ขนาดอักษร  เล็กลง | มาตรฐาน | ใหญ่ขึ้น

dhamma

          ข้าวอินทรีย์ที่สุรินทร์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยสามารถส่งออกได้ถึงปีละ ๑,๔๐๐ ตัน ข้าวอินทรีย์สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม โดยลดการใช้สารเคมีในนาข้าว ลดการเผาตอซังและช่วยรักษาป่าชุมชนเอาไว้ การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยพระสงฆ์ทำให้คนรู้จักบาปบุญคุณโทษมีธรรมเป็นที่พึ่ง มีสุขภาพแข็งแรง และมีรายได้เพิ่มขึ้น

dham

รูปที่ ๑ สัมภาษณ์เชิงลึกหลวงพ่อนานเรื่องแนวคิดในการปลูกข้าวธรรมอินทรีย์

          การปลูกข้าวอินทรีย์นำโดยพระครูพิพิธประชานาถ หรือหลวงพ่อนาน พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน วัดสามัคคี ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้เกี่ยวข้องว่าเป็น “พระที่พึ่งของประชาชนพระภิกษุผู้เห็นความทุกข์ ของชาวอีสาน และเป็นพระภิกษุนักพัฒนาของจังหวัดสุรินทร์ หลวงพ่อนานเห็นว่า การจะพัฒนางานหรือพัฒนาการเกษตรนั้นต้องพัฒนานาคนก่อน เพราะคนเป็นหัวใจสำคัญในทุกขั้นตอน การที่หลวงพ่อ “เอาคนไปตายก่อนตาย” เพื่อให้เข้าใจเรื่องเวรกรรม เพื่อการยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ) ควบคู่ไปกับการเผยแผ่ความรู้ของหลักเศรษฐกิจพอเพียงและการส่งเสริมวิถีชีวิตพอเพียง ทำให้เกิดการฟื้นป่าชุมชนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง ๒ ล้านบาท จนกลายเป็นแหล่งเก็บเห็ดและสมุนไพรของชาวบ้านและเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน และชุมชนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตข้าว ลงแขกทำนาเกี่ยวข้าว แห่กันมาช่วยไถนาทุกคนลุยงานกันอย่างสนุกสนานร่าเริงด้วยน้ำใจไมตรีที่หยิบยื่นความรักความเมตตาให้แก่กันและกัน

          การเอาคนไปตายก่อนตายคือการทรมานกายด้วยการปฏิบัติธรรมเป็นเวลา ๑๕ วันที่ป่าช้า และทรมานใจเพื่อฝึกให้คนมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เพราะใจมักเจือปนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้าปราศจากกิเลสใจก็จะสงบและสบาย ความตายเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเผชิญ  เราจะเผชิญความตายอย่างสงบได้ พุทธศาสนาสอนว่าถ้าเผชิญความตายด้วยใจสงบหรือวางจิตให้เป็นกุศลก็จะไปสู่สุคติได้ การพัฒนานั้นจะต้องให้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง

          อินทรีย์คือชีวิต การปลูกข้าวอินทรีย์ต้องทำกายและใจให้เป็นพรมหมจรรย์ ให้มีศีล สมาธิ มีปัญญา เป็นการทำคนให้เป็นอินทรีย์ก่อนนั้น คือทำให้เป็นพรมหมจรรย์ คือบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ท่านได้สอนให้ผู้เข้าอบรมใช้สติปัญญาพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต สิ่งใดไม่จำเป็นควรละเลิกไปเสีย การพัฒนาคนให้เป็นอินทรีย์ก่อนทำเกษตรอินทรีย์ทำให้มีความสันโดษยินดี ทำเท่าที่ทำได้ มีเท่าไรใช้เท่านั้น พอใจในสิ่งที่มี หลักการประหยัดและหลักสันโดษ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับวัตถุ แต่เป็นการเลือกบริโภควัตถุ เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางแห่งความจำเป็นในการดำรงชีวิตตามจริง การสันโดษไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับสิ่งใหม่ๆ เลย หลวงพ่อก็แสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นดิน

          การปลูกแบบใช้ธรรมะ คือ ทำแบบอินทรีย์ต้องใจเย็น โลภไม่ได้ ถ้าโลภทำแบบนี้ไม่ได้เพราะเป็นวิธีการปลูกข้าวที่ได้ผลช้า ไม่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพิ่มผลผลิต แต่จะใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ฟื้นผืนนาให้มีชีวิตและทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น

          เกษตรอินทรีย์เป็นการส่งเสริมการดำรงชีวิตตามหลักศีล สมาธิและปัญญา โดยหลวงพ่อจะสอนให้สมาชิกรักษาศีล เตรียมจิตใจในการฝึกสมถะสมาธิซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาเพื่อทำให้คนเห็นปัญหาของตนเองและปัญหาของหมู่บ้าน และพบว่าปัญหาความยากจน ความแห้งแล้ง ความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของคนในหมู่บ้านนั้นส่วนหนึ่งมาจากสภาพของลมฟ้าอากาศ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านไม่มีทุนทำกิน เป็นหนี้เป็นสินดอกเบี้ยแพงการเก็งกำไรของพ่อค้าคนกลางการตลาดกดราคา ชาวบ้านบางคนเสียเงินไปกับอบายมุขทำให้มีหนี้สินตกทอดมาหลายชั่วคน เป็นชาวนาแต่ไม่มีข้าวจะกิน หลวงพ่อจึงพาพระและเณรวัดทำนา เพื่อมิให้ชาวบ้านต้องห่วงต่ออาหารที่นำมาทำบุญ เป็นการแบ่งเบาความทุกข์ยากของชาวบ้านไปด้วย

          หลวงพ่อนานต้องการเผยแผ่การปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์สู่ชุมชน เพราะเห็นว่า เมื่อพระได้ฉันข้าวดี โยมก็ต้องได้กินข้าวที่ดีด้วยเช่นกัน เริ่มแรกหลวงพ่อทำกับพระเณรที่วัด ทำให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ แล้วชาวบ้านก็มาช่วยทำกันเอง จากไม่กี่คนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันมีชาวบ้านที่มาขอเป็นผู้เรียนรู้มากกว่า ๒๐๐ คนต่อเดือน หลวงพ่อยังได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องปุ๋ยให้กับเยาวชนในหมู่บ้านไว้และสอนว่าการพึ่งตนเองได้เป็นการตัด “วงจรหนี้สิน”

          “โครงการสหบาลข้าว” คือ โครงการที่สามารถประกันข้าวให้แก่ชาวบ้านได้เพียงพอ โดยให้กู้ยืมแบบสัจจะคือ ยืมไปเท่าไหร่ก็คืนเท่านั้น ในรูปแบบของคำมั่นสัญญาโดยไม่คิดดอกเบี้ย เพราะหลวงพ่ออยากให้คนยึดถือสัจจะมากกว่าจะแสวงหาผลประโยชน์ เพียงแต่ระบุวันเวลาที่ชัดเจนในการคืน ส่วนกำไรนั้นก็ได้จากการที่ขายข้าวให้ตลาดข้างนอกชุมชน เช่น ส่งขายตามคำสั่งซื้อ (Order) และส่งไปขายที่ต่างประเทศ เช่น เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ โดยตลาดต่างประเทศจะรับซื้อทั้งหมด

          หลวงพ่อจะประยุกต์ประเพณีท้องถิ่น เช่น บุญเทศน์มหาชาติ บุญเข้าพรรษา บุญวันพระ มาเป็นแกนหลักในการระดมทุน เช่น รูปแบบการระดมทุนโดยการประยุกต์ประเพณีทอดผ้าป่ามาปรับใหม่ สามารถระดมข้าวระดมทุนได้คราวละมากๆ ลักษณะพิเศษและโดดเด่นของการทอดผ้าป่าข้าว จึงเป็นวิธีการที่ชาวบ้านระดมทุนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อนบ้านกันเอง การทอดผ้าป่าข้าวจุดประสงค์ก็เพื่อจะได้มีพันธุ์ข้าวใหม่ๆ มาปลูก หรือเก็บไว้เป็นพันธุ์ข้าวให้ชุมชนต่อไป

          เกษตรอินทรีย์ได้รับการสนับสนุนโดย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด คุณเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ที่มีนโยบายในการรณรงค์การทำเกษตรอินทรีย์ กล่าวคือ “เกษตรอินทรีย์ต้องไม่เผาตอซัง เพิ่มพลังด้วยพืชตระกูลถั่ว หว่านให้ทั่วด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ผลผลิตดี ชีวีปลอดภัย” ทำให้มีการปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งจังหวัด

          การเผาตอซังถือเป็นคนเนรคุณแม่ธรณี เพราะทำลายสิ่งมีชีวิตในดิน ทั้งจุลินทรีย์และไส้เดือน ที่จะช่วยย่อยสลายอินทรย์วัตถุ หากไม่เผาตอซัง ๕ ปี จะทำให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา หากพบเห็นการเผาตอซัง ผู้ว่าฯ จะออกอากาศเพื่อตำหนิผู้ใหญ่บ้าน

          ข้าวอินทรีย์ทำให้คนเห็นความจริงสี่ประการ โดยเห็นทุกข์คือการเผชิญปัญหาต่างๆ เห็นสมุทัยจากการทำเกษตรเคมี เห็นความดับทุกข์หรือนิโรธโดยหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ด้วยมรรคคือการไม่เผาตอซัง นอกจากหลวงพ่อจะสอนให้คนชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเองแล้ว หลวงพ่อยังสอนให้ชาวบ้านรู้จักหวงแหนธรรมชาติและช่วยกันดูแลทรัพย์กรธรรมชาติ หลวงพ่ออาศัยแรงศรัทธาของชาวบ้าน ทำพิธีบวชป่าขึ้น โดยเอาผ้าเหลืองมาผูกป่าและล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์ ให้เป็นเขตอภัยทานห้ามบุกรุกทำลายป่า ชาวบ้านเชื่อว่า ผืนป่าที่ผ่านพิธีบวช เป็นเสมือนดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปทำลายได้ ทำให้ต้นไม้มีโอกาสคืนความชุ่มชื้นแก่แผ่นดินได้เต็มที่ และสายน้ำลำธารที่เกิดจากป่าต้นน้ำดังกล่าว ก็จะฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

          การเข้าสู่เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (Bio-economy) ด้วยเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ เห็นว่าข้าวที่ดีต้องปลูกจากคุณธรรมการ“เอาคนไปตายก่อนตาย” โดยฝึกปฏิบัติธรรมที่ป่าช้า ๑๕ วันสร้างความเข้าใจเรื่องเวรกรรมในการปลูกข้าวทำให้คนเป็นอินทรีย์ยินดีในความสันโดษ รู้จักความพอดีของชีวิตทำให้ผืนนามีชีวิตโดยใช้น้ำหมักชีวภาพแทนสารเคมียาฆ่าแมลงหรือการเผาไร่เผานาหลังเก็บเกี่ยวเพื่อเร่งผลผลิตเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นการสร้างปัญญาเพื่อสร้างชีวิตอันประเสริฐ (ปญฺญาชีวํ ชีวิตมาหุเสฏฺฐํ)

          ชีวิตที่ประเสริฐนั้นไม่คิดที่จะอยู่เหนือธรรมชาติแต่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข จังหวัดสุรินทร์สร้างธนาคารพันธุกรรมในธรรมชาติโดยขยายพื้นที่ป่าชุมชนออกไปสู่ที่ดินริมถนนและป่าช้าชายแดน เห็ดและสมุนไพรจากป่าชุมชนที่บ้านท่าสว่างสร้างรายได้ถึง ๒ ล้านบาท ป่ายังเป็นแหล่งอาหารที่ไม่มีวันหมดให้ทั้งคนและแมลงศัตรูพืชจะได้ไม่มาสร้างความเสียหายให้แปลงนาอินทรีย์สุรินทร์จึงส่งออกข้าวอินทรีย์ได้ถึงปีละ ๑,๔๐๐ ตันในราคาที่สูงเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดยุโรป เนื่องจากคนตื่นตัวเรื่องการดัดแปลงพันธุกรรมที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

          การปฏิวัติพันธุกรรมด้วยการนำคนกลับคืนสู่ธรรมชาติภายในทำให้เศรษฐกิจพอเพียงของไทยยิ่งใหญ่ การค้นหาเศรษฐกิจพอเพียงของอาเซียนต่อไปจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

อ่านทั้งหมด 885 คน

BACK