ปลาเต็มหนองและให้ข้าวงามดี โดยถวายเหล้าไหไก่ตัวเป็นเครื่องเซ่นไหว้ พอได้ข้าวใหม่ต้องเอาใส่กระป๋องนำเข้าบ้านไปบูชาที่บ้าน การไหว้พ่อเฒ่าพ่อปู่ที่หอผีถือเป็นฮีตคองของไร่ของนาที่สำคัญของคนลาว

 

อ่านทั้งหมด 638 คน

BACK