ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

ancientmarket

ตลาดน้ำโบราณเจ๋อโหนยไก๊รัง

          สิ่งที่เดินทางข้ามกาลเวลาจากอดีตอันรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบันคือ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ซุกซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตคน อันเป็นเนื้อในของระบบเศรษฐกิจ ทำให้คนสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ ตลาดน้ำโบราณเจ๋อโหนยไก๊รัง (Cho Noi Cai Rang) เมืองเกิ่งเทอ ประเทศเวียดนาม คือความสำเร็จของการสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจแบบแรงนิยม (Labor Economy) ที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลจวบจนถึงปัจจุบัน ความมีประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจแบบแรงงานนิยมต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเชื่อมโยงคนต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างความสามัคคี เห็นคุณค่าของน้ำใจมากกว่ากำไร การค้าขายอย่างยุติธรรมและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยความสงบสุข ระบบเศรษฐกิจแบบแรงงานนิยมจึงมิได้มุ่งแสวงหาทรัพย์สินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Wealth Accumulation) เป็นหลัก แต่เป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างกระตือรือร้น โดยต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันกับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          เจ๋อโหนยไก๊รังตลาดค้าส่งที่มีชื่อเสียงของประเทศเวียดนามแสดงภาพลักษณ์ของสังคมนักการค้า (Trader Society) ที่มีชีวิตชีวา ในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก เพราะโยงใยกันตั้งแต่นักค้าขนาดใหญ่ไปถึงขนาดเล็ก จากตลาดน้ำไปจนถึงเรือกสวนไร่นากินอาณาบริเวณกว่า ๗ จังหวัด ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ของเวียดนามใต้ เรือไม้โบราณกว่า ๓๐๐ ลำ ลอยลำอยู่กลางแม่น้ำใหญ่ที่ตลาดน้ำเจ๋อโหนยไก๊รัง ทำจากไม้ “ไกซาว” (Cay Sao) หรือไม้ตะเคียนทอง (ดังรูปที่ ๑) ไม้เนื้อดีที่แข็งแรงทนทาน ขนาด ๒ ตันพอๆ กับรถบรรทุกมีอายุร่วมหนึ่งร้อยปี ในพื้นที่เล็กๆ ระหว่างเรือใหญ่มีเรือลำเล็กลำน้อยอีกกว่า ๖๐๐ ลำแล่นไปมา

wm1

รูปที่ ๑ เรือค้าส่งสับปะรดทำจากไม้ไกซาว อายุร่วมร้อยกว่าปี

          ตลาดแห่งนี้เกิดจากความมหัศจรรย์ของระบบนิเวศปากแม่น้ำโขง แหล่งรวมแม่น้ำลำคลองร้อยสายที่มีความยาวพาดผ่านภูมินิเวศอันหลากหลาย ก่อนไหลออกสู่ทะเลลึก แม่น้ำลำคลองทำให้ข้าว ผักและผลไม้จากสวนต่างๆ ถูกลำเลียงลงเรือลำเล็ก รอนแรมมาหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อนำมาขายต่อยังตลาดเจ๋อโหนยไก๊รัง และนำข้าวของอีกมากมายกลับไปให้ชุมชนชาวสวนที่อยู่ริมสายน้ำเหล่านั้น ความหลากหลายของสินค้าทั้งข้าว แตงโม ลำไย สับปะรด มันสำปะหลัง ฟักทอง ส้มโอ มันแกว ปลา เนื้อควาย กุ้ง เป็ด มะม่วง กาแฟ ขนมจีนข้าวแกง และอื่นๆ อีกมากมายนั้นแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

          เนื่องจากอุปสงค์มวลรวมสูงขึ้นเพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในช่วงปีพ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเริ่มเสาะแสวงหาข้าวของมากมายเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เล็กๆ กลางแม่น้ำได้โยงใยผู้คนให้เข้ามาสู่พื้นที่เศรษฐกิจมากขึ้น

          ทักษะในการเดินเรือเป็นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวที่ใช้ในการดำเนินธุรกรรมการค้าที่ตลาดน้ำเจ๋อโหนยไก๊รัง และช่วยทำให้ต้นทุนของสินค้าต่ำลงอย่างมาก ทักษะและความชำนาญในการเดินเรือกลายเป็นข้อได้เปรียบ (Advantage) ดึงดูดให้ผู้ค้ามากมายเข้ามาสู่ตลาดการค้า สามารถทำกำไรและอยู่รอดได้ในภาวะที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ (Competitive Advantage)

          ผู้คนในพื้นที่ปากแม่น้ำโขงเป็นนักเดินเรือที่เก่งของโลก เพราะชำนาญการเดินเรือทั้งในทะเลและในแม่น้ำลำคลองขนาดใหญ่มากมาย คนเวียดนามอาศัยเส้นทางเรือเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมขนส่งมาหลายชั่วอายุคน เพราะถนนสายหลักเพิ่งสร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ความสามารถในการเดินเรือเป็นทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานของเด็กๆ ที่ต้องเรียนรู้ เพราะช่วยทำให้อยู่รอดได้ในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

          ถ้าเดินทางทางเรือจากสะพานไก๊รังก็สามารถไปถึงประเทศจีน ประเทศกัมพูชาและประเทศไทย ตลาดเจ๋อโหนยไก๊รังจึงเป็นตลาดที่มีความสำคัญ เป็นตลาดน้ำขนาดใหญ่ ๑ ใน ๖ แห่งที่ส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศโดยทางเรือ

          นางเหวง แทวง จิน (Nguyen Thien Trinh) แม่ค้าสับปะรดวัยกลางคนอายุ ๕๐ ปีอาศัยพื้นที่เล็กๆ ในเรือ ค้าขายสับปะรดมากว่า ๒๐ ปี ตั้งแต่เป็นผู้ผูกขาดรายเดียว (Monopoly) จนกระทั่งตลาดเรือสับปะรดมีการแข่งขันที่รุนแรง มีเรือค้าสับปะรดมากกว่า ๓๐ ลำเข้ามาสู่พื้นที่การค้า สับปะรดที่นี่ราคาไม่แพงเพราะไปเหมามาจากสวนที่เมืองเกียงยาง (Kien Giang) เมืองเกษตรกรรมที่มีชื่อเสียงอยู่ห่างออกไปร่วม ๑๐๐ กิโลเมตร

          ทุกอาทิตย์นางเหวง เท่ง เจินต้องแล่นเรือล่องตามลำน้ำนี้ไป สับปะรดสดจากสวนลูกละ ๒ – ๓ บาท เมื่อนำมาขายต่อในราคา ๕ บาท ได้กำไรลูกละ ๒ – ๓ บาท ค่าใช้จ่ายในการซื้อมาขายไปก็มีแค่ค่าน้ำมันเที่ยวละ ๘๐๐ บาท และจ่าย “เถวยหย่าเนือก (Thue Nha Nuoc)” หรือภาษีการค้าให้กับทางราชการ (Government Tax) อาทิตย์ละ ๑๐ บาท การนำของมาขายแต่ละเที่ยวจะได้กำไรประมาณ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ บาท

 


เถวยหย่าเนือก (Thue Nha Nuoc) จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐในการพัฒนาประเทศ เป็นต้นว่า สร้างสะพาน ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล จ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการ รวมทั้งพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับคนจนและผู้พิการที่เข้ามารับใช้ประเทศชาติใน ช่วงสงคราม และเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ


 

          ในปัจจุบันการแข่งขันที่รุนแรงทำให้การค้าเริ่มประสบกับปัญหาการขาดทุน แม้ตอนนี้จะเหลือเรือสับปะรดอยู่เพียง ๑๐ – ๑๕ ลำ แต่การแข่งขันก็ยังคงรุนแรง บางครั้งต้องแบกรับภาวะการขาดทุนมากถึง ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ บาท พอๆ กับเงินเดือนของข้าราชการที่เวียดนาม เพราะสับปะรดลูกเล็กๆ ไม่มีคนต้องการ นางเหวงจึงต้องยอมตัดราคาลงมาเกือบครึ่งเพื่อให้ขายได้หมด

          กลยุทธ์ในการหั่นราคาเป็นเรื่องธรรมดาของคนเวียดนาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่การกำหนดราคากลางและการรวบรวมดัชนีราคาสินค้าบริโภค (Consumer Price Index – CPI) ในอีกแง่หนึ่งสะท้อนวิธีคิดในเรื่องความเต็มใจอุทิศเพื่อคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม (Willingness to Sacrifice Cultural and Social Values) ที่เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติมากกว่าการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน

          แนวคิดในการกระจายรายได้เพื่อช่วยเหลือคนจนมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๗ เมื่อกษัตริย์ของเวียดนามได้ยึดครองเมืองต่างๆ ได้พบว่า หัวเมืองเหล่านั้นมีคนจนอยู่มากมาย จึงมีพระราชดำริให้นำทรัพย์สมบัติและข้าวของที่ยึดมาได้จากคนรวยไปแจกจ่ายช่วยเหลือคนยากจน การช่วยเหลือคนจนจึงเป็นสิ่งที่สังคมเวียดนามให้ความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน

          ในช่วงของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ (พ.ศ. ๒๔๙๗ ถึง ๒๕๕๓) อำนาจทางเศรษฐกิจตกเป็นของรัฐบาล รัฐบาลมีสิทธิ์เหนือทรัพย์สินทุกประเภท สินค้าทุกชนิดจะแจกจ่ายหรือซื้อขายโดยรัฐบาลเท่านั้น เพื่อแบ่งปันสินค้าให้กับทุกคนได้มีของกินของใช้เหมือนๆ กันด้วยการแจกคูปอง การปันสินค้าจะลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ทำให้คนจนอยู่รอดได้

          สินค้าพื้นฐานที่ทุกคนจะได้รับเช่น ข้าว หนังสือ ปากกา ส่วนสินค้าที่มีราคาแพงต้องซื้อหากันเอง เช่น น้ำมัน รองเท้า เสื้อผ้าและผลไม้ที่มีราคาแพง การซื้อขายต้องใช้คูปองที่รัฐบาลแจกให้ทุกเดือน และมาซื้อจากหน่วยงานรัฐบาลที่อยู่ในท้องถิ่น ในเรื่องการผลิต รัฐบาลอนุญาตให้คนสามารถจับจองที่ดินหรือที่นาได้เองตามกำลังความสามารถ ต่อมาจึงมีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินเศรษฐกิจในท้องถิ่นของตน

          ดังนั้นแนวคิดในเรื่องการปันสินค้าจึงเป็นพื้นฐานในการดำเนินเศรษฐกิจของคน ที่ถูกปลูกฝังด้วยระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทำให้คนเกิดสำนึกในการแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ การลดราคาสินค้าแบบหั่นราคาเพื่อขายให้คนอื่นได้มีของไว้กินจึงเป็นเรื่องธรรมดาของคนเวียดนาม แทนการปล่อยให้เน่าเสียและทิ้งไป สำหรับนางเหวง บุญคือประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ดังนั้นการทำบุญคือการช่วยเหลือสังคม

          นางเล ที ทู (Le Thi Thu) แม่ค้าแตงโมอายุ ๕๓ ปีก็เข้ามาค้าขายที่ตลาดน้ำเจ๋อโหนยไก๊รัง ๔ ปีแล้วหลังจากแบกรับภาระค่าจ้างคนงานช่วยยกมันขายใน “จ๋าก๊ายัง” ตลาดสดบนบกที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ไหว แม้จะขายได้ราคาดีกว่าขายที่ตลาดน้ำ แต่นางเล ที ทู กับสามีและลูกสาวก็เลือกที่จะมาอาศัยสายน้ำทำมาหากินและอาศัยกินนอนอยู่ในเรือนี้

          แตงโมเป็นสินค้ายอดนิยม แตงโมจากอำเภอไก๋รังอยู่ห่างออกไป ๒๐ กิโลเมตรนั้นสดและอร่อย ต้องหมั่นไปเอาบ่อยๆ ทุกวันหรือสองวันเพราะแตงโมมีอายุสั้น เก็บไว้ได้ไม่เกิน ๓ วัน ถ้าเลย ๕ วันจะเน่าเสีย แล่นเรือไปเอาแตงโมจากสวนแต่ละครั้งเสียค่าน้ำมัน ๔๐๐ – ๘๐๐ บาท ไปแต่ละครั้งต้องบรรทุกมาเต็มลำ ประมาณ ๑๐ ตัน หรืออย่างน้อยก็ ๑๐๐ – ๕๐๐ กิโลกรัมจึงจะคุ้มค่าน้ำมัน

          นางเล ที ทูอธิบายว่า การตั้งราคาต้องตั้งให้หลากหลายเพื่อต่อรองกัน ราคาถือเป็นความลับ ไม่มีการแพร่งพรายบอกกัน แตงโมงมีราคาดีกว่าสับปะรด ตกกิโลกรัมละ ๖,๐๐๐ – ๗,๐๐๐ ดอง ประมาณ ๑๐ บาท กำไรขึ้นอยู่กับความไวในการค้าขาย ถ้าขายได้ไวก็ได้กำไรเยอะ ความไวในการขายคือการปรับลดราคาอย่างรวดเร็วเพื่อขายให้หมด บางครั้งต้องลดราคาลงครึ่งหนึ่ง (๕๐%) แม้จะลดราคาลงแต่ก็ยังได้กำไร เฉลี่ยต่อหนึ่งเที่ยวจะได้กำไรประมาณ ๓,๐๐๐ บาท

          ในช่วงเข้าพรรษาหน้าฝน มีคนซื้อน้อยลง เพราะการเดินทางไม่สะดวกเหมือนทางรถ และแตงโมจะเสียง่ายกว่า ทำให้ต้องยอมขายราคาถูก จาก ๗,๐๐๐ ดองเหลือเพียง ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ ดอง ถ้าของที่ซื้อไปไม่ดีก็สามารถนำมาคืนได้ นางเล ที ทูต้องแบกรับภาวะการขาดทุนประมาณ ๕,๐๐๐ – ๖,๐๐๐ บาทต่อเที่ยว หรือบางครั้งก็สูงถึง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ดองต่อเที่ยว ถ้าไปเอาของมาขาย ๕ เที่ยวจะต้องขาดทุนอย่างน้อย ๑ เที่ยวเสมอ นางเล ที ทูอธิบายว่า การยอมขาดทุนก็เป็นการรักษาอุปสงค์ของผู้บริโภคเอาไว้ให้เติบโตต่อไปได้ในระยะยาว

          แม้วัฎจักรธุรกิจการค้าขายแตงโม (Business Cycle) ในช่วงตกต่ำจะยาวนานถึง ๓ เดือน แต่ก็มีช่วงขาขึ้นที่นานกว่าถึง ๗ เดือนคือ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน เพราะไม่มีฝนและเป็นช่วงที่มีเทศกาลงานบุญหลายครั้งทำให้ขายดี

          นางเล ที ทูเสียค่าภาษีการค้าให้ทางการต่อเที่ยวประมาณ ๒๐,๐๐๐ ดองหรือ ๑๕ บาท โดยเสียทุก ๒ – ๓ วัน วิธีคิดภาษีดูจากน้ำหนักเรือที่จม ถ้าเรือจมลงไปในน้ำมากแสดงว่าเพิ่งไปรับสินค้ามา ทุกเช้าจะมีเรือมาคอยตรวจว่าลำไหนต้องจ่ายภาษีให้ทางการในราคาเท่าไหร่ เรือแต่ละลำมีการทำป้ายทะเบียนเรือแสดงจังหวัดที่มาและหมายเลขเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบอย่างเช่น KG ก็มาจากจังหวัดเกียงยาง เรือขายแตงโมมีความสามารถในการทำกำไร (Profitability) มากกว่าสินค้าอื่นๆ และมีส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) สูงทำให้ต้องเสียภาษีแพงกว่าผู้ค้ารายอื่น

          เคล็ดลับสำคัญในการค้าขายคือต้องบูชาผีน้ำหรือเจ้าที่น้ำทุก ๘ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำโดยซื้อผลไม้มาบูชาที่ด้านหัวเรือเพื่อให้ช่วยค้าขายได้ดี ถ้าไม่มีผลไม้ก็ให้ใช้กาแฟเวียดนามที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกมาบูชา ดวงวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในน้ำจะมาคุ้มครองเรือและช่วยเรียกคนให้มาซื้อสินค้า กลยุทธ์ที่สำคัญคือการตัดราคาขายแข่งกัน โดยที่ผู้ขายรายอื่นไม่รู้ เพื่อให้ของขายได้ปริมาณมากๆ และขายหมดไวขึ้น ถ้าลดราคาลงมาก่อนก็จะขายได้มากขึ้น

          นางหยอ ที ฮัง (Yo Thi Hang) แม่ค้าขายมันสำปะหลังอายุ ๔๑ ปี จากจังหวัดซกตรัง ก็เข้ามาค้าขายที่ตลาดแห่งนี้กว่า ๑๒ ปีแล้ว เพราะตลาดน้ำแบบนี้มีอยู่ที่เดียวที่สะดวกในการเดินทางและเป็นตลาดที่ใหญ่ มีชื่อเสียงไปทั่วโลก การค้าขายที่ตลาดน้ำเจ๋อโหนยไก๊รังจึงเป็นความภูมิใจที่ได้เข้ามาสู่ธุรกรรมทางการค้า แม้จะเป็นภาคเศรษฐกิจเล็กๆ แต่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขนาดใหญ่ได้เชื่อมโยงคนในพื้นที่ ๗ จังหวัด ๔ ประเทศ (ไทย กัมพูชา สปป.ลาว และจีน) เข้าไว้ด้วยกัน

          มันสำปะหลังเป็นอาหารสำหรับคนจนที่เป็นที่นิยม เรือค้าปลีกมากมายมาซื้อมันต่อเพื่อนำไปขายที่จังหวัดหยินลอม ซื้อขายแต่ละครั้งประมาณ ๑ – ๒ ตันหรือ ๕๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป กำไรขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ขายและการมาถึงพื้นที่การค้าก่อนผู้ค้ารายอื่น การค้ามันที่ตลาดเจ๋อโหนยไก๊รังมีการแข่งขันที่รุนแรง มีเรือค้าส่งมันสำปะหลังมากกว่า ๑๐ ลำ แต่ละเที่ยวจะเสียภาษีการค้าทางน้ำให้กับทางการเที่ยวละ ๓๐ บาท โดยดูจากขนาดเรือ ถ้าเรือมีขนาดใหญ่ก็จะเสียภาษีมากกว่า

          วิธีการขายมันต้องคอยสังเกตตลาด ถ้ามีคนขายน้อยต้องรีบขึ้นราคา แต่ถ้ามีคนขายเยอะต้องลดราคาเพื่อให้ขายได้ไว ดังนั้นการกำหนดราคาจึงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ขายในตลาด นางหยอ ที ฮัง จึงต้องนำแตงโมมาขายสลับกัน แตงโมเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้มาก แต่ถ้าขาดทุนก็ขาดทุนมากเช่นกัน การกระจายความเสี่ยงด้วยการขายสินค้าที่หลากหลายคือความพอดีและพอเพียงในสายตาของนางหยอ ที ฮัง

          ปัญหาสำคัญของการค้าขายที่ตลาดน้ำคือ ลูกค้าน้อยลงมากทำให้ค้าขายได้ยากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า คนสามารถเดินทางโดยรถยนต์เพื่อไปซื้อสินค้าได้ถึงแหล่งเพาะปลูก การคาดเดาความต้องการของตลาดจึงทำได้ยากขึ้น ดังนั้นการขึ้นลงของราคาแม้เพียงเล็กน้อยจึงเป็นสัญญาณที่สำคัญในการตัดสินใจของผู้ขาย ถ้าสินค้าใดที่มีราคาดีกว่า ระหว่างมันกับแตงโม นางหยอ ที ฮังก็จะนำสินค้านั้นมาขาย

          การค้าขายทางเรือต้องอาศัยความชำนาญและความเก่งเฉพาะตัว ต้องมีเทคนิคในการเรียกลูกค้าโดยเอามันปักเรียงไปบนไม้ไว้ที่หัวเรือเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันที่นี่มีขนาดใหญ่และน่ากินกว่า รวมทั้งการหมั่นหาลูกค้าประจำ

          การอาศัยอยู่ในเรือต้องดูแลเรื่องการกินอยู่ให้ดี เพราะค่าครองชีพในการหาอยู่หากินตามน้ำนี้มีราคาแพงกว่าบนบก แต่ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพราะไม่มีสถานบันเทิงให้ต้องเสียเงิน ทำให้มีเงินเหลือเก็บมากกว่าอยู่บนบก เพียงแค่ต้องมีความอดทนเพราะไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่กับที่ ไม่ได้อยู่สบายเหมือนบ้านบนบก

 

wm2

รูปที่ ๒ การค้าของกลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

          นางหยอ ถี่ มิน (Yo Thi Minh) แม่ค้าปลีกฟักทอง อายุ ๖๕ ปี (รูปที่ ๒) มาค้าขายที่ตลาดเจ๋อโหนยไก๊รังนี้นานกว่า ๒๐ ปีแล้ว โดยล่องเรือมาซื้อฟักทองที่ตลาดเจ๋อโหนยไก๊รังเพื่อนำไปขายต่อที่เมืองเกียงยางอยู่ห่างออกไปอีก ๑๐๐ กิโลเมตรทุก ๑ – ๒ วัน นางหยอ ถี่ มินไม่ได้ทำการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยกระจายสินค้าเพื่อให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับสินค้าอย่างพอเพียง เรือเร่ขายสินค้าตามหมู่บ้านยังช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ (Productivity) ให้กับสังคมได้อีกทางด้วยเทคนิคการจัดซื้อและการบริหารสินค้าคงคลังแบบทันเวลา (Just-In-Time Logistics) เพราะความสามารถและความชำนาญในการเดินเรือ อีกทั้งอาชีพค้าขายยังเหมาะสำหรับคนในวัยชราที่ไม่มีงานอื่นทำ การทำการค้าของกลุ่มผู้สูงอายุจึงช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม ผลิตภาพทางเศรษฐกิจเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

          ราคาฟักทองถุงละ ๓๕,๐๐๐ – ๔๐,๐๐๐ ดอง (ประมาณ ๖๐ บาท) การซื้อแต่ละครั้งประมาณ ๕ ตัน จะได้รายได้ต่อเที่ยว ๑๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นกำไรต่อเที่ยวประมาณ ๓,๐๐๐ บาท พอเพียงสำหรับเลี้ยงชีวิตแต่ละเดือนแม้จะไม่มีเงินเหลือเก็บ

          นางหยอ ถี่ มินอาศัยวิธีการขายแบบพิเศษคือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล การเดินทางไกลทำให้มีผู้ขายรายเดียว การไปขายในแต่ละครั้งจึงขายดีและขายได้หมด ส่วนใหญ่ไปถึงอำเภอเหวนเถิง (Vinh Thuan) อยู่ห่างออกไป ๑๕๐ กิโลเมตร การเดินทางไปกลับใช้เวลาประมาณ ๒ วัน ซึ่งเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้เป็นเพราะความชำนาญในการเดินเรือที่สั่งสมมาตลอดชีวิต การรู้จักการตัดเส้นทางลัดสู่คลองต่างๆ ช่วยย่นระยะทาง ความชำนาญช่วยเพื่อประสิทธิภาพและความสะดวกรวดเร็วในการทำธุรกรรมต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ

          ราคาขายก็เป็นราคาที่กำหนดเอง โดยคิดราคาแบบเหมาจ่ายซึ่งถูกกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป การกำหนดราคายังขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อรองกับผู้ซื้อ นางหยอ ถี่ มินชอบการค้าขายเพราะได้กำไรดี เพียงแต่ต้องมีความขยันและอดทน และไม่มีการแจกแถมให้ลูกค้า

          ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคอยกำกับการครองชีวิตอันประเสริฐ (พรหมจรรย์) ทำให้คนยึดเอาการงานเป็นศาสนา เผยศักยภาพของสังคมนักการค้าที่ยิ่งใหญ่มาแต่โบราณ ผสานกับอุดมการณ์สังคมนิยมที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคมและความสันโดษที่เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

          พรหมจรรย์ของสังคมนักการค้าช่วยพัฒนาเทคโนโลยีในตัวคนขึ้นมา ทั้งทักษะการค้าและการเดินเรือจนเลื่องลือกันว่า ผู้คนในพื้นที่ปากแม่น้ำโขงเป็นนักเดินเรือที่เก่งที่สุดของโลก มีตลาดน้ำขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมายและกลายเป็นย่านการค้าสำคัญ อาทิ ตลาดน้ำโบราณเจ๋อโหนยไก๊รัง เรือโบราณทำจากไม้ไกซาว (ไม้ตะเคียน) สามารถแล่นไปขายสินค้าเกษตรราคาถูกได้ไกลถึงต่างประเทศเพราะความสามารถในการเดินเรือและการตัดเส้นทางลัดเลาะสู่คลองต่างๆ เพื่อย่นระยะทาง

          ความสามารถในการหาพืชผักราคาถูกตามเรือกสวนไร่นาภายในรัศมี 150 กิโลเมตรได้อย่างรวดเร็ว แล้วขายให้หมดภายในสองหรือสามวันทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพ ต้นทุนการค้าที่ต่ำทำให้ตลาดน้ำเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน

  อ่านทั้งหมด 667 คน

BACK