ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

ครูขะแมร์ ชอบ เจิงรัมย์2

kamae

การแพทย์ทางเลือกของครูขะแมร์

          มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่า ช่วงที่การพัฒนาประเทศ การแพทย์และสาธารณสุขอยู่ในภาวะสุญญากาศนั้น ครูขะแมร์หรือ “หมอผี” มีส่วนในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการให้บริการทางการแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นองค์ความรู้เดิม (Traditional Knowledge) และการดูแลกันบนฐานแห่งศรัทธาและความเชื่อ เพื่อทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมุนไพร การสวดมนต์ การบริกรรมคาถาและของขลังต่างๆ ทำให้คนเกิดความน้อมจิตไปในความดับ (นิโรเธ อธิมุตฺตตา) เห็นว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงมีปกติแตกสลายไป คนจึงไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่างๆ (นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปติ) ที่เห็นผิดว่าชีวิตนี้เที่ยง จิตที่น้อมไปในทางดับมีอานิสงส์ทำให้คนปราศจากความกลัว และมีความดับเป็นความสุข

          การเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิตแบบเฉียบพลัน (Acute Mental Health Problem) ทำให้รอยแผลจากสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังคงปรากฏอยู่ในสีหน้าและจิตวิญญาณของชาวกัมพูชาทุกคน    การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ได้ฆ่าคนกว่า ๒ ล้านหรือ ๑ ใน ๓ ของประเทศ แต่ยังฆ่าผู้คนอีกหลายล้านที่รอดชีวิตมาได้ด้วยภาพหลอนและความหวาดกลัว เพราะชีวิตถูกซ้ำเติมด้วยระเบิดที่ถล่มบ้านเมืองจนย่อยยับ ระเบิดกว่า ๓ ล้านตันถล่มพื้นที่ต่างๆ กว่า ๑๐๐,๐๐๐ แห่งทำให้กัมพูชากลายเป็นประเทศที่ถูกระเบิดถล่มมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัญหาความขัดแย้งกว่า ๒ ทศวรรษ และปัญหาความยากจนเรื้อรังที่เกิดขึ้นขังผู้คนราว ๒ ล้านคนให้อยู่ในโลกแห่งความเจ็บปวด (Trauma) และโรคประสาทแบบวิตกกังวลที่เรียกว่า บัคสะบัท (Baksabat) หมายถึงความขยาดหวาดกลัวจนไม่รู้สึกรู้สมกับชีวิต (Psychological Courage) อีกต่อไป

          สงครามไม่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างเดียว แต่ยังทำให้หมอและศาสตร์ทางการแพทย์สูญหายไปเกือบหมด หลังสงคราม หมอที่ชำนาญการหลายคนหันไปทำงานให้กับองค์กรเอกชนหรือประกอบอาชีพอื่นที่มีรายได้ดีกว่าการทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ และโรงพยาบาลก็มีอยู่น้อย มีเฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นวันๆ คนส่วนใหญ่จึงเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ สถิติการฆ่าตัวตายในกัมพูชาจึงสูง จนเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่มีคลินิกเกิดขึ้นหลายแห่งตามเมืองเล็กๆ และในชนบท หมอคลินิก (Village Doctor) และครูขะแมร์จึงเป็นสองทางเลือกที่เหลืออยู่สำหรับคนในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

          ครูขะแมร์เป็นวิธีการรักษารูปแบบหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในท้องถิ่นได้ด้วยการดูแลรักษาหลากหลายรูปแบบ ในระหว่างที่ประเทศอยู่ในช่วงการพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขให้ได้มาตรฐานกลับพบว่า การแพทย์ทางเลือกของครูขะแมร์มีความปลอดภัยมากกว่าการแพทย์สมัยใหม่ (ตามคลินิก)

          เมืองโสตงเป็นเมืองเล็กๆ ของจังหวัดกัมปงทมอยู่ห่างจากเสียมราฐต้องใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งวัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหาร เพราะขาดสุขลักษณะในการกินอาหารที่ดี คนยังนิยมกินอาหารตามวัฒนธรรมการปรุงอาหารและการกินอาหารแบบดั้งเดิมที่ไม่สะอาด การขาดความรู้เรื่องสุขอนามัยที่ดีทำให้ผู้คนเจ็บป่วยได้ง่าย กัมพูชาเผชิญปัญหาทางการแพทย์ครั้งสำคัญเมื่อมีการตรวจพบการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อ HIV ที่เมืองโรคา (Rhoka) จังหวัดพะตะบอง เนื่องจากหมอที่คลินิกชุมชนใช้หลอดฉีดยา (Syringe) ซ้ำจนทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อกว่า ๒๐๐ คนแม้กระทั่งเด็กเล็กและพระที่ชราภาพ ส่วนมากหมอที่หันมาเปิดคลินิกนั้นเคยเป็นอาสาสมัครทางการแพทย์หรือแพทย์สนามมาก่อน เคยได้รับการฝึกอบรมทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานเพื่อคอยช่วยเหลือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และดูแลผู้ป่วย

          สงครามและความขัดแย้งทำให้มีแพทย์สนามเกิดขึ้นมากมาย คอยช่วยงานตามค่ายอพยพต่างๆ ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชามานานหลายสิบปี เมื่อสงครามสงบก็หันมาเปิดคลินิกเพื่อรักษาผู้ป่วย วิธีการรักษาส่วนใหญ่มักให้น้ำเกลือเป็นหลัก ตามคลินิกที่กัมพูชามักพบเห็นเด็กอ่อนมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ที่แขน คนทำงานห้อยน้ำเกลือขับรถมอเตอร์ไซด์หรือออกไปทำงานตามปกติ

          ครูขะแมร์ใช้วิธีการรักษาที่ต่างออกไปเพราะเห็นว่าการรักษาโรคต้องรักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางใจ การรักษาจึงมีวิธีการที่หลากหลายทั้งการกินน้ำสมุนไพร การบริกรรมคาถาและการสวดมนต์เพื่อตามติดจิตไม่ให้มีช่องว่าง ทำสังขารทั้งหลายให้เป็นอารมณ์ กระทั่งเห็นความดับในการรักษานั้น ครูขะแมร์ใช้พื้นที่รอบบ้านเป็นสถานพยาบาล (ดังรูปที่ ๑) มีเสื่อและหลังคาพลาสติกคอยกันน้ำค้างให้ผู้ที่มาพักรักษาตัว ผู้ป่วยสามารถนำญาติมาช่วยดูแลได้ รวมถึงการหุงหาอาหารจนกว่าจะหายเป็นปกติ บางคนมาอยู่นานถึงครึ่งปี

km1

รูปที่ ๑ สถานพักฟื้นบริเวณลานดินรอบบ้านครูขะแมร์

          หมอพรพาท อายุ ๔๗ ปี เป็นครูขะแมร์จากภูมิละลวดที่คนกัมพูชานับถือกันมาก ปัจจุบันมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านรอนไอรี่ ไกลจากตัวเมืองโสตง จังหวัดกัมปงทม หมอพรพาทเคยรับราชการทหารในสมัยสมเด็จพระนโรดมศรีหนุ สมัยเขมรแดง และช่วงที่กัมพูชารบกับเวียดนาม โดยทำหน้าที่เป็นแพทย์สนาม จนมีเพื่อนล้มป่วยด้วยอาการแปลกๆ หมอทหารหาสาเหตุไม่ได้ ในคืนหนึ่ง หมอพรพาทฝันเห็นนักซักจัง (ฤาษี) มาบอกว่าเป็นอาการที่เกิดจากการละเมิดผีป่า ผีป่าเลยทำร้ายเอา นักซักจังจึงได้บอกวิธีการรักษาโรคให้ หมอพรพาทจึงทดลองรักษา โดยเอากระดูกหมาดำมาแช่น้ำ แล้วสวดคาถาที่จำได้จากความฝัน ปรากฏว่าอาการของเพื่อนค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

          หมอพรพาทตัดสินใจเดินทางไปเรียนวิชาจากนักซักจังที่อยู่ตามภูเขาต่างๆ พนมกูเลนจะชำนาญเรื่องการรักษาโรคที่เกิดจากคุณไสย พนมตะแบงจะชำนาญเรื่องสมุนไพร พนมประสูติชำนาญเรื่องพยากรณ์โชคชะตา ส่วนเขาพระวิหารชำนาญเรื่องญาณสมาธิ หลังจากนั้นได้เดินทางไปรักษาคนทั่วประเทศเป็นเวลากว่า ๑๑ ปีแล้ว เพราะเห็นว่าเกิดมาชาตินี้จะต้องทำบุญในการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ และการที่ได้เรียนวิธีรักษาคนเป็นการสงเคราะห์คนอื่นโดยไม่เรียกร้องค่ารักษาใดๆ ทั้งสิ้นเป็นทานบารมีอย่างหนึ่ง บ้านหมอพรพาทอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียงแค่ ๑๐ กิโลเมตร แต่ในฤดูฝนต้องใช้เวลาเดินทางนาน ๓ – ๔ ชั่วโมง เพราะถนนเป็นดินโคลนเละและลื่น บางช่วงอยู่ในระหว่างการทำถนน บางช่วงถนนเสียหายหนัก ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางไปมา จึงต้องปิดบริการ แต่หมอยังคงรักษาผู้ป่วยโดยเดินทางไปหาผู้ป่วยถึงบ้าน

          ของขลังที่ใช้ในการรักษาได้แก่ หินฟ้าผ่า กระดูกหมาดำตายเอง กะลาตาเดียวและลูกตาลที่ตันและแก่ และที่สำคัญคือการรักษาสัจจะ เพราะซักหรือสัจ ก็คือสัจจะ ฤๅษีในความหมายของคนกัมพูชาคือผู้รักษาสัจจะ

          ครูขะแมร์เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สืบทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ทางเลือกมาจากสังคมโบราณ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของครูขะแมร์ในเรื่องการสร้างทานบารมีโดยการรักษาสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่เรียกร้องค่ารักษาใดๆ นั้นช่วยรักษาความรู้เหล่านี้เอาไว้ สำหรับชาวกัมพูชาแล้ว การบริกรรมคาถาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่เป็นประเพณีมุขปาฐะ (Oral Tradition) แสดงถึงวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองและยั่งยืนที่สืบทอดกันมาของอาณาจักรเขมร ของขลังและสมุนไพรคือวัตถุทางวัฒนธรรมโบราณของกัมพูชาที่คนส่วนใหญ่รู้สึกคุ้นเคย โดยเฉพาะลูกตาล สัญลักษณ์ของคนกัมพูชา

          วิธีการรักษาพ่อหมอจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำแช่กระดูกหมาดำ วิธีทำก็นำกระดูกหมาดำมาแช่ในน้ำมนต์และกำกับด้วยคาถาเพราะกระดูกหมาดำเป็นตัวละลายโรคที่เกิดจากคุณไสย ช่วยไล่ของที่เป็นคุณไสยออกไปจากร่างกาย จากนั้นนำหินฟ้าผ่ามาวางตรงจุดที่คิดว่ามีสิ่งไม่ดีอยู่ หินฟ้าผ่ามีลักษณะคล้ายหินในแม่น้ำ ในลำธารน้ำตก แต่มีสีดำสนิทเพราะโดนฟ้าผ่า ความเย็นของหินฟ้าผ่ายังช่วยทำให้อาการเจ็บปวดทุเลาลง หินฟ้าฝ่ายังช่วยไล่น้ำออกจากตัวผู้ป่วยเหมือนกับการไล่สิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ในการรักษาผู้ป่วยจะดื่มยาสมุนไพรควบคู่ไปด้วย รายที่อาการหนักหมอจะเคี้ยวขนของลูกตาลตันที่แก่จัดโดยกินไปพร้อมกับหมากพลูที่ใช้บูชาครู แล้วสวดคาถากำกับก่อนนำไปทาหรือพอกในบริเวณที่มีอาการ

km2
รูปที่ ๒ การตรวจรักษาของครูขะแมร์

          ของขลังและเครื่องรางยังเป็นอุบายในการทำใจให้อาจหาญ (มโนสมุตฺเตชนตาย) เชื่อว่ามีอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ของกัมพูชา ขณะที่การรักษาศีล ๕ และการสวดมนต์ช่วยสร้างสมดุลชีวิต เป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งความอยู่รอดที่ทำให้คนปราศจากความกลัว และมีความดับเป็นความสุข (ดังรูปที่ ๒) ส่วนญาติที่ติดตามมาดูแลจะต้องพกยันต์ที่หมอพรพาทให้ติดตัวอยู่เสมอ เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดีเข้าตัว และจะต้องรักษาศีล ๕ เหมือนผู้ป่วย งดเว้นการกินเนื้อสัตว์ หันมากินผักให้มากขึ้น การกินเนื้อสัตว์เท่ากับทำบาปเพิ่มขึ้น แม้เมื่อหายแล้วก็ยังต้องรักษาศีลต่อไปอีก หมอเชื่อว่า การรักษาจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวผู้ป่วยและการทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด

          หมอพรพาทให้ผู้ป่วยและญาติมาพักรักษาตัวได้ที่บ้านที่ล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์เพื่อกำหนดเขต ผู้ป่วยห้ามออกนอกสายสิญจน์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่โดนคุณไสย เพราะดวงจะตก หรืออาจจะมีวิญญาณของเจ้ากรรมนายเวรจ้องจะเอาชีวิต จึงต้องให้อยู่แต่ในบริเวณที่กำหนดเท่านั้น เศรษฐกิจพอเพียงของครูขะแมร์สร้างวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันเพื่อเป็นทางออกให้กับผู้ที่อยู่ในโลกแห่งความเจ็บปวด หรือ บัคสะบัท (Baksabat) ที่พบความขยาดหวาดกลัวจนไม่รู้สึกรู้สมกับชีวิตอีกต่อไป

          การรักษาไม่มีราคา หมอจะไม่เรียกร้องเงินทองในการรักษา ยกเว้นเงินเล็กน้อยเพื่อบูชาครูในครั้งแรก ดังนั้นค่าตอบแทนจึงแล้วแต่ผู้ป่วยหรือญาติจะให้ เงินที่ได้มาจะแบ่งไปทำบุญที่วัดทุกวันพระ และไปสร้างวัดสร้างพระ ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่ถูกขับไล่ออกไป บางส่วนนำไปช่วยงานสาธารณประโยชน์ เช่น ร่วมทำถนนเข้าหมู่บ้านและช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะคนยากจน เพราะการไปรักษาคนต่างหมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ไกลนั้น ชาวบ้านไม่มีแม้กระทั่งเงินค่าครู หมอก็จะใช้เงินที่ได้รับจากการรักษาผู้ป่วยรายอื่นมาเป็นค่าครู

          นอกจากหมอจะต้องเดินทางไปรักษาผู้ป่วยตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมายังให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยทางโทรศัพท์ เพราะการเดินทางใช้เวลานานหลายวัน การแนะนำทางโทรศัพท์จะช่วยแนะนำญาติในการช่วยดูแลผู้ป่วยไปพลางๆ ระหว่างที่หมอกำลังเดินทางไป ทำให้สามารถติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิดเป็นระยะๆ การให้คำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์ยังทำให้สามารถรักษาได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ทำให้เข้าถึงผู้ป่วยได้มากขึ้นด้วย ไม่ว่าผู้ป่วยอยู่ไกลแค่ไหน หมอพรพาทก็จะเดินทางไปรักษาโดยไม่เคยปฏิเสธผู้ป่วยเพราะถือว่าเป็นความสุขและได้บุญ

          ชาวกัมพูชาต่างพากันมาให้พ่อหมอพรพาทรักษาโรค เพราะศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวหมอพรพาท โดยเห็นว่า หมอสามารถรักษาหรือแก้อาการเจ็บป่วยของตนเองได้ บางครั้งผู้ป่วยที่ไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็หันมารักษาด้วยวิธีของแพทย์ทางเลือกของหมอพรพาท

          วัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันเป็นวิธีคิดนอกกรอบของการดูแลรักษาที่นอกจากจะทำให้คนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ (Subsistence Health Care) ยังทำให้ครูขะแมร์เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศโดยมีเศรษฐกิจภาคเล็กๆ ที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ระบบการดูแลโดยญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด คนยากไร้และคนจนในชนบทที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของแพทย์ทางเลือก และเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง

          ในเมื่อองค์ความรู้ทางการแพทย์มีความหลากหลาย และแพทย์ทางเลือกเป็นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนกัมพูชา ดังนั้นการจะทำให้คนมีชีวิตที่ดี ระบบเศรษฐกิจจึงต้องสร้างความหลากหลายในการดูแลรักษา เพื่อเพิ่มทางเลือก (Choices) ให้กับคนในสังคม

อ่านทั้งหมด 786 คน

BACK