ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

dinfuk

          แม้ว่ามนุษย์จะเป็นผู้ล่าที่อยู่ในลำดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความอยู่รอดของมนุษย์กลับเป็นเรื่องที่เปราะบาง เราต่างขึ้นอยู่กับความหลากหลายของชีวิตน้อยใหญ่ที่ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในมิติที่ซับซ้อน โลกทัศน์แห่งความยั่งยืนจึงมองว่ามนุษย์ควรมีบทบาทในฐานะผู้ดูแล (Caretakers) ให้สายพันธุ์ต่างๆ ดำรงอยู่     เพราะสมบัติในโลกจะงดงามได้ตลอดเวลาที่มันไม่ถูกครอบงำโดยวิบัติ (อุปสํหรณโต) แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการศึกษานิเวศวิทยาศักดิ์สิทธิ์ (Sacred ecology) ที่คนสัมพันธ์กับจระเข้อย่างเป็นเอกภาพ เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า แล้วความพอเพียงของเศรษฐกิจการเลี้ยงจระเข้ที่เมืองโสตงจะช่วยทำให้มนุษย์อยู่รอดได้อย่างไร

          จระเข้คือจิตวิญญาณของกัมพูชา เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อทางอุดมคติของอาณาจักรกัมพูชาโบราณก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามา

          การเพาะเลี้ยงจระเข้โดยเลียนแบบธรรมชาติจึงเป็นการแสดงพฤติกรรมทางนิเวศ (Ecological behavior) อย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในธรรมชาติ พฤติกรรมทางนิเวศเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้โลกธรรมชาติ ชาวกัมพูชาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ดังกล่าวในฐานะที่เป็นการศึกษาที่เป็นทางการ (Formal education) เพราะนำไปสู่การสร้างสรรค์กระบวนการทางธรรมชาติและสังคมที่จะช่วยสร้างความเจริญเติบโตให้กับโลกได้จริง นัยยะสำคัญของการเพาะเลี้ยงจระเข้จึงเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ต่างๆ และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเอาไว้

          ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์จระเข้มากขึ้น เมื่อจระเข้สายพันธุ์สยามซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนามถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกในปี พ.ศ. 2533      การเข้าถึงจิตวิญญาณของระบบนิเวศและความสามารถจำลองนิเวศวิทยาศักดิ์สิทธิ์ทำให้โสตงกลายเป็นศูนย์กลางการเพาะเลี้ยงจระเข้ที่สำคัญของภูมิภาค ในรูปของธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจชุมชน การเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้าน จนถึงการเลี้ยงไว้ดูเล่นในแบล (กระชัง)

          การเพาะเลี้ยงโดยใช้ภูมิปัญญาของชาวกัมพูชาจึงเป็นความหมายของการทำชีวิตให้ดีขึ้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลื้อยคลานจึงไม่สามารถปรับอุณภูมิร่างกายได้ด้วยตนเอง ดังนั้นต้องสร้างสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติที่สัปปายะต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีน้ำสะอาดที่ช่วยปรับอุณหภูมิให้กับจระเข้ มีดินที่มีแร่ธาตุไว้ทำรัง และมีอาหารสดที่มีมากพอในการดำรงชีวิต

          จระเข้ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นดินที่จะนำมาใช้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของจระเข้จึงต้องมีความเป็นศูนย์กลางด้วยเช่นกัน เหตุผลหนึ่งในการเลือกใช้ดินโตนเลสาปเพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินเกิดจากน้ำที่ไหลมาจากที่ต่างๆ ที่นำเอาแร่ธาตุมากมายมาด้วย โตนเลสาปจึงเป็นอัตลักษณ์ของนิเวศวิทยาศักดิ์สิทธิ์ (Sacred ecology) ที่รวมความหลากหลายของโลกเอาไว้ กัมพูชาใช้โตนเลสาปแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณ

          ระยะก่อนฟักออกเป็นตัวคือช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะจะมีการดึงแคลเซียมจากเปลือกไข่ไปใช้พัฒนาโครงสร้างของจระเข้ทำให้เปลือกไข่บางลงกว่าเดิม ดินจากโตนเลสาปที่มีแคลเซียมอยู่มากช่วยสร้างความได้เปรียบเพราะทำให้ลูกจระเข้แข็งแรง มีโอกาสรอดถึง 90 เปอร์เซ็นต์มากกว่าการฟักในตู้อบหรือหลอดไฟ และช่วยทำให้จระเข้สามารถฟักออกมาได้เร็วกว่าการฟักด้วยดินชนิดอื่น ตัวอ่อนที่ฟักออกมาจึงมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่า การใช้ดินจากโตนเลสาปช่วยทำให้ฟาร์มจระเข้สามารถฟักไข่จระเข้ได้เป็นจำนวนมาก และสามารถส่งออกไปขายได้ทั่วภูมิภาค ดินที่นำมาฟักไข่จระเข้จะมีอายุการใช้งานเพียง 1 ปีเท่านั้น เมื่อหมดอายุทางเจ้าของฟาร์มจะนำไปทิ้ง หรือให้ชาวบ้านนำไปเติมหน้าดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อให้เต็ม

          การฟักไข่จระเข้จะใช้เวลา 60 – 70 วัน จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีการกำหนดเพศในระยะที่เป็นตัวอ่อนด้วยอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจะเป็นเพศเมีย ถ้าอยู่ระหว่าง 30 – 31 องศาเซลเซียส ลูกจระเข้จะมีโอกาสเป็นเพศผู้หรือเพศเมียก็ได้โดยมีโอกาสเกิดขึ้นเท่าๆ กัน แต่ถ้า 32 องศาเซลเซียสขึ้นไป ลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจะเป็นเพศผู้

          ถ้าต้องการได้ลูกจระเข้เพศเมียก็ให้ขุดหลุมฟักไข่โดยมีความลึกประมาณ 1 ฟุต กว้าง 1 ศอก ในหนึ่งหลุมให้ใส่ไข่จระเข้ลงไปไม่เกิน 30 ฟอง จากนั้นกลบด้วยดินโตนเลสาป ทำเป็นพูนดิน (กองดิน) สูงประมาณ 2 ฟุต แต่ถ้าจะให้ไข่ฟักออกมาเป็นเพศผู้ก็ให้ทำแบบเดียวกับเพศเมีย แต่ดินที่นำมากลบปากหลุมนั้นจะต้องนำไปตากกลางแดดจัดก่อนประมาณ 2 วัน เพื่อให้ดินมีอุณหภูมิสูงขึ้น และไม่มีความชื้นอยู่ในดิน

          การเพาะเลี้ยงจระเข้ไม่ได้เป็นการทำลายชีวิต แต่เป็นการสร้างชีวิตเพื่อต่อชีวิตทำให้สายพันธุ์คงอยู่ต่อไป จระเข้เมื่อฟักเป็นตัวแล้วจะส่งไปขายทันที ลูกจระเข้ที่เพิ่งฟักออกมาส่วนใหญ่จะขายให้กับคนชุมชนไปเลี้ยงต่อ หรือขายให้ฟาร์มจระเข้เล็กๆ ที่อยู่ในเครือข่าย

          จระเข้เชื่อมต่อคนเข้ากับชีวิตต่างๆ ในนิเวศวิทยาศักดิ์สิทธิ์ (Sacred ecology) โดยจระเข้ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของโลก ที่ทำให้คนรู้สึกว่าทุกสรรพสิ่งต่างๆ ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน การเพาะเลี้ยงจระเข้จึงเป็นการแสดงความเคารพต่อชีวิตต่างๆ ที่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติเอาไว้ และทำให้วัฒนธรรมที่รักษาองค์ความรู้เรื่องการฟักจระเข้ไม่สูญหายไปเมื่อโลกเปิดหากันอย่างไร้พรมแดน

          น้ำเป็นสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับจระเข้มากที่สุด การเลี้ยงจระเข้ในฟาร์มของชุมชนจึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำ แหล่งน้ำที่มีความสำคัญคือน้ำฝน โดยต้องกักเก็บไว้ในถังปูนขนาดใหญ่ ถังน้ำจะวางไว้ทางด้านหลังของฟาร์ม หรือเจาะบ่อน้ำบาดาลแล้วส่งมาใช้ที่บ่อจระเข้ น้ำตามธรรมชาตินั้นไม่มีสารเคมีที่ทำอันตรายกับจระเข้ ทำให้จระเข้แข็งแรง ไม่มีโรค บ่ออนุบาลจระเข้จะใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากลูกจระเข้ยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี จึงต้องใช้น้ำที่บริสุทธิ์เท่านั้น

          การทำฟาร์มจระเข้ต้องจัดหาน้ำให้เพียงพอ โดยหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกๆ 2 – 3 เดือน การถ่ายน้ำต้องทำให้สม่ำเสมอและรักษาคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี จระเข้จะได้สบายตัว ไม่หงุดหงิด ถ้าจระเข้ไม่สบาย มูลจะมีสีเขียว การหาแหล่งน้ำดิบที่สะอาดเพื่อนำมาใช้เลี้ยง ล้าง และทำความสะอาดบ่อจะทำให้ธุรกิจฟาร์มจระเข้ประสบความสำเร็จ อาหารสดเป็นเรื่องท้าทายเจ้าของฟาร์มและความสมบูรณ์ของธรรมชาติ เพราะในแต่ละวัน จระเข้จะต้องกินอาหารประมาณ 10 กิโลกรัม ทั้งปลาหลากหลายสายพันธุ์และสัตว์น้ำต่างๆ อาหารมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ที่โตนเลสาป บางส่วนได้มาจากตลาดของเมืองโสตง แต่ส่วนใหญ่รับซื้อโดยตรงจากชาวบ้าน

          สมบัติในโลกจะงดงามได้ตลอดเวลาที่มันไม่ถูกครอบงำโดยวิบัติ (อุปสํหรณโต) คือความตายเป็นที่สุด ช่วงเวลาที่ถูกครอบงำด้วยความป่วยไข้คือการสูญเสียทางเศรษฐกิจ จระเข้ที่ป่วยหนังจะมีคุณภาพไม่ดี เมื่อจระเข้ถ่ายออกมาเป็นสีเขียวเมื่อไหร่ หมอจระเข้ (พนักงานที่คอยดูแล) จะต้องคัดแยกออกจากฝูง ก่อนที่ตัวอื่นจะติดโรคไปด้วย หมอต้องคอยฉีดยาเข้าที่ท้อง และคอยสังเกตมูลที่ถ่ายออกมาให้ดี

          พ่อพันธุ์สามารถนำไปรีดน้ำเชื้อไว้ขาย พ่อพันธุ์จึงเก็บไว้รีดน้ำเชื้อเท่านั้น ตัวเมียจะขายได้ราคาถูกกว่าเพราะตัวเล็กกว่า โดยขายหนังเป็นหลักในราคา 5,000 บาท

          เศรษฐกิจพอเพียงจึงควรเปิดโอกาสให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมทางนิเวศ (Ecological behavior) เพื่อเชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้โลกธรรมชาติ และนำไปสู่การสร้างสรรค์กระบวนการทางธรรมชาติและสังคมที่จะช่วยสร้างความเจริญเติบโต ความศักดิ์สิทธิ์ของนิเวศวิทยาคือดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ น้ำที่สะอาดและอาหารที่พอเพียง ดินที่โตนเลสาปและโตนเลสาปที่เป็นอัตลักษณ์ของนิเวศวิทยาศักดิ์สิทธิ์ (Sacred ecology) ที่รวมความหลากหลายของโลกเอาไว้จึงควรได้รับการปกป้องและคุ้มครอง

          การท่องเที่ยวชมชีวิตจระเข้ที่แบลเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ที่ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเข้าถึงความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับนักล่ามากมายและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ มนุษย์มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ดูแล (Caretakers) ให้สายพันธุ์ต่างๆ ดำรงอยู่ได้ต่อไป เพราะความเป็นมนุษย์แท้จริงนั้นอยู่ที่การให้ และการให้ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาให้ธรรมชาติคงความหลากหลายเอาไว้

          สมบัติในโลกจะงดงามได้ตลอดเวลาที่มันไม่ถูกครอบงำโดยวิบัติ (อุปสํหรณโต) คือถูกความป่วยไข้ครอบงำ หรือมีความตายเป็นที่สุด การเพาะเลี้ยงจระเข้จึงต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี การดูแลเอาใจใส่และการแบ่งปันจึงไม่ได้เป็นการทำลายชีวิต แต่เป็นการสร้างชีวิตเพื่อต่อชีวิตทำให้สายพันธุ์ที่ดีนั้นยังคงอยู่ต่อไปได้

  อ่านทั้งหมด 608 คน

BACK