theory

          ในการศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของอาเซียนใช้พุทธปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันมาเป็นกรอบแนวคิดหลัก โดยบูรณาการกับพุทธปรัชญาเรื่องความพอเพียงที่แสดงเงื่อนไขสำคัญ ๓ ประการในการสร้างความรู้และคุณธรรมทางเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การพึ่งตนเอง ความอยู่ดีมีสุขและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

          ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันประกอบด้วยหลัก ๓ ประการ นั่นคือหลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล และหลักการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จำเป็นต้องมี เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการรวมตัวของอาเซียนในปีพ.ศ. ๒๕๕๘หลักการทั้งสามนี้ต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและดำรงอยู่ภายใต้ ๒ เงื่อนไข คือ (๑) ต้องมีความรู้ และ (๒) ต้องมีคุณธรรม

          ความรู้และคุณธรรมจะทำให้คนหันกลับมาพึ่งตนเอง หลัก ๓ ประการและ ๒ เงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าวจะทำให้คนดำรงชีวิตได้อย่างสอดคล้องสมดุลในสังคมที่ยั่งยืนและรักษาธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่เป็นความมั่นคงของมนุษย์เอาไว้ได้

          เนื่องจากความรู้และคุณธรรมเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงในการช่วยให้สามารถพึ่งตนเองได้ตามวิถีทางพอเพียง ดังนั้นการศึกษานี้จึงได้ใช้กรอบของพุทธปรัชญาเรื่องความพอเพียงเพื่ออธิบายกระบวนการสร้างความรู้และคุณธรรมทางเศรษฐกิจของสังคมต่างๆ ในสังคมแห่งการเรียนรู้ องค์ความรู้ที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง จะต้องมีลักษณะสำคัญ ๔ ประการด้วยกันได้แก่

  • มีประโยชน์ – สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ เพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกิดการผสานแนวคิดใหม่ๆ และพัฒนานวัตกรรมแห่งการพึ่งตนเอง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกถูกครอบงำด้วยลัทธิบริโภคนิยม
  • มีประสิทธิภาพ – สามารถถ่ายทอดต่อไปยังกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมได้ทั่วไป ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิดออกมาให้แก่กันได้นี้ เป็นสมรรถนะอันพิเศษและวิเศษของมนุษย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (๒๕๕๔) เรียกว่าเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรม
  • มีพลัง – การสร้างสรรค์คือพลังที่สามารถเชื่อมโยงสังคมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ร่วมมือกัน โดยเห็นว่าถ้าจะได้ประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่เพราะสละประโยชน์สุขเล็กน้อย บุคคลควรสละประโยชน์สุขเล็กน้อยเพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่ (ขุ.ธ.๒๕/๘/๙) (พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ๒๕๔๙)
  • มีจริยธรรม – จริยธรรมสำหรับสังคมของพระพุทธศาสนาต้องมีทั้งปัญญาและเมตตากำกับ

          ดังนั้น กรอบของพุทธปรัชญาเรื่องความพอเพียงเริ่มจากการเรียนรู้เพื่อพึ่งพาตนเองตามหลักความมีประโยชน์ ไปสู่การสั่งสมความรู้และการประดิษฐ์คิดสร้างที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่ดีมีสุขตามหลักความมีประสิทธิภาพและพลังขององค์ความรู้ที่ทำให้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนถึงการพัฒนาความสามารถไปสู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศตามหลักจริยธรรมที่จะทำให้คนเข้าถึงองค์ความรู้ที่แท้จริงได้

แนวคิดของพุทธปรัชญาเรื่องความพอเพียงแบ่งออกเป็น ๓ เงื่อนไขดังนี้

๑) การเรียนรู้จนเชี่ยวชาญเพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยการเจริญ “สุตมยปัญญา”

          องค์ความรู้ที่แท้จริงและสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นเมื่อสังคมเข้ามามีส่วนร่วม (Participation) มีการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ทำให้คนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเรียนรู้ความจริง รู้จักสรรพสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง สามารถดำเนินชีวิตให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและกฎเกณฑ์ที่มี การเรียนรู้จนเกิดความเชี่ยวชาญจะทำให้สามารถพึ่งตนเองได้ด้วย “สุตมยปัญญา” ที่เจริญขึ้นมาในตน

          ๒) การสั่งสมความรู้และการประดิษฐ์คิดสร้างจากการเจริญ “จินตามยปัญญา” ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน

          การสั่งสมความรู้จนคนสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข (อยู่ดีมีสุข) ในระบบเศรษฐกิจได้ ต้องหมั่นเจริญ “จินตามยปัญญา” โดยการคิดอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) เพื่อสร้างองค์ความรู้ของสังคม มีการตีความความรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการคิดอย่างถูกวิธี (อปายมนสิการ) คิดอย่างมีระเบียบ (ปตมนสิการ) คิดอย่างมีเหตุผล (การณมนสิการ) และคิดเป็นกุศล (อุปปาทมนสิการ) การสั่งสมประสบการณ์และความรู้จนเกิด “จินตามยปัญญา” มิได้ช่วยทำให้คนพึ่งตนเองได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจปรับไปสู่ระบบเศรษฐกิจแห่งการพึ่งพาอาศัยกันในท้ายสุด

          ๓) ปัญญาด้านคุณธรรม หรือ “ภาวนามยปัญญา” จะช่วยเพิ่มความสามารถทางการร่วมมือร่วมใจในประชาคมอาเซียนและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

          เมื่อการร่วมมือร่วมใจเป็นเงื่อนไขในการเตรียมรับมือกับสิ่งท้าทายทางเศรษฐกิจและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังจะมาถึงหลังการรวมกลุ่มของประชาคมอาเซียน ดังนั้นต้องเจริญ “ภาวนามยปัญญา” หรือ “ปัญญาที่นำไปสู่คุณธรรม” ที่จะทำให้คนสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ “ภาวนามยปัญญา” นั้นมีสติปัญญาและความเพียรเป็นพื้นฐาน คุณธรรมเหล่านี้จะทำให้ความรู้ต่างๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงความรู้กับท้องถิ่น ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิผล ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและชุมชนมีความพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงรอบด้านได้มากขึ้น

          แนวคิดพุทธปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านล่างแสดง ๓ หลักการ ๒ เงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียงได้แก่ หลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล และหลักการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก โดยมีเงื่อนไขคือ (๑) ต้องเรียนรู้จนเชี่ยวชาญเพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยการเจริญ “สุตมยปัญญา” (๒) มีการสั่งสมความรู้และการประดิษฐ์คิดสร้างจากการเจริญ “จินตามยปัญญา” กระทั่งเกิดระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน และ (๓) มีการพัฒนาปัญญาด้านคุณธรรม หรือ “ภาวนามยปัญญา” เพื่อเพิ่มความร่วมมือร่วมใจในประชาคมอาเซียนและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคสืบต่อไป

 

theory

รูปที่ ๑ พุทธปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ที่มา: พระราชวรเมธี (ประสิทธิ์ พฺรหฺมรํสี), ดร., ๒๕๕๗.

 

          สิ่งที่พุทธปรัชญาให้ความสำคัญคือ สังคมแห่งความรู้และพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบถอนรากถอนโคน (Radical transformation) ได้หรือไม่ เพราะสินค้าที่ระบบเศรษฐกิจสร้างขึ้นมาใหม่คือความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนปัจจัยการผลิตทางกายภาพเป็นกระบวนการเพิ่มผลผลิตและการพัฒนาระบบตลาดแบบใหม่ ที่เปลี่ยนกลไกตลาดตามปกติที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักไปเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าภายใต้ระบบคุณธรรม หรือประโยชน์สุขของชุมชนหรือสังคมโดยรวมเป็นหลัก มีการผลิตสินค้าจากฐานความรู้ มากกว่าที่จะเน้นการผลิตสินค้าเพื่อการสะสมทุนทางวัตถุเป็นหลัก กลไกทางเศรษฐกิจใหม่ๆ คือความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันนั้นเป็นความหวังในการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน

          องค์ความรู้เรื่องพุทธปรัชญาประกอบกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอาจจะกลายเป็นองค์ความรู้ที่แท้จริงของประชาคมอาเซียนและเป็น “ต้นทาง” ที่สังคมเริ่มสั่งสมความรู้ใหม่ร่วมกัน โดยเริ่มจากประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อขยายพรมแดนแห่งความรู้ความเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันให้กว้างไกลต่อไป

  อ่านทั้งหมด 675 คน

BACK