ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

judtakor

          ภาพวาดมากมายที่หน้าอังกอร์วัดสร้างจากวิญญาณกบฏของจั๊ดตะกอ (จิตรกร) อิสระชาวกัมพูชาที่ต้องการปฏิเสธอัตลักษณ์ที่ถูกยัดเยียดโดยสงคราม ภาพวาดทำให้เกิดการรื้อฟื้นความทรงจำและประวัติศาสตร์ของประเทศจากสังคมมุขปาฐะ เพื่อให้คนกัมพูชารับรู้ตนเองและสื่อสารออกไปให้คนทั่วโลกรู้จักผ่านภาพวาดที่แสดงความงดงามของวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองเป็นพันๆ ปี มากกว่าประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เพียงช่วงเดียว

          ภาพจะสร้างความทรงจำสาธารณะเรื่องสัจธรรมแห่งไตรลักษณ์ที่มีทั้งความรุ่งเรืองและสงคราม สีแดงและสีดำที่เป็นสีพื้นนั้นคือการบันทึกความทรงจำและร่องรอยของสงครามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์ เพื่อให้ภาพเปิดพื้นที่แห่งมุมมองที่แตกต่างกันและมิติการเรียนรู้ สี แสงเงาและจิตวิญญาณของภาพเป็นการสื่อสารที่มีความลึกซึ้งละเอียดอ่อนและมีอิทธิพลต่อการรับรู้ ภาพวาดจะเชื่อมกัมพูชาเข้ากับโลกภายนอกอีกครั้ง และเปิดเวทีใหม่ๆ ให้กับกัมพูชาในตลาดการท่องเที่ยวของโลก

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องการให้เพื่อให้ต่อช่วยทำให้เกิดการผลิตซ้ำด้วยภาพวาดที่เพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ภาพวาดเป็นการพิสูจน์ความเชื่อของจั๊ดตะกอ (จิตรกร) อิสระชาวกัมพูชาที่ว่า เอกลักษณ์ของชาติเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้

สงครามและการโหยหาอดีต

ช่วงสงครามเขมรแดง มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของกัมพูชาได้ถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น จั๊ดตะกอชาวกัมพูชาพยายามที่จะฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเขมรทุกแขนงขึ้นมาอีกครั้ง      อุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์เห็นว่า ศิลปะเป็นเรื่องเพ้อฝัน ทำให้คนเกียจคร้าน คนยึดกับอดีต จึงต้องถูกเผาทำลายไปเกือบหมด เพราะต้องการทำให้คนมุ่งไปทางเดียวกัน นอกจากศิลปะแล้ว หนังสือประวัติศาสตร์ก็ถูกเผาทำลายไปด้วย ขณะที่นักปราชญ์และผู้นำทางศาสนาก็ถูกฆ่าตายจนหมด เพราะเชื่อว่าทำให้คนงมงาย ไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อทหาร รัฐบาลเห็นว่า ถ้าตีงูต้องตีที่หัวไม่ใช่ตีที่หาง ดังนั้นจึงต้องเผาทำลายวัฒนธรรมเดิมทิ้งให้หมด

ส่วนที่เหลือรอดมาได้คือภาพศิลปะในวัง ในโบสถ์ตามวัดต่างๆ ที่ตกสำรวจซึ่งเป็นส่วนน้อย หรืออาจเป็นส่วนที่ทหารที่ดูแลเป็นคนในพื้นที่จึงยังผูกพันไม่ทำลายลงไป โดยปกปิดข้อมูลเพื่อซ่อนเร้นเอาไว้ และรายงานเท็จต่อรัฐบาลว่าไม่มีศิลปะหลงเหลืออยู่

การฟื้นฟูเริ่มจากการหาอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยดูจากภาพเขียนที่ยังหลงเหลืออยู่ จั๊ดตะกอต้องเป็นนักประวัติศาสตร์คำบอกเล่าที่สามารถรวบรวมเรื่องเล่าหรือตำนานความลี้ลับจากผู้เฒ่าผู้แก่ คนธรรมดาซึ่งมีหลงเหลืออยู่น้อยมากในสังคมมุขปาฐะ เรื่องราวเหล่านี้จะช่วยทำให้ภาพงดงามขึ้น และเป็นครั้งแรกที่ประวัติศาสตร์ถูกบันทึกโดยคนกัมพูชาด้วยกันเอง แทนการเขียนบันทึกโดยคนต่างชาติ

ตำนานที่น่าสนใจคือ เรื่องที่คนเห็นนางอัปสราเดินบูชาพระอินทร์ หลายคนได้ยินเสียงแตรระนาดในพิธีการบูชาไฟถวายพระศิวะที่ปราสาทเพื่อขอพรในวันสำคัญทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูซึ่งจะได้ยินเพียงวันเดียวตรงกันทุกปี การบูชาไฟเป็นประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของนครอังกอร์วัดที่ถูกยกเลิกไปเมื่อหันมานับถือพุทธศาสนา ข้อมูลเหล่านี้เผยให้เห็นสิ่งใหม่ๆ ช่วยให้จิตรกรมีจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ขึ้นมา และทำให้ความทรงจำของปัจเจกบุคคลได้รับการส่งต่อ

อังกอร์วัด

ปราสาทหินอังกอร์วัดเข้าอยู่ในความทรงจำร่วมของคนทั้งโลก อังกอร์วัดจึงเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสัญลักษณ์ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นกัมพูชาได้ดีที่สุด อังกอร์วัดยังเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมอุษาคเนย์ที่มีอิทธิพลมากในประเทศไทยและลาว แม้แต่ตัวอักษรของภาษาต่างๆ ก็มาจากภาษาเขมร รากเง้าของภาษาล้านนา เพราะอังกอร์วัดเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของกัมพูชา ที่มีพระสงฆ์จากประเทศต่างๆ เดินทางมาศึกษาคัมภีร์พระเวท คาถาต่างๆ และพระวินัย ดังที่ปรากฏอยู่ในการจารึกแผ่นหินภายในปราสาทในภาษาต่างๆ จารึกดังกล่าวจึงเป็นมรกดแห่งความทรงจำ ที่แสดงว่า อังกอร์วัดเคยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของภูมิภาค

อังกอร์วัดถูกปกคลุมด้วยป่าศักดิ์สิทธิ์กว่า 500 ปี เป็นพื้นที่ที่ถูกลืมจึงไม่ถูกสงครามทำลายไป หลายคนเชื่อว่า มีเทพเจ้าคุ้มครองให้มีป่าบดบังทั้งหมด ทำให้คนมองไม่เห็น จึงอยู่รอดมาถึงสองพันกว่าปี อังกอร์วัดสร้างมาก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ ศิลปะเขมรในยุคแรกๆ จึงไม่มีอิทธิพลของพุทธศาสนา อังกอร์วัดจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรอดพ้นจากภัยสงครามโดยไม่ได้รับความเสียหายมากนัก

ภาพวาดนครวัดยังสื่อให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ที่มนุษย์สามารถขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งมีไม่กี่แห่งในโลกที่สามารถทำได้ กัมพูชาจึงเป็นชนชาติที่เข้มแข็งและรุ่งเรือง มีความสามารถทางวิศวกรรมที่ดี ความสามัคคี ความเชื่อและความศรัทธาของคนกัมพูชาอันแรงกล้าทำให้สามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เช่น การสลักหินก้อนใหญ่เป็นเทวรูป เป็นเสาหิน เป็นลายนูน การทำช่องประตูให้ตรงกันที่ 9 ประตูให้แสงลอดผ่านประตูทั้ง 9 ไปได้ในวันที่สำคัญ เพื่อบูชาไฟให้กับพระศิวะ และนางอัปสรา

ผู้หญิงก่อนสงครามต้องรำเป็น ฝึกรำตั้งแต่ 8 ขวบ ต้องเป็นอัปสราให้ได้ อัปสราเป็นนางสนมมารับใช้กษัตริย์ที่เป็นสมมติเทพ มีอำนาจสูงสุดเหนือแผ่นดิน เหนือชีวิตทุกคน กษัตริย์ที่มีนางสนมเยอะแสดงว่ามีอำนาจเยอะ นางอัปสราจึงเป็นตัวแทนของอำนาจ ความยิ่งใหญ่และการสืบพันธุ์ เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของคนกัมพูชา นางอัปสราทั้ง 1,600 องค์นั้นมีเครื่องแต่งกาย ลายผ้านุ่ง เครื่องประดับและการร่ายรำในลีลาที่ไม่ซ้ำกัน ผู้หญิงชาวกัมพูชามักจะไปขอพร ขอให้สวย ถ้าอยากสวยตรงไหนก็ไปสัมผัสและขอพรให้สวยเหมือนตรงนั้นของนางอัปสรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริเวณหน้าอกและเอว และต่างขอให้มีลูกเหมือนนางอัปสรา

การหยั่งรู้ผ่านภาพวาด

การวาดภาพปราสาทหินนครวัดเป็นวิถีที่คนกัมพูชามีจินตนาการต่ออดีตเพื่อแสดงให้คนต่างชาติได้รู้ว่า กัมพูชาพร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว เพราะการที่มีภาพวาดใหม่ๆ อยู่ในระบบเศรษฐกิจแสดงถึงเสรีภาพทางความคิด จินตนาการและสันติภาพที่เกิดขึ้นในกัมพูชา หลังจากไฟสงครามได้สงบลงแล้ว ที่แม้จะไม่ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการแต่ก็ไม่ถูกปิดกั้นจากรัฐบาล กัมพูชาจึงพร้อมที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มารู้จักกับแหล่งอารยธรรมของโลก

ภาพอังกอร์วัดทำให้อดีตและอนาคตของกัมพูชาโยงถึงกัน การมีอนาคตก็เพราะมีปัจจุบัน และเพราะมีปัจจุบันจึงมีอดีต การรู้จักที่จะสาวอดีตและอนาคตจะช่วยทำให้คนหยั่งรู้ในเหตุและผล เป็นการหยั่งรู้ในอริยสัจ 4 ที่มีกายกรรม (กรรมทางกาย) วจีกรรม (กรรมทางวาจา) มโนกรรม (กรรมทางใจ) เป็นเหตุ การโยงอดีตสู่อนาคตจะทำให้คนเห็นความสำคัญของการกระทำในปัจจุบันมากขึ้น

นักท่องเที่ยวจะมองเห็นกัมพูชาจากวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองจากการเรียนรู้อดีตที่ผ่านมาเป็นพันๆ ปี ซึ่งเกิดจากการนำของกษัตริย์ในอดีตที่วางรากฐานทางศิลปวัฒนธรรม มากกว่าประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เพียงช่วงเดียว เพราะกาลเวลาเลื่อนไปอยู่ทุกขณะ

ประวัติสงครามแฝงอยู่ในสีแดงและสีดำเป็นการบันทึกความทรงจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์เพื่อสร้างมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของภาพ สีแดงที่หมายถึงเลือดของพี่น้องชาวกัมพูชาที่เสียไปในช่วงครามและสีดำแทนเขม่าดินปืน การแสดงประวัติศาสตร์กัมพูชาอย่างตรงไปมาต้องการสื่อให้ทั่วโลกเห็นว่า ทุกประเทศต่างผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย สงครามเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ในช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็จะผ่านไป เพราะทุกสิ่งที่ยังขึ้นอยู่กับกาลเวลา คือเป็นกาลิโก ย่อมตกอยู่ในทุกขสัจจะ สภาพที่จริงของโลกคือทุกข์ทั้งนั้น และเป็นของไม่เที่ยง การค้นหาและรื้อฟื้นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านภาพวาดจะทำให้คนตั้งอยู่ในธรรม มีธรรมฐิติและช่วยลบล้างประวัติศาสตร์ที่ไม่ดีออกไป

อังกอร์วัดทำให้เห็นถึงความมานะพยายามของชาวเขมร และความสามารถในการถ่ายทอดจิตวิญญาณลงไปในภาพ ทั้งความงามอันวิจิตรและรอยยิ้มบายน (เศียรเทวดาขนาดใหญ่) ที่แสนลี้ลับ

รอยยิ้มแสดงความหมายสองนัย โดยต่างสื่อถึงคนกัมพูชาที่จะไม่ยิ้มเฉพาะเมื่อมีความสุข ความสบายใจเท่านั้น แต่เมื่อมีความลำบากใจ ทุกข์ร้อน หรือได้รับข่าวร้าย ชาวกัมพูชาก็จะมีรอยยิ้มได้เช่นกัน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นรู้สึกแย่หรือลำบากใจไปด้วย เพราะอยากให้ทั่วโลกได้เห็นภาพจำใหม่ว่า ตอนนี้ถึงแม้กัมพูชาจะประเทศที่ด้อยพัฒนา แต่ก็ไม่หยุดนิ่งในการจะฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม โดยมีความหวังว่า เมื่อพระอาทิตย์ตก ก็จะมีพระอาทิตย์ขึ้นในวันต่อไป

รอยยิ้มบายนจึงเป็นการสื่อถึงกัมพูชาที่เพิ่งจะเริ่มยิ้มเป็น ด้วยความหวังที่ว่าซักวันจั๊ดตะกอจะกลายเป็นคนที่ชาวโลกจะพูดติดปาก รอยยิ้มมุมปากเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาค้นหาความลับ ให้ผู้คนได้จินตนาการถึงอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมโบราณ รอยยิ้มทำให้ภาพบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้ ทั่วประเทศจะมีรูปสลักบายนที่มีรอยยิ้มอยู่ที่เดียวที่อังกอร์วัด ภาพบายนและปราสาทหินจึงเป็นของที่สามารถนำกลับบ้านไปได้ เป็นของฝากที่มีจุดเด่นที่แตกต่าง

นครวัดไม่ได้เป็นเพียงแค่โบราณสถาน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เกิดสำนึกแห่งความเป็นชาติของชาวกัมพูชา เพราะปราสาทหินนครวัดตั้งอยู่ได้เป็นพันๆ ปี การจะรวมเป็นชาติได้ต้องมีศูนย์กลางที่ทำให้คนเคารพศรัทธา ภาพปราสาทหินนครวัดจึงได้ไปปรากฏอยู่บนผืนธงชาติกัมพูชา ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดก็ไม่เคยเปลี่ยน การถ่ายทอดภาพปราสาทหินอังกอร์วัดก็เพื่อให้คนในชาติภูมิใจถึงอารยธรรมโบราณที่สามารถเผยแผ่ไปสู่ดินแดนต่างๆ ทั้งไทย ลาวและพม่า จั๊ดตะกอเชื่อว่า อิทธิพลของศิลปะวิทยาการของโลกในสมัยนั้นถ้าไม่มาจากประเทศอินเดียก็มาจากเขมร

การฝึกทักษะ

ในกัมพูชายังมีคนที่มีพรสวรรค์ทางศิลปะอยู่มาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลายคนจึงได้หันมาเป็นครูศิลปะเพื่อเปิดสอนให้กับเยาวชนหรือคนที่สนใจได้เรียนศิลปะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ เมื่อวาดภาพได้แล้วจะต้องเป็นจิตรกรที่ดี ไม่ขายเกินราคา ไม่ได้ขายเพื่อหวังกำไร แค่ให้คนได้เห็นศิลปะของกัมพูชาก็พอ เพื่อช่วยกันสร้างชาติ เปลี่ยนทัศนคติของคนทั่วโลกที่มองกัมพูชาในแง่ลบ ให้มองกัมพูชาในภาพจำใหม่

ผู้ที่มีพรสวรรค์หลายคนนั้นขาดโอกาส ครูจึงเป็นผู้ที่จะหยิบยืนโอกาสให้คนเหล่านั้น จั๊ดตะกอเขมรจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสังคม การฝึกทักษะ ฝึกตามประวัติศาสตร์ของเขมร หนึ่งในภาพที่จิตกรรุ่นใหม่จะต้องฝึกฝนให้ชำนาญก็คือ การวาดรูปปลาคาร์ฟและภาพวิว ภายใน 1 ปีจะต้องฝึกวาดรูปปลาคาร์ฟให้ได้ และศึกษาเรื่องแสงเงา แสงเงาจะช่วยทำให้ตัวปราสาทมีชีวิตมีมนต์เสน่ห์ขึ้นมา จนกว่าผู้สอนจะเห็นว่าชำนาญจึงให้ไปวาดรูปที่มีลายเส้นซับซ้อน เช่น ลายเส้นของนางอัปสรา จากนั้นจะวาดรูปปราสาทหิน การวาดพื้นฐานอย่างเดียวนานร่วมปี ถ้าไม่มีความเพียรหรือเบื่อไปก่อนก็ไม่ประสบผลสำเร็จ การวาดภาพวิวเป็นการปรับพื้นฐาน วัดความอดทน ให้คนค้นหาตัวเอง จนมีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่ง

การวาดรูปปลาคาร์ฟจะฝึกการวาดลายเส้น การให้แสงเงาและการใช้สี ปลาคาร์ฟยังมีความเชื่อแอบแฝง คนกัมพูชาเชื่อว่าปลาคาร์ฟคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความอุดมสมบูรณ์ คำมั่นสัญญาเพราะเวลาวางไข่ จะต้องว่ายทวนน้ำไปวางไข่ที่จุดเดิมที่เคยวางไข่ทุกปี เหมือนกับการที่คนเราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่าง ๆ นานา ความพยายามก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เหมือนที่พวกเราตั้งใจว่าจะทำให้คนทั่วไปได้เห็นเขมรเป็นเมืองแห่งอารยธรรม ไม่ใช่ประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่เข้าใจกัน อาจจะต้องอาศัยความพยายามอย่างมากเนื่องจากเขมรได้ผ่านสงคราม มาเป็นระยะเวลายาวนาน คงไม่ง่ายที่จะทำให้คนทั่วโลกเข้าใจกัมพูชาในแง่ใหม่

จิตรกรต่างเชื่อว่าปลาคาร์ฟเป็นสัตว์มงคลที่จะนำความอุดมสมบูรณ์มาให้คนที่เป็นเจ้าของ เพราะเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับมังกรที่จะนำโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทองมาให้ ทำให้จิตกรที่วาดภาพมีรายได้เลี้ยงชีพ

ปลาคาร์ฟเข้ามายังประเทศกัมพูชาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมกับทหารญี่ปุ่นที่ถ่ายทอดความเชื่อนี้มาให้ ในเรื่องการสู้ไม่ถอย เชื่อในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นปลาเทพเจ้าแห่งมังกร มีความอดทน เหมือนคนญี่ปุ่น เมื่อมุ่งมั่นทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ ในช่วงสงคราม คนญี่ปุ่นจะขุดบ่อเล็กๆ ไว้เลี้ยงปลาคาร์ฟ เพราะเชื่อว่าจะนำชัยชนะความสำเร็จมาให้

นอกจากภาพอังกอร์วัดและปลาคาร์ฟแล้วจิตรกรยังนิยมวาดภาพวิวเพื่อแสดงถึงวิถีชนบทของคนส่วนใหญ่ ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการมีสุขภาพที่ดี ภาพทิวทัศน์ในชนบทเป็นความรู้สึกโหยหาอดีตอันมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองของกัมพูชาจึงอยู่ในจิตใจของจิตรกรทุกคน การฝึกวาดภาพเริ่มจากภาพที่ผู้วาดคุ้นเคย ภาพท้องนาและภาพควายความแสงถึงวิถีชีวิตของคนกัมพูชา ส่วนภาพพระจันทร์ลับเหลี่ยมเขาทำให้คนกัมพูชารู้สึกว่าโดดเดี่ยว ทุกอย่างปิดไปหมด ไม่มีใครอยากมาเกี่ยวข้อง มองพระจันทร์อย่างเดียวก็ช่วยให้คลายเหงา

สงครามคือเคราะห์กรรมของชาวกัมพูชาจากน้ำมือของเขมรแดง ที่มนุษย์สามารถทำกับมนุษย์ด้วยกันได้ เด็กๆ รอพ่อที่โดนจับตัวไปที่ค่ายกักกัน โดยมีชีวิตอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในป่า อยู่กันด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าออกไปไหน ไม่กล้าปรากฏในเวลากลางวัน จะออกมาพบประพูดคุยกันก็แต่ตอนกลางคืน ไม่สามารถจุดครบเพลิงได้ มีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นเพียงแสงไฟที่ส่องสว่าง และทำให้ผู้คนยังมีความหวังว่าจะได้พบคนที่รักอีกครั้ง ดังนั้นชาวกัมพูชาที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามก็มักจะมองจันทร์เพื่อขอพรกับดวงจันทร์ และยามที่พระจันทร์ลับเหลี่ยม (พระจันทร์ตกดิน เป็นเวลาที่พระอาทิตย์จะขึ้น) แสดงว่า พวกเขาจะต้องซ่อนตัวในเงาของป่า

ภาพตะวันลับของฟ้า ปราสาทและสระบัวซึ่งเป็นจุดขายของอังกอร์วัดที่สวยที่สุด เพราะช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจะมีพระอาทิตย์ดวงใหญ่ที่สุด เหมือนเราสัมผัสกับดวงอาทิตย์ได้ ถ้ามองจากมุมข้างล่าง ทำให้เงาของปราสาทพาดไปที่สระ จะเห็นเงาของปราสาทในสระ ซึ่งเป็นมหัศจรรย์เพราะดวงอาทิตย์ไม่พาดผ่านตรงๆ แต่เอียงมาที่สระ คนอยู่สระก็มองปราสาทจากสระได้ (ภาพจริงและภาพเสมือน)

การเรียนการสอนจั๊ดตะกอหน้าใหม่เป็นแบบการศึกษาข้างถนน (Street education) ไม่ได้ค่าตอบแทนและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ได้กำไรเป็นความสุขจากการให้ ครูต่างหวังว่า ลูกศิษย์ของพวกเขาก็จะให้ต่อไปเรื่อยๆ การสอนจึงเป็นการสร้างคนให้รู้จักการให้โดยผ่านศิลปะซึ่งเป็นทักษะที่คนกัมพูชาสืบทอดกันมาเพราะเป็นแหล่งอารยะธรรมของโลก

 

จั๊ดตะกอ

ครูบุญเพ็ง

คุณบุญเพ็ง ไสเรียบ อายุ 36 ปี กำลังสอนการใช้เทคนิคแรงเงาให้ภาพดูคมชัด เพราะสิ่งแสดงความเป็นเขมรคือ เส้นขอบที่จะไม่ตัดเส้นหนาจนเกินไป เพื่อจะได้เห็นรายละเอียดของภาพมากที่สุด คุณบุญเพ็งเคยเป็นทั้งพ่อครัว กรรมกรก่อสร้าง พ่อค้าขายปลา และมาค้นพบตัวเองว่าชอบงานศิลปะ จึงเริ่มต้นฝึกฝนฝีมือตัวเองด้วยการหัดวาดภาพกับฝรั่งท่านหนึ่งที่เห็นความสามารถในตัวคุณบุญเพ็ง และได้ถ่ายทอดเทคนิคการวาดให้อย่างหมดเปลือก คุณจึงได้ยึดอาชีพจิตกรนี้เพื่อเลี้ยงชีพมาตลอดระยะเวลา 12 ปี และเป็นครูสอนคนอื่นๆ เหมือนกับที่ตนเคยได้รับ

การขายภาพไม่ได้เน้นการขายเพื่อหากำไร แต่เป็นการขายเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศกัมพูชามากกว่า ดังนั้น ทางร้านจึงจำเป็นต้องประหยัดต้นทุน แต่ในขณะเดียวกันต้องรักษาคุณภาพ

“ผมคิดเสมอว่า คนที่ซื้อภาพของทางร้านผมไปจะต้องได้ของที่ดีมีคุณภาพ ผมจำเป็นต้องดูแลความรู้สึกของลูกค้า เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกัมพูชาไว้”

ครูบุญเพ็งยังเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดี เนื่องจากครูบุญเพ็งจะแลก facebook กับลูกค้าเสมอโดยให้เหตุผลว่า “ผมไม่อยากได้แค่ลูกค้าเพื่อการค้าอย่างเดียว แต่ผมต้องการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาของเขรมจากคนเขรมโดยตรง เพราะเขาจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงกว่าฟังจากคนที่ไม่ใช่คนเขมร” facebook ยังช่วยเพิ่มยอดขายโดยสามารถสั่งซื้อได้ทางออนไลน์ (facebook) และช่วยโฆษณาผลงานให้เป็นที่รู้จักของต่างชาติ ชาวต่างชาติส่วนใหญ่มาเที่ยวอังกอร์วัดอย่างน้อย 3 ครั้ง

คุณสุพัตรา

คุณสุพัตราเป็นจั๊ดตะกอรุ่นใหม่เคยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแต่มีปัญหาทางการเงินจึงลาออกมาโดยมาเป็นพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมก่อนจะมาวาดภาพอยู่ร้าน Bay on Art สาเหตุที่ต้องการมาเป็นจั๊ดตะกอรุ่นใหม่เพราะเชื่อว่า “สิ่งที่งดงามสามารถนำเสนอผ่านงานศิลปะได้”

คุณสุพัตราเห็นว่า “สงครามยังคงอุบัติขึ้นในทุกหนแห่งของโลกใบนี้ ไม่ใช่ที่ประเทศของฉันอย่างเดียวที่บอบช้ำจากภัยสงคราม เพราะยังมีความเข้าใจผิดๆ ที่คนต่างชาติยังคงมองประเทศของฉันเป็นดินแดนป่าเถื่อน โหดร้ายและทารุณ เนื่องจากเขมรได้ผ่านสงครามมายาวนาน (30 กว่าปี) จนกลายเป็นภาพจำของคนทั่วโลกไปแล้ว ฉันจึงอยากให้คนที่มาซื้องานของฉันได้เข้าใจเขมรเสียใหม่ว่า เขมรคือบ่อเกิดของอารยธรรมในเขตเอเชียอาคเนย์”

คุณปัญญา

คุณปัญญา (จ๋าย) เคยเป็นช่างซ่อมรถและนักเลงหัวไม้มาก่อน ได้มาเป็นลูกศิษย์ของคุณบุญเพ็ง โดยกำลังฝึกเทคนิคการวาดภาพ จากการวาดภาพวิวธรรมชาติของกัมพูชา คุณปัญญาไปเจอครูตอนที่มีเรื่อง ครูเห็นว่าศิลปะน่าจะเปลี่ยนคนใจร้อนและนักเลงหัวไม้ให้เป็นคนใจเย็นได้ จึงได้ชักชวนให้มาฝึกวาดภาพ คุณปัญญาเล่าว่า “ผมมาเรียนกับครูบุญเพ็ง ได้ 8 เดือนแล้ว ฝีมือยังอ่อนอยู่จะต้องฝึกอีกสักพักถึงจะเก่ง”

คุณปัญญาเริ่มสนใจการเป็นจิตรกรเนื่องจากคำดูถูกที่ว่า “ชาวเขมรเป็นชนชาติป่าเถื่อนไร้อารยธรรม” แต่เขาไม่รู้ว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจเขมรได้ยังไร จึงได้แต่เก็บความคับแค้นใจไว้ จนมาพบคุณบุญเพ็งที่มีอุดมการณ์ในการอยากให้คนทั่วโลกหันมามองเขมรในมุมอื่นๆ ดูบ้างโดยใช้ช่องทางใหม่ๆ

“ถ้าเมื่อก่อนผมคงจะตะลุมบอนกับเขาไปแล้ว แต่ครูบุญเพ็งบอกว่าถ้าทำแบบนั้น คำดูถูกของเขามันเป็นก็จริงว่าชาวกัมพูชาป่าเถื่อน ผมไม่พรสวรรค์เลยต้องอาศัยการฝึกฝนมากกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆ แต่ผมมีความเพียร ผมก็จะประสบความสำเร็จอย่างพระมหาชนกได้ ผมเห็นอุดมการณ์ของครูบุญเพ็ง แม้ไม่เก่งและไม่มีพรสวรรค์แต่ก็อยากสืบสานอุดมการณ์ เมื่อครูให้โอกาสก็อยากจะทำ”

คุณปัญญาเคยมาทำงานในไทยช่วงปี พ.ศ. 2549 ช่วงครบรอบการครองราชย์ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงซึมซับเรื่องพระมหาชนก ครูบุญเพ็งให้คุณปัญญาฝึกโดยการวาดภาพวิวอย่างเดียวนาน 8 เดือน เพื่อปรับพื้นฐาน วัดความอดทน ให้คนค้นหาตัวเอง จนมีความชำนาญ

คุณทิวา

คุณทิวา ตึกวัน อายุ 26 ปี เด็กสาวชาวนาในเขตนอกเมืองเสียมเรียบ คุ้นเคยกับการทำนา

“ฉันเริ่มต้นการทำนาเมื่ออายุเพียง 9 ขวบ เมื่อก่อนฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบทำอะไร แต่รู้อย่างเดียวว่าฉันไม่ชอบทำนาแน่นๆ แต่ฉันก็ไม่อยากจะเป็นคนอกตัญญูกับพ่อแม่ เลยจำใจต้องทำไปอย่างนั้น” คุณทิวาเริ่มสนใจการวาดภาพเมื่อเธอได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในตัวเมืองเสียมเรียบ ได้พบกับคุณบุญเพ็ง ที่เล็งเห็นพรสวรรค์ในตัวเธอจึงได้ชักชวนเธอมีฝึกฝนงานทางด้านศิลปะ

“ฉันมาเรียนกับครูได้ ปีกว่าๆ แล้ว ตอนนี้ฉันได้เริ่มฝึกเขียนภาพปราสาทหินแล้ว แต่ขายไม่ได้ เพราะยังขาดชีวิตความเป็นปราสาท ครูจะให้ไปตีความเอาเองว่าจะสื่ออย่างไรให้ปราสาทมีชีวิต มันคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะสามารถทำให้คนเข้าใจเขมรผ่านภาพของฉัน”

การเรียนวาดภาพไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าขายได้ 60% จะให้ศิลปินหรือผู้ที่มาฝึกวาด อีก 40% จะเก็บไว้เป็นทุนในการซื้อสีให้กับผู้ที่มาฝึกวาดรุ่นต่อไป

การทำนาเป็นการเลี้ยงชีพ แต่จิตกรเป็นการสร้างชาตินั้นยิ่งใหญ่กว่า เพราะขายข้าวได้เงิน ขายภาพได้มิตรภาพ ภาพทำให้คนเห็นว่า ปราสาทหินมีเรื่องราวมากมาย ช่วยดึงดูดคนให้กลับมาที่กัมพูชาอีกครั้ง ให้กลับมาหารอยยิ้มบายน การกลับมาจะทำให้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณอีกครั้ง

จิตกรเป็นการเรียนรู้แบบซึมซับ เรียนรู้จากต้นแบบ แล้วค่อยต่อยอดเป็นเทคนิคเฉพาะตน ฝีมือแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรกคือพอวาดได้ ระดับที่สองภาพมีราคาดีและระดับที่สามเป็นภาพวาดของผู้ที่มีฝีมือส่วนใหญ่คนระดับบนจะซื้อกัน

ราคาภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด แต่ขึ้นอยู่กับศิลปินและความต้องการของผู้ซื้อ ผู้หญิงจะมีบทบาทในการขายหน้าร้านมากกว่า เพราะช่วยขายโดยอธิบายข้อมูลให้แก่ผู้ซื้อได้มากกว่า รวมทั้งต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

พื้นที่หลังร้านที่ต่อเติมออกมาถูกปรับให้เป็นโรงเรียนสอนศิลปะ โดยใช้เงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขายรูป รูปที่ขายได้ทางร้านจะหักไว้ 30เปอร์เซ็นต์ เพื่อไว้เป็นทุนในการซื้ออุปกรณ์ในการเรียนการสอนศิลปะ เช่นจำพวก สีน้ำมัน สีน้ำ พู่กัน สินค้าส่วนใหญ่เป็นของจีน คุณภาพใกล้เคียงกับเมืองนอก ราคาไม่แพง ประหยัดกว่าซื้อของไทยหรือญี่ปุ่น ของจากไทยและญี่ปุ่นราคาแพงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ทำให้ต้องขายภาพในราคาที่สูงขึ้นเพื่อให้อยู่ได้

กรณีศึกษาคุณสารัน

คุณสารัน อายุ 35 ปีเป็นจิตรกรที่อังกอร์วัด การวาดภาพเป็นธุรกิจขายส่งโดยทำกันในครอบครัวและเครือญาติ คุณสารันเรียนจากครูที่โรงเรียนสอนการวาดภาพของเอกชนในเสียมเรียบ วาดได้วันละประมาณ 2 รูปต่อวัน สาเหตุที่สนใจไปเรียนเพราะต้องการหารายได้เลี้ยงครอบครัว รูปวาดสามารถขายได้ตลอดและไม่ใช่งานหนัก

ต่อมาคุณสารันได้ถ่ายทอดความรู้ต่อให้กับภรรยาและหมู่ญาติ ไม่รับสอนคนภายนอก ต้องการทำเป็นธุรกิจเพื่อเปิดร้านแกลลอรี่ ใช้เวลาฝึกหัดมาประมาณ 13 ปี รายได้ประมาณ 400 – 500 ดอลล่าร์ต่อเดือน แม้จะพอกินพอใช้แต่ก็มีหนี้สินนอกระบบที่ไปกู้มาเพื่อทำร้าน ดังนั้นจึงต้องเปิดร้านอีกแห่งที่ตลาดเสียมเรียบเพื่อขายภาพตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน

ราคาภาพอยู่ที่การใช้สี ถ้าใช้สีมากและองค์ประกอบของภาพที่มีรายละเอียด ราคาจะแพง สีที่ใช้มี 5 สี (แม่สี) ผสมกับน้ำมันปลา ผ้าใบเมตรละ 50 บาท (5,000 เรียล) ส่วนใหญ่สินค้ามาจากจีน

ในการวาด ต้องคำนวณการใช้สี เพื่อประหยัดสี ถ้าบีบสีออกมาแล้วเหลือต้องทิ้ง สีครึ่งหลอดต้องวาดให้ได้อย่างน้อย 3 ภาพ จิตรกรที่มีประสบการณ์จะวาดโดยประหยัดสีได้มากกว่า เพราะมีความชำนาญในการผสมสีโดยมีเทคนิคเฉพาะตัว จิตรกรจึงต้องฝึกวาดภาพให้หลากหลาย สีดำจะระบายก่อนเพื่อเป็นพื้น จะได้สะท้อนภาพเห็นลายชัดเจน

ชุมชนจั๊ดตะกอ

ชุมชนจั๊ดตะกอหน้าอังกอร์วัดอยู่ประมาณ 20 ครอบครัว จิตรกรผู้หญิงที่วาดรูปที่นครวัดมีประมาณ 20 – 30 คน เป็นจิตรกรผู้ชายประมาณ 40 คน ครอบครัวคุณสารันมีอยู่ 7 คน โดยมีจิตรกรผู้หญิงถึง 3 คน

ภาพที่วาดส่วนใหญ่คือนครวัดเพราะมีความถนัดมากกว่า ราคาประมาณ 15 ดอลล่าร์ และชุมชนโตนเลสาป ภูเขาพนมกรม บ้านชนบทและต้นตาลที่ทำให้คนเห็นวิถีชีวิตของกัมพูชา ราคาประมาณ 12 ดอลล่าร์ เป็นภาพที่วาดได้ง่ายสุด ภาพที่มีรายละเอียดเยอะจะวาดยากกว่า ภาพที่วาดต้องวาดให้ออกมาชัดเจนจึงจะสวยงาม มีสัดส่วนต่างๆ เหมือนของจริง

ภาพจะวาดตามการสั่งซื้อ มีพ่อค้าคนกลางที่เป็นลูกค้าประจำมาซื้อ เพราะจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าครึ่ง เพื่อไปขายต่อที่ตลาดเสียมเรียบ ภาพวาดเพิ่งขายดีเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาเมื่อมีการเปิดประเทศ ส่วนมากจะซื้อภาพปราสาทหินนครวัด ขนาด 40 ซม. x 100 ซม. ภาพที่ขายดีราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ 15 20 และ 25 ดอลล่าร์ ถ้าซื้อกับจิตรกรโดยตรงจะได้ราคาที่ถูกกว่า ในปัจจุบันมีจิตรกรเพิ่มมากขึ้น แต่นักท่องเที่ยวลดลง เพราะปัญหาทางการเมือง แต่ก็พออยู่ได้

ปรัชญาภิปราย

ภาพวาดเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อการตีความอดีตของกัมพูชา ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ สันติภาพ มิตรภาพและเสรีภาพทางความคิด เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศหลังสงคราม ที่สามารถสร้างพื้นที่ตลาดในโลกออนไลน์

จั๊ดตะกอเป็นการแสดงบทบาททางเศรษฐกิจของคนกัมพูชาครั้งแรกในการบอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านภาพวาด ไม่ใช่การเล่าจากชาวต่างชาติ ไม่ใช่ให้คนต่างชาติมาเขียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชา เป้าหมายของการวาดภาพไม่ได้อยู่กำไร แต่อยู่ที่การลบภาพการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของประเทศ

สงครามทำให้คนขาดโอกาสในการพัฒนา โรงเรียนสอนศิลปะที่เพิ่มขึ้นทำให้คนด้อยโอกาส คนที่มีปัญหาสังคมมีโอกาสในการสร้างอาชีพเป็นการเพิ่มผลิตภาพของสังคม ในรูปแบบของการให้เพื่อให้ต่อ

การวาดภาพยังคงเป็นภาคนอกระบบและเป็นการศึกษาข้างถนน (Street education) ที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจหลักของประเทศ การเปิดประเทศผ่านศิลปะจะช่วยรักษาพรมแดนทางจิตวิญญาณของกัมพูชาให้คงอยู่ในแผนที่โลกได้ต่อไป

 

อ่านทั้งหมด 747 คน

BACK