ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

takuad

          บ้านตรึม หมู่บ้านที่นับถือตะกวดได้กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยและชาวต่างชาติ เพราะตะกวดคือสื่อถึงผีปู่ตาที่ทำให้ชุมชนมีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง แสดงถึงความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม (Cultural Wealth) ของชาวกุย และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นเมืองที่ร่ำรวยวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น แต่ความหมายของตะกวดต่อการดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นยังไม่ถูกพูดถึง ทั้งที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเพณีการบูชาตะกวดยังดำรงอยู่

          ตะกวดเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ จากหลักฐานการสลักรูปตะกวดบนหน้ากลองทอง (มโหระทึก) อายุ ๒,๕๐๐ ปี (สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๕๗) พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ก็เคยเสวยพระชาติเป็นตะกวด และชอบไปฟังธรรมจากพระฤาษี (โคธชาดก) งานวิจัยของมหาวิทยาลัยบอนน์ (University of Bonn, 2010) ประเทศเยอรมันนียืนยันว่า ตะกวดเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ฉลาดที่สุด

          ตะกวดมาอยู่อาศัยที่บ้านตรึมเพราะหมู่บ้านตั้งอยู่บนเนิน เต็มไปด้วยดงคราม ชาวขะแมร์เรียกว่า “ตรม” ใช้ทำสีย้อมผ้า ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็นบ้านตรึม การค้นพบใบเสมาหินที่ทำจากศิลาแลงทำให้ทราบว่า ในยุคโบราณเคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อชาวกุยอพยพจากจังหวัดศรีสะเกษมาอาศัยอยู่ ก็เริ่มทำพิธีบูชาหมูป่า แต่การล่าหมูป่ามากขึ้นทำให้ปู่ตาหนีไปอยู่บ้านเดิมที่จังหวัดศรีสะเกษ ครั้นเกิดภัยแล้งและชาวบ้านล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงเข้าทรงถาม และรู้ว่าปู่ตามาอยู่ในร่างของตะกวด ชาวบ้านเลยหันมาบูชาตะกวดแทน

          ตะกวดที่หมู่บ้านตรึมคือชนชั้นพิเศษในสังคม ชาวบ้านทั้ง ๑๘ หมู่บ้านไม่เรียกตะกวดในความหมายที่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่จะยกย่องให้เป็น “ปู่ตา” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีชีวิตคอยคุ้มครองหมู่บ้านให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และต้องทำพิธีบวงสรวงกราบไหว้ทุกปี

          ปู่ตานับพันตัวอาศัยอยู่ที่โพรงใต้ต้นมะขามใหญ่อายุหลายร้อยปี กลางหมู่บ้าน และที่ป่าช้ากว่า ๔๐ ไร่ท้ายหมู่บ้าน ปู่ตาที่นี่อาศัยอยู่ร่วมกับคน สามารถเข้านอกออกในได้ทุกพื้นที่

          ปู่ตาทำให้คนดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเปลี่ยนความหมายจากการหาประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัว มาเป็นการรักษาสมดุลทางสังคม เศรษฐกิจและธรรมชาติที่จะทำให้คนอยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง กล่าวคือ

          ๑) การที่ปู่ตาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านทั้ง ๑๘ หมู่บ้านทำให้เกิด “สมถกัจฉา” หรือการพูดคุยกัน รับฟังกัน และทำความเข้าใจกัน สมถกัจฉาช่วยสร้างสมดุลทางสังคมในการอยู่ร่วมกัน

          ชาวกุยเรียกภาวะการเสียสมดุลว่า “อาเพศ” เช่น ฝนแล้ง ผู้ใหญ่บ้านไม่ถูกกับชาวบ้าน หรือมีเด็กตีกันจนหนวกหู เพราะปู่ตาหนีไปแล้ว อาเพศเป็นการแสดงถึงความไม่สมดุลระหว่างความร่วมมือและการแข่งขัน กลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงต้องทำพิธีอันเชิญปู่ตาให้กลับมาใหม่ พิธีเริ่มจากการค้นหาปู่ตาด้วยการเข้าทรง ซึ่งมีราคาแพงมาก ครั้งละ ๒๐,๐๐๐ – ๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อทราบสถานที่ ก็ต้องทำพิธีอันเชิญปู่ตากลับมา ผู้อันเชิญจะต้องสืบเชื้อสายมาจากผู้นำทางจิตวิญญาณที่เคยนำทำพิธีและใช้เกวียนไปรับเท่านั้น ชาวบ้านทั้ง ๑๘ หมู่บ้านร่วมใจกันนำรถไถเข้าร่วมขบวนแห่มากถึง ๗๐ คัน   เมื่อพบปู่ตาก็ให้เอาน้ำขมิ้นมาทา ผูกด้วยด้าย แบกขึ้นบ่า และแห่กลับมา

          ในแง่หนึ่งพิธีอันเชิญปู่ตาเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมร่วม อีกแง่หนึ่งเป็นการสร้างสมดุลใหม่ให้กับสังคมด้วยการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป้าหมายสำคัญที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยเงินตรามีอำนาจลดลง

          “สมถกัจฉา” ยังขับเคลื่อนสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยการร่วมกันกำหนดเป้าหมายพื้นฐาน (Fundamental Goal) และทางออกของปัญหา รูปธรรมแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นคือการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมวงกว้าง องค์การบริหารส่วนตำบลตรึมจึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำพิธีบูชาปู่ตาไว้ปีละ ๓๐,๐๐๐ บาท

          ๒) “วิภัชวาท” การพูดคุยกันบนหลักสัจธรรม ทำให้ชุมชนกลับมาทบทวนตัวเองในการแสวงหาความมั่งคั่งทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้คนหันกลับมาดำเนินชีวิตตามหลักทางสายกลาง ภายใต้กฎของหมู่บ้านที่มีนัยยะในการปกป้องสมบัติสาธารณะ (Common Wealth) ของชุมชนและธรรมชาติ

          การดำเนินชีวิตตามหลักทางสายกลางอยู่ในรูปการรักษากฎของหมู่บ้าน โดยมี ๒ ข้อที่สำคัญ ได้แก่ (๑) ห้ามตัดไม้ในป่าช้าเพราะเป็นที่อยู่ของปู่ตา ป่าช้ายังเป็นป่าดั้งเดิมและป่าผืนสุดท้ายที่เหลือรอดของหมู่บ้าน มีทั้งไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็งรัง ไม้พยุง กล้วยไม้หายาก และสมุนไพรต่างๆ ป่าช้าท้ายหมู่บ้านยังคงใช้ฝังศพผีตายท้องกลม เพราะมีความเชื่อว่าห้ามเผาเด็ดขาด ชุมชนอนุญาตให้นำไม้ที่ผุพังหรือหักลงมาไปใช้ได้ โทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคือโดนผู้ใหญ่บ้านตักเตือน ถ้ายังฝ่าฝืนก็จะปรับสินไหม ต้นละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ บาท (๒) ห้ามแตะต้องปู่ตา แม้ปู่ตาจะเข้าไปกินสัตว์อะไร มากแค่ไหนก็ต้องปล่อยให้กิน ปู่ตาที่หมู่บ้านตรึมจึงไม่ดุร้าย เพราะไม่โดนทำร้าย ใครที่ตีหรือฆ่าเอาเนื้อมากินจะมีอันเป็นไปทุกราย หลายรายนอนตายคาบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ บางรายเสียสติต้องไปซื้อตะกวดจากที่อื่นมาเพื่อทำพิธีขอขมา และมีหลายรายที่พยายามจะยิงแต่ปืนกลับยิงไม่ออก

          “วิภัชวาท” ทำให้เกิดกลไกการรักษากฎของหมู่บ้านที่นำไปสู่การอนุรักษ์ต้นไม้ ป่าช้า และแหล่งน้ำในหมู่บ้าน เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ฐานทรัพยากรสำคัญในการดำรงชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          ๓) ปู่ตาทำให้ศาสนาเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจของคน ทำให้คนสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุผล ตามหลักบาปบุญคุณโทษ การทำพิธีบูชาปู่ตาที่วัดจึงเป็นกุศโลบายที่ทำให้คนเข้าวัด และทำให้พระมีบทบาทที่สำคัญในการเผยแผ่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          พิธีเลี้ยงปู่ตาคือการบูชาปู่ตาซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับชาวกุย และจะทำเพียงปีละ ๒ ครั้งก่อนปักดำ ในวันพุธ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ และ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ โดยเริ่มตั้งแต่ตี ๕ เป็นต้นไป ก่อนปักดำชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะต้องฆ่าไก่หรือเต่าเพื่อมาเซ่นไหว้ ที่ศาลปู่ตาทั้ง ๓ ที่ ได้แก่ที่วัด ต้นมะขามใหญ่ และป่าช้าท้ายหมู่บ้าน

สรุป

          การศึกษาได้ให้ความหมายใหม่แก่การบูชาปู่ตา โดยน้อมนำผู้คนให้หันมาดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลทางสังคม เศรษฐกิจและธรรมชาติ ที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง การบูชาปู่ตาได้สร้างกลไกสำคัญ ๓ อย่างด้วยกัน ได้แก่ “สมถกัจฉา” หรือการพูดคุยกัน รับฟังกัน และทำความเข้าใจกันเพื่อสร้างสมดุลทางสังคมในการอยู่ร่วมกัน “วิภัชวาท” การพูดคุยกันบนหลักสัจธรรมทำให้เกิดกลไกการรักษากฎของหมู่บ้านที่นำไปสู่สมดุลทางธรรมชาติ และ “พิธีบูชาปู่ตา” ที่ทำให้ศาสนาเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจของคน และทำให้พระมีบทบาทในการเป็นผู้นำการเผยแผ่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยเหตุนี้ ประเพณีการบูชาตะกวดจึงยังดำรงอยู่

 

บรรณานุกรม

          พระมหาสาวาน จนฺทเสโน และสมร สนิทประโคน, ๒๕๕๗. ตะกวดสามัคคี. รายงานการสำรวจภาคสนามนิสิตหลักสูตรรัฐศาสตร์ (รุ่นที่ ๑) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน่วยวิทยาบริการวัดไร่ขิง. สไลด์ประกอบการบรรยาย.

สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๕๗. เหี้ย ตะกวด แลน สัตว์ศักดิ์สิทธิ์. หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๗.

University of Bonn. “Three new monitor lizards from the Philippines identified.” Science Daily. Science Daily, 19 May 2010. <www.sciencedaily.com/releases/2010/05/100517070208.htm>.

 

          ปัจจุบันตะกวดกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยม ในแต่ละปีมีตะกวดมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ตัวถูกฆ่าเพื่อนำหนังที่หยาบและหนามาทำกระเป๋าและสายคาดนาฬิกา สินค้ายอดนิยมในประเทศอินโดนีเซีย บางส่วนถูกล่าเป็นอาหาร อีกหลายตัวถูกฆ่าเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์ รวมถึงการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย เนื่องจากการสร้างถนนและการขยายตัวของเมือง สาเหตุดังกล่าวทำให้ตะกวดมีจำนวนลดลงมาก

II ตามความเชื่อเรื่อง “อาหยะ” หรือผีประจำหมู่บ้านที่คอยปกปักรักษาชุมชนให้มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ที่เรียกว่า “เปาะจั๊วะ” หรือ “ปู่ตา”

III ทั่วโลกมี ๒๙ ประเทศที่ผลิตไหมโดย ๑๔ ประเทศอยู่ในเอเชีย จีนเป็นแหล่งผลิตไหมรายใหญ่ของโลกมีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง ๘๐% รองลงมาคืออินเดีย (๑๗.๘%) จีนที่ส่งออกเส้นไหมไปขายทั่วโลก รวมทั้งประเทศลาวและไทย

IV ปัญหาการชะล้างหน้าดินทำให้เกิดมลพิษทางดินเพราะส่วนใหญ่ใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) หรือน้ำเปลี่ยนสี ที่พบเห็นตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลต่อระบบนิเวศทางน้ำอย่างมาก

V ขณะที่ในปัจจุบัน ปัญหาหมอกควันจากการเผาไร่ลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตของนานาประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเพราะนโยบายการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น คือ คุณเกษมศักดิ์ แสนโภชน์

VI ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงที่จะเป็นอันตรายต่อหนอนไหม

VII แม้ตะกวดจะมีร่างกายใหญ่โต แต่ก็เป็นนักว่ายน้ำที่เก่งและเป็นนักปีนต้นไม้ที่แคล่วคล่องว่องไว เพราะมีขาที่ใหญ่และกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง เวลาเดินจะส่ายไปมาและเขมือบกินสัตว์ทั้งตัวเหมือนงู ชาวจีนเลยเรียกว่า “งูสี่ขา” ตะกวดชอบกินสัตว์เล็กๆ ตั้งแต่แมลง ปู หอย ทาก กบ นก หนู หรือแม้แต่ศพมนุษย์ที่ฝังอยู่ในหลุม ถ้าเป็นตะกวดสุรินทร์จะชอบกินลูกเป็ด ลูกไก่ และคางคก เป็นพิเศษ ตะกวดยังชอบกินลูกจระเข้ ไข่เต่าและเต่า อีกด้วย

          สายพันธุ์ที่หลากหลายของตะกวดแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของโลก แต่ยังมีสายพันธุ์อีกมากที่ยังไม่มีการศึกษารวบรวมไว้

          ปัจจุบันตะกวดกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยม ในแต่ละปีมีตะกวดมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ตัวถูกฆ่าเพื่อนำหนังที่หยาบและหนามาทำกระเป๋าและสายคาดนาฬิกา สินค้ายอดนิยมในประเทศอินโดนีเซีย บางส่วนถูกล่าเป็นอาหาร อีกหลายตัวถูกฆ่าเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์ รวมถึงการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย เนื่องจากการสร้างถนนและการขยายตัวของเมือง สาเหตุดังกล่าวทำให้ตะกวดมีจำนวนลดลงมาก

 

อ่านทั้งหมด 914 คน

BACK